8 เทรนด์มาแรง กับการสร้างแบรนด์ปี 61

posted: 8 months ago
8 เทรนด์มาแรง กับการสร้างแบรนด์ปี 61

comments

ปัจจุบันการแข่งขันที่มากขึ้นในทุกๆ วัน มีเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่สามารถยกระดับทางการตลาดของตนเองให้โดดเด่นเหนือคู่แข่งได้ นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์และสื่อสารการตลาด ในฐานะผู้ที่ทำงานด้านการสร้างแบรนด์และสื่อสารการตลาดที่ได้มีโอกาสทำงานให้กับลูกค้าหลายกลุ่มทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงการเดินสายบรรยายให้กับผู้ประกอบการ SMEs ทั่วประเทศ ทำให้เห็นเทรนด์ในการสร้างแบรนด์ในปี 2018 ที่จะเป็นปัจจัยบวกสำหรับผู้ประกอบการทั้งขนาดกลางและขนาดย่อม รวมไปถึงรายใหญ่ หากมีความเข้าใจและวิ่งตามเทรนด์ได้ทันก็มีโอกาสที่จะพัฒนาและสร้างแบรนด์ของตัวเองให้แข็งแกร่งและแข่งขันได้ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนตามไม่ทันในยุคนี้



1. 2018 ยุคทองของผู้ประกอบการรายเล็กในการสร้างแบรนด์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคที่ดิจิทัลเข้ามามีบทบาท โอกาสของผู้ประกอบการรายเล็กในการสร้างแบรนด์ในยุคนี้ จึงถือว่าเป็นยุคทองอย่างแท้จริง ก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการรายเล็กแทบไม่มีเวทีในการแจ้งเกิด เพราะการจะสร้างแบรนด์หรือสื่อสารแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในยุคที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องใช้เงินในการซื้อพื้นที่สื่อ และมีทางเลือกน้อย เป็นเพราะสื่อรูปแบบเดิมที่เรียกได้ว่าเป็น Traditional Media ที่ได้รับความนิยมและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีมีราคาที่ไม่สอดคล้องกับกรอบงบประมาณของเอสเอ็มอี ดังนั้นในปี 2018 ผู้ประกอบการรายใดที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน มีเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่โดดเด่น และรู้จักใช้สื่อดิจิทัลมาเป็นช่องทางในการสื่อสารแบรนด์แบนให้โดน รับรองแจ้งเกิดกันได้อย่างแน่นอน

2. สื่อดิจิทัลยังคงเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลสูงสุด

เว็บไซต์เกี่ยวกับแบรนด์ชื่อดังของเมืองไทย Brand Buffet ได้อ้างถึงรายงานของ We Are Social บริษัทเอเจนซี่วิจัยด้านโซเชียลมีเดียชื่อดัง ที่ได้อัพเดทความเคลื่อนไหวในโลกดิจิตอล (Digital Movement) ในแต่ละปี ซึ่งในปี 2017 มีประเด็นที่น่าสนใจคือประเทศที่ใช้งาน Facebook มากที่สุดยังเป็นสหรัฐอเมริกา อยู่ที่ 214 ล้านคน ส่วนเมืองที่ใช้งาน Facebook มากที่สุดคือ กรุงเทพ ที่ 24 ล้านคน สำหรับในประเทศไทยเทรนด์ของเม็ดเงินโฆษณาไหลมาที่สื่อดิจิทัล ทำให้สื่ออื่นๆ จากเดิมที่เคยมีรายได้จากโฆษณาต่างมีรายได้ลดลงอย่างน่าใจหาย นั่นหมายความว่า เจ้าของแบรนด์ต้องตระหนักถึงความสำคัญในการใช้เงินกับสื่อโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัล เพราะมีความทรงพลัง ประหยัดงบประมาณ และสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเฉพาะเจาะจง เจ้าของแบรนด์จึงควรรู้จักลักษณะของสื่อออนไลน์ และสื่อโซเชียลมีเดียแต่ละประเภทที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Facebook / Line/ Youtube เป็นต้น รวมถึงเรียนรู้สื่อโซเชียลมีเดียรูปแบบใหม่ๆ ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในอนาคต

3. Functional Branding Vs Emotional Branding

การซื้อสินค้าหรือบริการในยุคปัจจุบัน ผู้บริโภคใช้ความรู้สึกหรือเป็นเรื่องของอารมณ์มากกว่าเหตุผล สินค้าที่เล่นกับความรู้สึกของผู้บริโภคโดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาสูงหรือแบรนด์เนม จึงเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อให้ได้ครอบครองมากกว่าที่จะมองถึงประโยชน์ใช้สอยที่จะได้รับ ดังนั้นหากเจ้าของแบรนด์เข้าใจเรื่อง Emotional Branding เป็นอย่างดี การจะสื่อสารกับลูกค้าต่อจากนี้ไปจึงจะเป็นการพูดคำว่า สินค้าใช้แล้วจะรู้สึกอย่างไร สร้างความภาคภูมิใจในการได้ใช้สินค้า/ บริการได้อย่างไร มากกว่าที่จะบอกว่าคุณสมบัติของสินค้าดีอย่างไร หรือใช้งานอย่างไรซึ่งเป็นเรื่องของ Functional Branding ที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องเผชิญกับการแข่งขันราคาเพื่อแย่งชิงส่วนครองตลาดหรือ Market Share อีกต่อไป การสร้างแบรนด์ในปี 2018 จึงต้องมีการผสานระหว่างความเป็น Functional Branding Vs Emotional Branding ได้อย่างลงตัว

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์และสื่อสารการตลาด

4. Story Telling Vs Story Doing

หลายๆ แบรนด์มักจะบอกกับผู้บริโภคว่ามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับแบรนด์ตัวเองอย่างไร และตั้งใจจะทำอะไรเพื่อผู้บริโภคบ้างโดยถ่ายทอดผ่าน Tag Line หรือถ้อยคำโฆษณาที่มีความสวยหรูและดูดี แต่ไม่นำไปสู่การปฏิบัติหรือสร้างประสบการณ์ร่วม (Brand Experience)ให้กับผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง แบรนด์ในยุด 2018 จึงต้องทำในสิ่งที่พูด หรือต้องทำมากกว่าพูดจึงจะเป็นแบรนด์ที่สามารถครอบใจผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

5. การสื่อสารแบรนด์ที่ต้องเน้นความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

ด้วยเทรนด์ของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนเป็นสังคมเมือง ครอบครัวขยายน้อยลง เปลี่ยนเป็นครอบครัวเดี่ยว พฤติกรรมผู้บริโภคในการซื้อสินค้าหรือบริการจึงมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย การสื่อสารแบรนด์ในวงกว้างในสินค้าประเภทเดียวกันที่หวังว่าจะพูดกับลูกค้าทุกคนแบบเดียวกันคงใช้ไม่ได้อีกต่อไป การสื่อสารแบรนด์ในยุคปัจจุบันจึงต้องสื่อสารกับลูกค้าที่ใช่จริงๆ และมีความแคบลงหรือเป็น Niche Market มากขึ้น เพราะลูกค้าแต่ละกลุ่มจะมีพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน หากเจ้าของแบรนด์ที่ยังไม่ปรับตัว ยังพูดเรื่องเดียวกันกับคนทุกกลุ่ม อาจต้องเตรียมตัวเผชิญกับความพ่ายแพ้ ถ้าคู่แข่งที่อยู่บน Segment เดียวกันสามารถปรับตัวได้เร็วกว่า

6. Digital Media Vs Traditional Media

ในยุคที่ดิจิทัลทรงพลังมาก ทำให้เจ้าของแบรนด์สินค้าหลายๆ แบรนด์ทุ่มเทและโฟกัสไปที่ดิจิทัลหรือโซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว อาจละเลยสื่อดั้งเดิมที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารการตลาดได้เป็นอย่างดี อาทิ Personal Selling หรือการขายผ่านบุคคลที่ยังสามารถใช้ได้ดีกับสินค้าที่ต้องการการอธิบายขยายความได้สูง หรือการโฆษณาผ่านหีบห่อที่สามารถบอกกล่าวเรื่องราวของสินค้าได้บนบรรจุภัณฑ์ได้ดีและเป็นการผสมผสานระหว่างสื่อดั้งเดิมกับสื่อดิจิทัลได้ด้วย หมายความว่าหากหีบห่อสามารถมี QR Code บนบรรจุภัณฑ์ก็สามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลสินค้าบนเว็บไซต์หรือหน้าเพจได้เช่นกัน เจ้าของแบรนด์จึงควรใช้ประโยชน์จากสื่อทั้งสองประเภทให้ผสานกันอย่างลงตัวมากกว่าจะใช้เพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ถึงแม้น้ำหนักในการใช้เงินจะค่อนไปทางสื่อที่เป็นดิจิทัลหรือออนไลน์ก็ตาม

7. การหลอมรวมกันของเทคโนโลยี (convergence)

มุมมองของ พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. มองว่าเทคโนโลยี mobile, Internet, IoT, AI, Big data และ social network เทคโนโลยีเหล่านี้ ได้เกิดการหลอมรวม (convergence) กันอย่างแนบแน่น เพราะเกิดการเชื่อมโยงกันด้วยเทคโนโลยี mobile broadband (4G/5G) ที่มีความเร็วสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ แบบ real time จนส่งผลให้บริษัทมีความยุ่งยากซับซ้อนในการควบคุมภาพของแบรนด์ได้ และจะยิ่งยุ่งยากซับซ้อนอย่างยิ่งต่อๆ ไปในอนาคต จากมุมมองดังกล่าวเจ้าของ แบรนด์จึงควรตระหนักถึงความสำคัญในการใช้เทคโนโลยีในการสร้างแบรนด์เพื่อให้เกิดความโดดเด่นและสร้างการจดจำ ทั้งนี้ยังมีเรื่องของ AR หรือ Augmented Reality ที่สามารถนำโลกเสมือนจริงให้มาอยู่ในโลกของความเป็นจริงได้ จึงน่าจะเป็นอีกเทคโนโลยีหนึ่งที่ช่วยในการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งได้ในปี 2018 และในอนาคต



8. ความรับผิดชอบต่อสังคมจะช่วยให้แบรนด์เติบโตอย่างยั่งยืน

แบรนด์ใดๆ จะเติบโตได้อย่างยั่งยืนต้องรับผิดชอบต่อสังคมตั้งแต่วันแรกที่เริ่มต้นดำเนินธุรกิจ ยุคนี้เป็นยุคของคนดีที่จะได้รับการตอบรับจากผู้คนในสังคม ยกตัวอย่างกรณี “ตูน บอดี้สแลม” ออกมาวิ่งเพื่อหาเงินช่วยโรงพยาบาลทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ ในแคมเปญ “ก้าวคนละก้าว” หากวันนี้ถ้าคนที่ลุกขึ้นมานำวิ่ง ไม่ใช่ตูน บอดี้สแลม กระแสตอบรับอาจไม่ดีเท่านี้ นั่นเป็นเพราะว่าต้นทุนทางสังคมหรือคุณงามความดีที่ตูนสร้างไว้ จึงทำให้ Event Brand ก้าวคนละก้าว ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะผู้คนที่มาร่วมบริจาคไม่มีข้อกังขาในตัวของ Brand Ambassador ดังนั้นแบรนด์ต่างๆ จึงจำเป็นต้องลุกขึ้นมารับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น หรือ Trust ให้กับลูกค้าหรือผู้มารับบริการ จึงจะสามารถช่วยให้แบรนด์เติบโตอย่างยั่งยืน ได้อย่างแท้จริง

เมื่อเจ้าของแบรนด์ทราบถึงเทรนด์ที่จะเข้ามาช่วยในการสร้างแบรนด์ให้โดดเด่นขึ้นในปี 2018 แล้ว ก็หวังว่า แบรนด์สินค้าหรือบริการของแต่ละกิจการจะสามารถสร้างความโดดเด่น ครองใจผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี และเติบโตได้อย่างยั่งยืน เกิดความรักและภักดีในตราสินค้า เปลี่ยน Trade Mark เป็น Love Mark ได้อย่างที่ตั้งใจ


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon