สิทธิประโยชน์ภาษีของ Startup

posted: 2 years ago
สิทธิประโยชน์ภาษีของ Startup

comments

ต้องยอมรับว่ากระแสเรื่อง “Startup” กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทย ถ้าใครมีโอกาสได้ไปเดินงาน “Startup Thailand 2016” ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ เมื่อ 28 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการธุรกิจ Startup ในเมืองไทยเรามีเยอะมากและยังกระจายตัวอยู่หลายๆ กลุ่มธุรกิจด้วย พร้อมกับตอนนี้ยิ่งมี Venture Capital มากมายหลายสำนักคอยในการสนับสนุนเงินทุนอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Dtac Accelerate หรือ Invent จาก AIS ที่ดูน่าสนใจก็เพราะว่าขนเหล่า Startup ที่ร่วมลงทุนไป มาออกงานเพื่อมาเล่าถึงที่มาและประสบการณ์ที่ผ่านมา ช่วยสร้างความคึกคักของงานได้อย่างดี รวมไปถึง กองทุน 500 TukTuks ที่ถือว่าเป็นกองทุนที่น่าจับตามองก็เข้ารวมลงทุนใน Startup เช่นกัน



แต่หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า Startup ที่เราพูดถึงกันเนี่ยต่างจาก SMEs ที่เรารู้จักกันอย่างไรแล้วทำไม Startup ถึงเป็นที่สนใจกับคนรุ่นใหม่อย่างมาก

Startup
Credit : http://www.huffingtonpost.com/jonathan-long/get-exposure-for-your-onl_b_7755010.html

ก่อนอื่นเลยถ้าเราไม่มองในมิติของกฎหมายหรือภาษีใดๆ เลย Startup และ SMEs น่าจะมีจุดที่ต่างกันมากที่สุดก็คือเรื่อง “อัตราการเติบโต (Growth)” หรือพูดได้ว่า Startup จะต้องมีการอัตราเติบโตที่เร็วกว่า SMEs มาก(แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า SMEs ไม่เติบโต) เรียกได้ว่าเติบโตกันมากกว่า 10 เท่าในแต่ละปี อาจจะด้วยเหตุผลนี้ทำให้ Startup ถึงเป็นที่สนใจกับคนรุ่นใหม่ เพราะว่าไปโดนกับจุดสนใจของคนรุ่นใหม่พอดีที่ว่า “ต้องรวยเร็วและรวยแรง” และยิ่งมี Role Model ระดับโลกอย่าง facebook เป็นไอดอลกันเลยก็ว่าได้

Startup
Credit : https://www.inverse.com/article/14143-facebook-f8-6-major-takeaways-from-mark-zuckerberg-s-keynote
อีกเหตุผลหนึ่งที่ Startup จำเป็นต้องเพิ่มโตเร็วอาจจะเป็นเพราะว่า การกีดกันผู้เล่นหน้าใหม่ (Barrier to entry) ต่ำ เนื่องจากธุรกิจ Startup จะใช้อินเตอร์เน็ตเป็นอาวุธหลัก เพราะว่าอินเตอร์เน็ตสามารถเข้าถึงคนหมู่มากได้อย่างรวดเร็ว แปลว่าตลาดของธุรกิจ Startup คือโลกทั้งใบที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึง ทำให้มีโอกาสที่จะเติบโตสูงและถ้าเราเติบโตไม่สูงก็จะเจอผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาแย่งพื้นที่ตลาดได้ง่าย (Barrier to entry ต่ำ) แล้วสุดท้ายเมื่อเราโดนแย่งพื้นที่ตลาดไป Startup ก็จำเป็นต้องปิดตัวลง เคสตัวอย่างในช่วงที่ผ่านก็คือ Ensogo นั่นเองที่จำเป็นต้องปิดตัวลง เนื่องจากไม่สามารถเติบโตต่อได้และโดนแย่งพื้นที่ตลาดนั้นเอง ซึ่งในจุดนี้ทำให้ Startup แตกต่างจาก SMEs อย่างชัดเจน ตรงที่ SMEs เราจะแย่งลูกค้ากันเฉพาะในพื้นที่ที่ร้านเราตั้งอยู่หรือละแวกใกล้เคียงเท่านั้น

แต่ประเด็นที่ว่าเราเรียกตัวเองว่า Startup หรือ SMEs ดีกว่ากัน?  ประเด็นที่เราต้องคิดให้ดีก็คือเรื่องของ “ภาษี” เพราะทั้ง Startup และ SMEs เสียภาษีต่างกัน และข้อปฏิบัติก็แตกต่างกันเช่นกัน โดยภาษีที่เรากำลังจะพูดถึงกันคือ ภาษีเงินได้นิติบุคคค แต่สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น Startup และ SMEs เสียภาษีไม่ต่างกัน

Startups
Credit : http://www.cobizmag.com/Business-Insights/When-it-comes-to-tax-decisions-for-startups-one-size-doesnt-fit-all/

งั้นเรามาดูที่ Startup กัน ในปัจจุบัน Startup ได้รับสิทธิประโยชน์หลักๆ ก็คือ ยกเว้นภาษีเป็นระยะเวลา 5 ปี แต่ SMEs ไม่มีได้รับสิทธิยกเว้น โดย Startup ทีจะได้รับยกเว้นมีเงื่อนไขดังนี้

– ต้องไปจดนิติบุคคลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึง 31 ธันวาคม 2559

– มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท

– มีรายได้ไม่ได้เกิน 30,000,000 บาท

– ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

– รายได้อย่างน้อย 80% ต้องมาจากประกอบธุรกิจ 1 ใน 10 ประเภท และต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาในกระบวนการผลิตของสินค้าเรา ที่สำคัญอาจลืมไปขออนุมัติกับทาง สวทช. ให้เรียบร้อย ประเภทธุรกิจ 10 ประเภทประกอบไปด้วย
1) อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร
2) อุตสาหกรรมเพื่อประหยัดพลังงาน ผลิตพลังงานทดแทน และพลังงานสะอาด
3) อุตสาหกรรมฐานเทคโนโลยีชีวภาพ
4) อุตสาหกรรมการแพทย์และสาธารณสุข
5) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมบริการ และอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
6) อุตสาหกรรมวัสดุก้าวหน้า
7) อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องประดับ
8) อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
9) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และบริการสารสนเทศ

10) อุตสาหกรรมฐานการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม หรืออุตสาหกรรมใหม่

อย่าลืมไปลงทะเบียนเพื่อยื่นคำร้องเป็น Startup ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560



สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตามอ่านเพิ่มเติมได้จาก พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ฉบับที่ 602 จากประกาศจากทางสรรพากรได้เลย

แต่หลายๆ คนก็อาจจะสงสัยว่าหลังจากที่พ้นช่วงที่ได้รับยกเว้นภาษีแล้วเราจะต้องเสียภาษีในอัตราเท่าไหร่ สำหรับกฎหมายในปัจจุบันถ้าหลังช่วงยกเว้น 5 ปีเป็นต้นไป Startup จะต้องเสียภาษีตามเกณฑ์ปกติตามตาราง

Startup

ท้ายนี้เราก็น่าจะเห็นความแตกต่างระหว่าง Startup และ SME มากขึ้น ประกับตอนนี้รัฐบาลมีการสนับสนุนในการประกอบธุรกิจ Startup กันมากขึ้นเห็นได้จากมีการยกเว่นภาษีเงินได้ถึง 5 ปี น่าจะเป็นตัวช่วยที่ดีให้กับนักประกอบธุรกิจ Startup อย่างมาก

ขอบคุณภาพปกจาก www.dainiksaveratimes.com

avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon