ระวัง! 5 สาเหตุของอาการ ‘ตาแห้ง’ ที่ทำให้ดูแก่ก่อนวัย

posted: 8 months ago
ระวัง!  5 สาเหตุของอาการ ‘ตาแห้ง’ ที่ทำให้ดูแก่ก่อนวัย

comments

อาการตาแห้งส่วนใหญ่จะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ สาเหตุเกิดจากการผลิตน้ำตาไม่เพียงพอ ทำให้ตาไม่ชุ่มชื่น แต่ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวเริ่มเกิดกับคนหนุ่มสาวมากขึ้น ซึ่งมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ยิ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ อาจจะทำให้แสบเคืองตา คันตา ปวดตา ตาแห้ง ตาล้า มีขี้ตา และน้ำตาไหลมากกว่าปกติ และอาจทำให้หน้าแก่ก่อนวัยได้อีกด้วย

สัญญาณบ่งบอกว่า คุณกำลังตกมีอาการ ตาแห้ง

อาการ ตาแห้ง ถ้าบ่อยทิ้งไว้เนิ่นนาน ไม่มีการดูแลรักษาโดยเฉพาะสาว ๆ อาจจะทำให้เกิดภาวะหน้าแก่ก่อนวัยได้ ส่งผลให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า ดวงตา และผิวหนัง ซึ่งสาเหตุดังกล่าวเกิดจากการใช้สายตาเป็นเวลานาน ๆ ทำให้เกิดการปวดตา ตาแห้ง ตาล้า และมีอาการอื่นๆ ตามมา

ตาแห้ง

นอกจากนี้แล้วยังมีอาการคันหรือเคืองคล้ายมีทรายหรือฝุ่นอยู่ในตา บริเวณตาขาวมีสีแดงจากการอักเสบ ขอบเปลือกตาแดง แพ้แสง แพ้ลม ตามัวเป็นบางขณะและรู้สึกไม่สบายตาตอนตื่นนอน ซึ่งหากปล่อยไว้ในระยะยาวอาการเคืองตาจะยิ่งรุนแรงขึ้น เกิดการอักเสบหรืออาจจะถึงขั้นตาบอดได้เช่นกันและการดึงรั้งของเปลือกตา ทำให้ขนตาลงมาทิ่มตา ท้ายสุดหากเกิดการระคายเคืองจนกระจกตาเป็นแผล อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขในที่สุด หรือหากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ก็จะมีโอกาสเสี่ยงที่ตาบอดได้

สาเหตุของอาการ “ตาแห้ง” เกิดจาก

  • การแต่งหน้า ด้วยการปัดมาสคาร่าและอายไลเนอร์บ่อย ๆ หรือเป็นประจำทุกวัน ทำให้เกิดการอุดตันของเครื่องสำอางได้ ถ้าไม่ได้รับการทำความสะอาดที่ถูกวิธี ก็จะทำให้เกิดริ้วรอย หมองคล้ำได้ และขาดความชุ่มชื่นของตา จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ตาแห้งและทำให้หน้าแก่ก่อนวัย
  • การใช้งานคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน รวมไปถึงแท็บเล็ต และทีวีจอแบน ถ้าเกิดการจ้องเป็นเวลานาน ๆ ดวงตาต้องทำงานหนักจากการเพ่งมองภาพ จะทำให้การกระพริบตาลดลง มีอาการแสบตา ระคายเคืองตา ดูภาพไม่ชัดก็ทำให้ตาแห้งได้

ตาแห้ง

  • การสวมใส่คอนแทคเลนส์ ยิ่งถ้าสวมใส่คอนแทคเลนส์เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และมีโอกาสทำการผ่าตัดตา เช่น ต้อกระจก หรือการทำ LASIK ก็จะทำให้การผลิตน้ำตาลดลงได้ และอาจส่งผลให้ตามพล่ามัวจึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ตาแห้งมากผิดกว่าปกติ ถึงจะใช้น้ำตาเทียมเข้ามาช่วยก็เห็นทีจะเอาไม่อยู่ อาจเป็นเพราะว่าดวงตามอาจเริ่มมีอาการผิดปกติได้
  • สิ่งแวดล้อม เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลายคนมักจะมองข้ามไป เช่น การถูกลมจากเครื่องปรับอากาศ หรืออยู่ที่ลมแรง อากาศแห้งชื้น และควันบุหรี่ ก็เป็นสามารถทำให้เกิดอาการตาแห้งได้เช่นกัน

ตาแห้ง

  • พักผ่อนไม่เพียงพอ โดยปกติแล้วคนเราต้องนอนอย่างนอนวันละ 6 – 8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายและดวงตาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ แต่ถ้านอนไม่เพียงพอจะทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงดวงตาน้อยลง ส่งผลให้ตาแห้งได้เหมือนกันนะคะ

อยากมีสุขภาพตาที่ดีต้อง

1. ไม่จ้องหน้าจอใกล้เกินไป ควรรักษาระยะห่างที่ประมาณ 20 – 26 นิ้ว หรือในระยะที่สามารถเหยียดแขนตรงออกไปแตะหน้าจอได้ ซึ่งเป็นระยะที่สบายต่อสายตา

2. ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้ตรงหน้า ไม่เอียงซ้ายหรือขวา และอยู่ในระดับต่ำกว่าสายตาประมาณ 10-15 องศา และเงยหน้าจอขึ้น 10-15 องศา เพื่อป้องกันอาการเมื่อยคอและไหล่จากการนั่งผิดท่า

3. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อในการเพ่งมองของดวงตา โดยการหยุดพักสายตาเป็นเวลา 20 วินาที ทุก ๆ 20 นาที ด้วยการมองไกลออกไป 20 ฟุต วิธีนี้ยังกระตุ้นให้เรากระพริบตาเพื่อเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงที่ดวงตาด้วย

4. เลือกเลนส์แว่นตาที่ป้องกันการสะท้อนแสง และหลีกเลี่ยงการนั่งบริเวณที่หน้าจอเกิดแสงสะท้อน เพื่อช่วยให้สบายตายิ่งขึ้น

5.รับประทานอาหารที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา การได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารต่าง ๆ ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพดวงตาและลดความเสี่ยงต่อปัญหาด้านการมองเห็น อาหารที่ควรรับประทานเพื่อสุขภาพตาที่แข็งแรง เช่น

ตาแห้ง


  • ลูทีน (Lutein) และซีแซนทิน (Zeaxanthin) พบได้ในไข่ไก่ ส้ม มะละกอ ข้าวโพด และผักใบเขียวอย่างคะน้า บรอกโคลี่ ผักโขม เป็นต้น มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีบทบาทสำคัญในการปกป้องดวงตาจากรังสีอัลตราไวโอเลตและแสงสีฟ้า อีกทั้งมีงานวิจัยหลายงานชี้ว่าสารทั้ง 2 ชนิดนี้อาจช่วยป้องกันและรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อกระจก และโรคตาบอดตอนกลางคืนจากกรรมพันธุ์ได้

ตาแห้ง


  • เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) มักพบได้จากอาหารที่มีสีเหลืองหรือส้ม เช่น แครอท ฟักทอง มันเทศ มะม่วง เป็นต้น ร่างกายจะเปลี่ยนสารชนิดนี้เป็นวิตามินเอที่มีคุณสมบัติช่วยในด้านการมองเห็นและบำรุงสายตา โดยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บางงานสนับสนุนว่าการรับประทานอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนหรือวิตามินเอ รวมทั้งสารอาหารอื่นที่คาดว่ามีคุณสมบัติช่วยป้องกันความเสียหายของจอประสาทตาจากอนุมูลอิสระได้เช่นเดียวกันอย่างวิตามินซี วิตามินอี และอย่างสังกะสี น่าจะช่วยชะลอการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

ตาแห้ง


  • บิลเบอร์รี่ (Bilberry) หนึ่งในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่อาจมีประโยชน์ในการช่วยถนอมและบำรุงสายตา เนื่องจากมีการศึกษาบางชิ้นพิสูจน์ให้เห็นว่าการรับประทานอาหารเสริมที่ประกอบด้วยสารสกัดจากบิลเบอร์รี่ช่วยลดอาการตาล้าที่เกิดจากการเพ่งมองจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน

ตาแห้ง

  • คริลล์ ออยล์ (Krill Oil) เป็นน้ำมันสกัดจากสัตว์น้ำในตระกูลเคย ประกอบไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างแอสตาแซนทิน (Astaxanthin) ซึ่งคาดว่ามีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตา และมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งกล่าวสนับสนุนว่าการรับประทานอาหารเสริมที่ประกอบด้วยแอสตาแซนทิน ลูทีน กรดไขมันโอเมก้า 3 ชนิด DHA และไซยานิดิน-3-กลูโคไซด์ (Cyanidin-3-Glucoside) มีส่วนช่วยลดอาการตาล้า ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อผู้ที่ต้องใช้สายตาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นประจำ

ตาแห้ง


ตาแห้ง

และอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้ดวงตากลับมาสดใส นั่นคือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบำรุงสายตา “Okulo” นำเข้าจากประเทศแคนาดา มีสารอาหารอย่างครบถ้วน ด้วยนวัตกรรม Micronutrients (ไมโครนิวเทรียน) ที่มีสารอาหารเฉพาะดวงตาในปริมาณที่เหมาะสมที่ดวงตาเราต้องการในแต่ละวัน เพียงรับประทานก่อนนอนวันละ 2 แคปซูล เหมาะสำหรับคนที่จ้องคอม จ้องมือถือ โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานอยู่กับโซเชียลมีเดีย และต้องเพ่งสายตาที่คอมพิวเตอร์ทั้งวัน เพราะเมื่อเราจดจ่อเวลาทำงาน เราจะกระพริบตาน้อยลง ทำให้ตาแห้งแถมยังต้องอยู่ในห้องแอร์ที่อากาศแห้ง อีกทั้งยังช่วยบำรุงสายตาให้มีประสิทธิภาพ และมีอายุการใช้งานที่ยืนยาวยิ่งขึ้นด้วย ใครสนใจ ดูรายละเอียดด้านล่างได้เลย

ตาแห้ง


ตาแห้ง


ตาแห้ง

Website : https://goo.gl/WL1Mz4
LINE : https://goo.gl/LkndFB


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon