20 สัญญาณเตือนภัย ธุรกิจที่ทำอยู่กำลังจะแย่

posted: 1 year ago
20 สัญญาณเตือนภัย ธุรกิจที่ทำอยู่กำลังจะแย่

comments

แม้ว่าการลงทุนภาคเอกชนในปีนี้ (2560) จะกลับมามีบทบาทมากจากแรงขับเคลื่อนเสริมของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคและการส่งออกที่ขยายตัวจากการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในบางธุรกิจ เช่น โทรคมนาคม พลังงาน โรงแรม และการค้าปลีก หรือแม้แต่โครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) ที่มีความชัดเจนมากขึ้นก็ตาม ซึ่งน่าจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา ที่ขยายตัวได้แค่ร้อยละ 0.5 เท่านั้น แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำอยู่ดี เนื่องจากยังคงได้รับผลกระทบจากการลงทุนทั่วโลกที่อยู่ระหว่างรอความชัดเจนทั้งจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการเจรจา Brexit ที่ทำให้การตัดสินใจในการลงทุนอยู่ในช่วงชะงักงันลงไป



จากสถานการณ์เศรษฐกิจดังกล่าวต่างส่งผลต่อผู้ประกอบการไม่มากก็น้อย Rabbit Daily จึงขออาสาพามาจับสัญญาณเตือนภัยว่า ธุรกิจของคุณกำลังประสบปัญหาใหญ่อยู่หรือไม่ หรือควรจะหยุดพัก หรือจะไปต่อดี
1. ผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการขาดประสบการณ์ในการทำธุรกิจ
2. ขาดความรู้และความเข้าใจในตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์
3. ขาดการดูแลธุรกิจหรือกิจการ
4. ขาดการฝึกฝนหรือเตรียมตัวมาน้อย
5. ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
6. ขาดเงินทุนสะสม
7. ขาดสภาพคล่องทางการเงิน
8. ยอดขายน้อยลง
9. ส่วนแบ่งการตลาดลดลง
10. ลูกค้าน้อยลง


11. คู่แข่งกลับเพิ่มมากขึ้น
12. สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ไม่ทันสมัย
13. มีหนี้เพิ่มมากขึ้น
14. สินค้าค้างสต๊อกมากขึ้น
15. ไร้ความแตกต่างจากคู่แข่ง
16. ขาดการตั้งเป้าหมาย
17. ยอมแพ้กลางคัน
18. เริ่มรู้สึกเบื่อกับธุรกิจที่ทำอยู่
19. ไม่มีแผนการลงทุนระยะยาว
20. ปิดกิจการหรือธุรกิจที่ทำอยู่ลงไป


มธ.แนะศก.โลกผันผวนรัฐต้องกระตุ้นศก.เอกชน

รศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวในงานเสวนา “เมื่อเศรษฐกิจโลกผันผวน เศรษฐกิจไทยจะไปทางไหน” ว่า ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ดังนั้นภาครัฐควรหันมากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนของภาคเอกชนมากขึ้น โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่มีเงินออม ซึ่งปัจจัยสำคัญคือ ภาครัฐจะต้องเดินหน้าเรื่องของสาธารณูปโภค และต้องส่งสัญญาณให้ชัดเจนว่าสิ่งใดรัฐจะทำเองหรือสิ่งใดจะให้เอกชนดำเนินการ

รศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) (ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ สกว.)
รศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) (ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ สกว.)

ขณะเดียวกันภาครัฐควรจะต้องคิดเรื่องของกองทุนมั่งคั่งให้ชัดเจน ซึ่งจากการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวจะต้องมีวัตถุประสงค์ในการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ และบริหารโดยมืออาชีพ รวมถึงตั้งเป้าเอาผลตอบแทนเป็นหลัก และปลอดการเมืองอย่างแท้จริง ซึ่งสิ่งสำคัญอีกประการ คือ เรื่องนโยบายที่ปัจจุบันทั่วโลกเริ่มเกิดปัญหาจากการที่คนยึดผลประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้ง ซึ่งไทยควรใช้โอกาสนี้ส่งสัญญาณให้ทั่วโลกทราบว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไทยให้ความสำคัญกับเอกชนเป็นหลัก น่าจะทำให้ไทยมีความชัดเจนในนโยบายมากขึ้น


ธปท.คาดศก.ไทยโต 3.2% แบบค่อยเป็นค่อยไป

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่า สามารถเติบโตได้ร้อยละ 3.2 ซึ่งจะเป็นการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนมาจากการสนับสนุนภาครัฐ และถ้าหากมีการกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน ก็น่าจะส่งผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) (ขอบคุณภาพwww.moneyandbanking.co.th)
นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) (ขอบคุณภาพwww.moneyandbanking.co.th)

สภาพัฒน์คาด GDP โต 3-4% จากส่งออก-ลงทุนภาครัฐ

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้คาดว่า น่าจะเติบโตได้ร้อยละ 3 – 4 จากปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนี้
1. แนวโน้มการจากภาคส่งออกที่จะกลับมาขยายตัวอย่างช้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชนได้ดีขึ้น
2. แนวโน้มการฟื้นตัวภาคการเกษตร ที่ขยายตัวเร่งขึ้นของการผลิต ซึ่งปัจจัยสนับสนุนการ ขยายตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือน
3. การลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
4. แรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) (ขอบคุณภาพจากwww.thairath.co.th)
นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) (ขอบคุณภาพจากwww.thairath.co.th)


สภาพัฒน์เผย 5 ด้านบริหารเศรษฐกิจไทยปี 60

การบริหารเศรษฐกิจในปีนี้ควรให้ความสำคัญกับ 5 ด้าน ดังนี้
1. เพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
2. ดำเนินตามยุทธศาสตร์แผนการตลาดท่องเที่ยวโดยชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการทัวร์ศูนย์เหรียญและการประชาสัมพันธ์กิจกรรมท่องเที่ยว
3. ดำเนินยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการส่งออกของไทยให้สามารถกลับมาขยายตัวได้
4. ฟื้นฟูเกษตรกรและการเตรียมมาตรการรองรับการขยายตัวของการผลิตทางการเกษตร
5. การสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน


การทำธุรกิจแต่ละอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องพบเจออุปสรรคหลากหลายด่านกว่าจะก้าวมาประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นเมื่อรู้ว่าเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่ในช่วงผันผวนแบบนี้ การทำธุรกิจก็ต้องเป็นไปอย่างรอบครอบและระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้สิ่งที่สร้างมากับมือพังทลายลงไป


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon