5 ศิลปะป้องกันตัว แบบญี่ปุ่น ต่อยจริง เตะจริง เจ็บจริง!!!

posted: 2 years ago
4,861 views
5 ศิลปะป้องกันตัว แบบญี่ปุ่น ต่อยจริง เตะจริง เจ็บจริง!!!

comments

ศิลปะป้องกันตัว-แบบญี่ปุ่นfeature-image

หากจะพูดถึง ศิลปะป้องกันตัวแล้ว ก็คงมีอยู่ไม่กี่วิชาในโลกที่ยังคงสืบทอดต่อกันมาได้จนถึงทุกวันนี้ และในจำนวนทั้งหลายนั้น ศิลปะการป้องกันตัวจากประเทศญี่ปุ่นก็ถือเป็นอันหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง จนสามารถเผยแพร่ไปในหลายประเทศทั่วโลก วันนี้ เราลองมาดูกันว่า ศิลปะป้องกันตัว ของญี่ปุ่นแต่ละสำนักนั้น มีเอกลักษณ์และความเป็นมาอย่างไร

เรื่องที่คุณอาจสนใจ: สวนหินแบบเซน กับความเป็นญี่ปุ่นขนานแท้4 สาเหตุที่ทำให้ คนญี่ปุ่น มีความเอาใจใส่กว่าชนชาติอื่น5 สาเหตุว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึง “ทำงานหนักจนตาย”

Viriyah Insurance

1. คาราเต้

คาราเต้ หรือ คาราเต้โด (โด ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “วิถี” หรือ “หนทาง” ดังจะปรากฏในคำว่า เคนโด ยูโด ไอคิโด) เป็นศิลปะการป้องกันตัวที่ถือกำเนิดขึ้นในจังหวัดโอกินาวะ ซึ่งอยู่บนเกาะทางใต้ของประเทศญี่ปุ่น เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะป้องกันตัวแบบดั้งเดิมของชาวโอกินาวะที่เรียกว่า “โทเต้” หรือ “โอกินาวะเต้” กับศิลปะ “มวยใต้” ของจีนแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากในสมัยนั้น โอกินาวะได้มีการติดต่อค้าขายกับประเทศจีนค่อนข้างมาก จึงมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และวิชาการความรู้แขนงต่างๆ รวมทั้งศิลปะการป้องกันตัวนี้ด้วย

เอกลักษณ์ของคาราเต้ไม่ใช่การใช้มือเปล่าฟันอิฐให้แตก แต่เป็นการต่อสู้โดยใช้อวัยวะส่วนที่แข็งแกร่งของร่างกายในการฟาดฟัน เช่น กำปั้น เท้า สันมือ นิ้ว หรือข้อศอก เป็นต้น แต่ต่อมาเมื่อกลายเป็นกีฬา ก็ถูกประยุกต์ให้ใช้เพียงมือและเท้า

ศิลปะป้องกันตัว แบบญี่ปุ่น1
คาราเต้ เป็นการต่อสู้โดยใช้อวัยวะส่วนที่แข็งแกร่งของร่างกายในการฟาดฟัน

ส่วนที่มาของชื่อคาราเต้นั้นประกอบขึ้นจากตัวอักษรสองตัวคือ 唐手 ตัว “คารา” ข้างหน้าสามารถอ่านเป็นภาษาจีนได้ว่า “ถัง” ซึ่งหมายราชวงศ์ถัง ส่วนตัว “เต้” แปลได้ว่าฝ่ามือ คาราเต้จึงหมายถึง “ฝ่ามือแห่งราชวงศ์ถัง” นั่นเอง แต่ต่อมาก็ได้มีการปรับเปลี่ยนเป็น 空手 ซึ่งมีเสียงอ่านแบบเดิมว่า “คาราเต้” แต่คันจิตัวหน้าเปลี่ยนความหมายจากราชวงศ์ถังไปเป็น “ว่างเปล่า” ดังนั้น ความหมายของคำว่าคาราเต้ในปัจจุบันจึงหมายถึงการต่อสู้ด้วย “มือเปล่า”

2. เคนโด

เคนโด หรือความหมายตรงตัวว่า “วิถีแห่งดาบ” ซึ่งชื่อก็บอกไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นศิลปะการต่อสู้โดยการใช้ดาบ สืบทอดต่อกันมากว่า 1,200 ปี มีพื้นฐานมาจากการต่อสู้ของซามูไรในสมัยก่อนที่ใช้ดาบเป็นอาวุธ เคนโดเป็นมากกว่ากว่าศิลปะป้องกันตัว เพราะถือเป็นการฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง การผนวกร่างกาย จิตใจ และคมดาบให้เป็นหนึ่งเดียวถือเป็นแก่นแท้ของเคนโด

หากจะพูดถึงต้นกำเนิดของเคนโด คงต้องย้อนกลับไปในปลายสมัยนาระ ช่วงปีค.ศ. 789 ในสมัยนั้นมีวิชาดาบสำหรับผู้ชายเท่านั้นชื่อ “เคนจุสึ” และ “คุมิตาชิ” สันนิษฐานกันว่า วิชาดาบคุมิตาชินี้มีที่มาจากประเทศจีน ผ่านเกาหลีเข้ามาสู่ญี่ปุ่น ซึ่งมีบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวิชาดาบคุมิตาชินี้ไว้ว่า เมืองเกียวโตจะจัดงานเทศกาลขึ้นทุกปี และภายในงานนั้นจะมีการแข่งฟันดาบคุมิตาชิด้วย

ศิลปะป้องกันตัว แบบญี่ปุ่น2
เคนโด มีความหมายตรงตัวว่า “วิถีแห่งดาบ”

ส่วนวิชาดาบเคนจุสึนั้น ได้แพร่กระจายออกไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในสมัยเฮอันเช่นเดียวกัน ซึ่งผู้ปกครองประเทศในสมัยนั้นได้ส่งพวกเจ้าขุนมูลนายหรือพวกไดเมียวให้กระจายไปอยู่ทั่วญี่ปุ่น เพื่อเป็นการกระจายอำนาจและแบ่งเบาภาระหน้าที่ของราชสำนัก และวิชาดาบเคนจุสึก็ได้พัฒนาไปตามการปกครองและกระจายออกไปทั่วญี่ปุ่นพร้อมกับเหล่าผู้มีอำนาจจากส่วนกลางด้วยนั่นเอง ก่อนจะค่อยๆ ปรับแต่งจนกลายเป็นเคนโดเช่นในปัจจุบัน

3. ยูโด

อีกหนึ่งแขนงของศิลปะการต่อสู้ที่กระจายไปทั่วโลก แต่เดิมไม่ได้ใช้ชื่อ “ยูโด” แต่เป็น “ยูยุตสึ” (Ju-Jutsu) ยูยุตสึมีต้นกำเนิดไม่แน่ชัด แต่ถูกบันทึกว่าเป็นหนึ่งในศิลปะการต่อสู้สมัยเก่าที่นักรบทุกคนต้องเรียนรู้ มีจุดเด่นกว่าการสู้รบแขนงอื่นๆ ตรงที่เป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ซึ่งเป็นแขนงเดียวที่ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธ แต่มุ่งทำอันตรายถึงชีวิตแก่คู่ต่อสู้ มีจุดประสงค์ให้คู่ต่อสู้บาดเจ็บและยอมแพ้ หากไม่ยอมแพ้ก็จะทำให้ทุพพลภาพด้วยการหักข้อต่อตามส่วนต่างๆ ในร่างกาย

ต่อมาในสมัยเมจิ อารยธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาสู่ญีปุ่่นได้ทำให้วัฒนธรรมประเพณีของญี่ปุ่นหลายอย่างล้าสมัยลง ความป่าเถื่อนและทารุณในวิถีของซามูไรกลายเป็นสิ่งต้องห้าม วิชายูยุตสึซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ซามูไรจึงถูกปรับปรุงแก้ไขให้เปลี่ยนไปมาก ถือเป็นช่วงซบเซาของยูยุตสึเลยก็ว่าได้

ศิลปะป้องกันตัว แบบญี่ปุ่น3
ยูโด ศิลปะการต่อสู้ที่มุ่งทำอันตรายคู่ต่อสู้ถึงชีวิต

หลังจากนั้นในปีพ.ศ. 2419 นายคะโน จิโงะโรได้เล็งเห็นปรัชญาที่ว่าด้วยหลักแห่งความเป็นจริงในยูยุตสึ จึงได้เริ่มค้นคว้าและฝึกฝนยูยุตสึอย่างจริงจัง จนในที่สุด เมื่อปีพ.ศ. 2425 ก็ได้ก่อตั้งโรงเรียนสอนวิชายูโดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยวิชายูโดนี้ นายคะโน จิโงะโรได้คิดค้นขึ้นโดนนำเอาศิลปะการต่อสู้ด้วยการทุ่มของสำนักเท็นจิน ชินโย (Tenjin Shin’yo-ryu) และศิลปะการต่อสู้จากสำนักคิโต (Kito) มาผสมผสานกับยูยุตสึจนได้ออกมาเป็นยูโดนั่นเอง

 

Bangkok Insurance

 

4. ไอคิโด

ศิลปะการต่อสู้ที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างปรัชญา ศาสนา และวิทยายุทธ์ ชื่อของไอคิโดแปลได้ว่า “หนทางของการเป็นหนึ่งเดียวกับพลังแห่งชีวิต” หรือ “หนทางของจิตวิญญาณที่เป็นหนึ่งเดียว” ถูกคิดค้นขึ้นโดยนายอุเอชิบะ โมริเฮ โดยมีจุดประสงค์ให้ผู้ฝึกวิชาสามารถป้องกันตัวเองได้

เทคนิคของไอคิโดอยู่ที่การทุ่มและควบคุมข้อต่อ โดยจะไม่รับหรือต้านการจู่โจมของจากคู่ต่อสู้โดยตรงต่อสู้ แต่จะเปลี่ยนทิศทางพลังงานจู่โจมที่พุ่งเข้ามาเพียงเล็กน้อยโดยใช้การหมุนหรือท่วงท่าอื่นๆ

ศิลปะป้องกันตัว แบบญี่ปุ่น4
ไอคิโด เกิดจากการผสมผสานระหว่างปรัชญา ศาสนา และวิทยายุทธ์

ต้นกำเนิดของไอคิโดมากจาศิลปะการป้องกันตัวของไดโตริว-ไอคิยูยุตสุ ซึ่งถูกนายอุเอชิบะ โมริเฮปรับเปลี่ยนแนวทางทางการต่อสู้ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายค.ศ. 1920 ก่อนจะกลายมาเป็นไอคิโดที่รวมเอาปรัชญาของศาสนาโอโมโตะ-เคียวซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาจิตวิญญาณมาผนวกเอาไว้ในการฝึกด้วย

5. นินจุสึ

แปลตรงตัวได้ว่า “การต่อสู้ของนินจา” เป็นหนึ่งในวิชาการต่อสู้ที่คงอยู่มายาวนานในประเทศญี่ปุ่น สันนิษฐานกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากพระรูปหนึ่งที่เดินทางแสวงบุญมาจากประเทศจีน และได้นำเอาวิชาการต่อสู้แขนงหนึ่งมาด้วย เมื่อเจอกับวัฒนธรรมของญี่ปุ่นจึงเกิดการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้อง จนกลายเป็นนินจุสึ

ศิลปะป้องกันตัว-แบบญี่ปุ่น5
นินจุสึ แปลตรงตัวได้ว่า “การต่อสู้ของนินจา”

ว่ากันว่าในยุคเฟื่องฟูของนินจา มีสำนักของนินจุสึกว่า 20 สำนัก และเพราะนินจุสึเป็นวิชาที่แข็งแกร่งมาก ถนัดทั้งการต่อสู้ด้วยมือเปล่า การใช้อาวุธ หรือการซุ่มโจมตี จึงทำให้เหล่าซามูไรในยุคนั้นหวาดกลัว จนเกิดกวาดล้างนินจาจึ้นในยุคของไดเมียว โอดะ โนะบุนะงะ ทำให้วิชานินจาจำนวนมากหายสาบสูญ

 

อ่านกันมาถึงตรงนี้ก็คงจะเลือกได้แล้วใช่ไหมล่ะ ว่าจะเลือกฝึกตามวิถีของศิลปะการต่อสู้แขนงไหนดี เพราะนอกจากร่างกายที่แข็งแรงจนเกือบจะเหนือมนุษย์แล้ว จิตใจก็จะแข็งแกร่งตามไปด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นมากว่าศิลปะการต่อสู้ แต่เป็นวิถีแห่งการพัฒนาตนเองโดยแท้จริงเลยทีเดียว


avatar
by ด.ช.อไทย
มนุษย์

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon