‘สิ้นแสงฉาน’ ความรักที่ถูกผลัดพราก จากเรื่องจริง สู่นิยาย และภาพยนตร์

posted: 2 years ago
5,661 views
‘สิ้นแสงฉาน’ ความรักที่ถูกผลัดพราก จากเรื่องจริง สู่นิยาย และภาพยนตร์

comments

‘สิ้นแสงฉาน’ หรือ ‘Twilight Over Burma : My Life as a Shan Princess’ คือ เรื่องราวที่ดุจจากเทพนิยาย ที่บอกเล่าเรื่องราวของหญิงชาวบ้านที่มาเรียนต่อต่างประเทศ และได้พบรักกับเจ้าชาย ผู้มีหน้าที่ปกครองรัฐฉานในพม่า ซึ่งได้รับการแปลมาแล้วหลายภาษา รวมทั้งภาษาไทยอีกด้วย

ว่าแต่เรื่องราวเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร วันนี้เราได้นำเศษเสี้ยวบางส่วนของประวัติศาสตร์มาให้ทุกคนได้รู้จักกัน

จากหญิงสาวธรรมดา สู่ตำแหน่งเจ้าหญิงในชีวิตจริง

เรื่องราวของ ‘สิ้นแสงฉาน’ คงต้องขอย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 70 ปี ที่แล้ว ซึ่งเริ่มต้นขึ้น เมื่อ ‘อิงเง่ ซาเจ้น’ สาวน้อยชาวออสเตรีย ผู้มาจากครอบครัวแสนธรรมดา เธอมีพ่อแม่เป็นคนทันสมัยและเข้าใจโลก ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้เธอมีโอกาสได้ไปเรียนต่อสหรัฐอเมริกาฯ ชีวิตของเธอก็ไม่ต่างจากหญิงสาวทั่วไป จวบจนกระทั่งได้พบกับสุภาพบุรุษ ชายชาวเอเชียผู้มาจากประเทศพม่า ชื่อ ‘จาแสง’

จาแสง เล่าว่า เขาเป็นวิศวกรเหมืองแร่ชาวพม่าที่มาศึกษาต่อเช่นเดียวกับเธอ ซึ่งทันทีที่พวกเขาได้พูดคุยกัน ก็รู้สึกคุ้นเคย และถูกคอกันเป็นอย่างดี ความสัมพันธ์ค่อยๆพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นความรักในที่สุด

แน่นอนว่าชายหนุ่มผู้นี้ ด้วยความที่มีท่าทีสุภาพ สง่างาม และจริงใจ จึงสามารถเข้ากับครอบครัวของอิงเง่ได้เป็นอย่างดี  และเมื่อเขาออกปากขอแต่งงานกับหญิงสาว รวมถึงขออนุญาตครอบครัวของเธอ ทุกคนต่างตกลง และให้การยอมรับ อนุญาตให้ชายหนุ่มต่างถิ่น ต่างเมืองผู้นี้ได้ดูแลลูกสาวของเขา

ตัวอย่างบางภาพจากในภาพยนตร์เรื่อง สิ้นแสงฉาน
ตัวอย่างบางฉากจากในภาพยนตร์เรื่อง สิ้นแสงฉาน

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ภายหลังที่จาแสงต้องกลับบ้านเกิดเมืองนอนอย่างพม่า อิงเง่จึงติดตามไปด้วยในฐานะภรรยาคนหนึ่ง

ทุกอย่างดูปรกติสุขดี จนเมื่อพวกเขาได้เหยียบย่างถึงพม่า หญิงสาวจึงได้สังเกตว่ามีผู้คนสวมเสื้อผ้าหลากกสีสันมารายล้อมมากมายราวกับรอต้อนรับใครสักคน โดยเฉพาะผืนผ้ายาวซึ่งเขียนคำว่า “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน” ยิ่งทำให้เธอมั่นใจมากยิ่งขึ้น

ในตอนนั้น อิงเง่คิดว่าคงมีบุคคลสำคัญที่บังเอิญโดยสารมาพร้อมกับพวกตน เธอจึงได้พูดคุยกับจาแสง สามีของเธอราวกับเป็นเรื่องปกติ

935711-img.rltqeh.1p
ภาพยนตร์เรื่องนี้ ถ่ายทำที่เชียงใหม่ และหาดบางส่วนจากพม่า

“แปลกจริง…เขามีอะไรกันหรือคะ” อิงเง่ถามอย่างพิศวง “มีคนสำคัญมาในเรือของเราด้วยหรือนี่”

เจ้าฟ้าจาแสงทำท่าทางอึดอัด “ผมมีอะไรจะบอกคุณอย่างหนึ่งนะที่รัก… พวกที่เห็นนั่นเขามาต้อนรับเราน่ะ”

“ตลกนี่ เขายกขบวนมาต้อนรับวิศวกรเหมืองแร่ทำไมกันคะ”

“ผมไม่ได้เป็นวิศวกรเหมืองแร่ธรรมดาๆ ผมคือ เจ้าฟ้าหลวง เจ้าซึ่งปกครองนครรัฐแห่งหนึ่งในรัฐฉาน นครรัฐสี่ป่อเป็นนครรัฐใหญ่มากยอดรัก ขนาดประมาณรัฐคอนเนกติกัตของสหรัฐฯ หรือประมาณ 4 เท่า ของประเทศลักเซมเบิร์ก ถ้าจะให้คุณเห็นภาพได้ชัดขึ้นน่ะนะ…”

ในวันที่ความลับสามีของ อิงเง่ ซาเจ้น เปิดเผย สถานะของเธอก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

พระนางสุจันทรี มหาเทวีแห่งสีป่อ

ตั้งแต่วันที่ อิงเง่ได้ก้าวลงจากเรือ และได้รู้ความลับอันใหญ่หลวงของสามี สถานะของเธอจึงถูกเปลี่ยนเป็นชายาของเจ้าฟ้าหลวงทันที

เจ้าฟ้าจาแสงได้เล่าให้เธอฟังว่า เขาต้องการความเท่าเทียม เมื่อไปเรียนที่มหาลัยที่นั่นจึงได้ขอให้มหาลัยปิดบังสถานะของเขาไว้  แน่นอนว่ามันไปได้สวย เขาใช้ชีวิตเช่นคนธรรมดาจนมาพบเข้ากับอิงเง่นั้นเอง

อิงเง่ ซาเจ้น ได้ชื่อใหม่ว่า ‘พระนางสุจันทรี’ ในสถานะเป็น มหาเทวี หรือ ชายาเอก แห่งนครรัฐสีป่อ ด้วยความที่เป็นคนหัวไว จึงทำให้เธอสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งโชคดีที่บรรดาประชาชนและข้ารับใช้ต่างเปิดให้ให้การยอมรับผู้หญิงที่เจ้าฟ้าหลวงเป็นผู้เลือก ญาติสาวทางฝั่งเจ้าฟ้าจาแสง และข้ารับใช้บางคนก็สามารถสนทนาภาษาของพระนางสุจันทรีได้ จึงทำให้การเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่นั้นเป็นไปอย่างราบรื่น รวมถึงการเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ อย่างภาษาพม่า

รูปของเจ้าป้าจาแสง พระนางสุจันเทวี และพระธิดาทั้งสอง
รูปของเจ้าฟ้าจาแสง พระนางสุจันเทวี และพระธิดาทั้งสอง

และถึงแม้ทั้งคู่ไม่มีโอรส มีแต่พระธิดาน้อยสององค์ นาม ‘มายรี’ กับ ‘เกนรี’ อีกทั้งเจ้าฟ้าจาแสงยังคงให้เกียรติแก่ภริยาอย่างเสมอต้นเสมอปลายอีกด้วย

เจ้าฟ้าผู้เป็นที่รักของประชาชน

การปกครองในพม่าในยุคสมัยนั้น จะแบ่งออกเป็นรัฐ ให้เจ้าฟ้าต่างๆ ได้ดูแล ซึ่งตัวรัฐฉานเอง ก็ถือเป็นหนึ่งในรัฐใหญ่ มีมากถึง 11 แขวง และตัวเมืองอย่างสีป่อเอง ก็ถือเป็นหัวเมือง หรือ เมืองหลักในทางทิศเหนือของรัฐฉานนั้นเอง

เนื่องจากเจ้าฟ้าจาแสงมีความคิดหัวสมัยใหม่ การไปเรียนต่อที่ต่างประเทศก็เพื่อนำความรู้ วัฒนธรรมต่างๆ เพื่อมาปรับใช้ในรัฐสีป่อ เช่น การเกษตร การปกครอง เหมืองแร่ ให้ความเป็นกันเองแก่ประชาชน นอกจากนี้พระองค์ยังทรงยึดมั่นในหลักของสันติวิธี และฝักใฝ่ในประชาธิปไตย

ภาพของพระเจ้าฟ้าจาแสง และพระนางสุจันเทวี
ภาพของพระเจ้าฟ้าจาแสง และพระนางสุจันเทวี

และด้วยเหตุนี้ การปกครองรัฐสีป่อของเจ้าฟ้าจาแสงจึงได้แจกจ่ายที่ดินทำนาให้แก่ประชาชนชาวนา ใช้เงินซื้อสินค้าต่างๆ ด้วยพระองค์เอง รวมทั้งยังผลักดันการให้ความรู้ต่างๆ แก่ประชาชน

ทว่านโยบายหลายอย่างที่พระองค์ทรงปฏิบัติก็ขัดแย้งกับวิถีแห่งอำนาจ ของคนกลุ่มหนึ่งที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่ เช่น นโยบายห้ามการเล่นการพนัน หรือการออกกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินให้แก่ราษฎร เป็นต้น

และในที่สุด ช่วงเวลาแห่งความสุขก็หมดลง เมื่อนายพลเนวินก่อการรัฐประหารขึ้นในปี ค.ศ.1962 ทำให้เจ้าฟ้าจาแสงพร้อมกับนักการเมืองชั้นนำอีกหลายคนถูกจับและควบคุมตัว ในขณะที่มหาเทวีสุจันทรีก็ถูกจับตามองอย่างเข้มงวดและถูกตัดขาดการสื่อสารใดๆ กับโลกภายนอก

ชะตากรรมแห่งการพลัดพราก

หลังจากการก่อรัฐประหาร และเจ้าฟ้าจาแสงได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย แม้ว่าพระนางสุจันทรีจะ พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อขอความช่วยเหลือและติดตามตัวสวามี ด้วยความหวังเพียงน้อยนิด แต่เธอก็เฝ้ารออย่างอดทน  โดยในระหว่างนั้น เธอและธิดาทั้งสองถูกกักตัวในหอนานถึง 2 ปี พร้อมกับถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับ CIA เนื่องจากเคยอยู่ในสหรัฐอเมริกาฯ โดยไม่สนสถานะ ‘มหาเทวี’ ของพระนางแม้แต่น้อย

และยังถือว่าเป็นโชคดีของพระนาง เพราะพระนางสุจันทรีนั้น ยังคงถือสัญชาติออสเตรีย จึงทำให้ทางผู้ก่อรัฐประหารไม่สามารถคุมขัง หรือจับกุมได้อย่างเต็มที่ จึงทำได้เพียงแค่กักตัวไว้เท่านั้น

เล่ากันว่า พระนางป็นผู้ที่ช่างสังเกต และกล้าหาญมากถึงขนาดต่อปากต่อคำกับทหารที่บุกจับพระนางในช่วงรัฐประหารอย่างไม่เกรงกลัว
เล่ากันว่า พระนาเงป็นผู้ที่ช่างสังเกต และกล้าหาญมากถึงขนาดต่อปากต่อคำกับทหารที่บุกจับพระนางในช่วงรัฐประหารอย่างไม่เกรงกลัว

จนในที่สุด หลังจากรอคอยด้วยความหวังเป็นเวลาร่วม 2 ปี ด้วยความช่วยเหลือจากกัลยาณมิตรหลายคน เธอก็สามารถพาธิดาน้อยสองพระองค์เดินทางกลับบ้านเกิดของเธอได้อย่างปลอดภัย ด้วยวัย 32 ปี พร้อมกระเป๋าเดินทางเพียง 3 ใบ โดยที่ไม่มีเงินแม้แต่นิดติดตัว

ถึงแม้เรื่องราวจะผ่านมานานกว่า 40 ปี แล้ว แต่ถึงปัจจุบัน รัฐบาลพม่าก็ยังไม่ออกมายอมรับถึงชะตากรรมของเจ้าฟ้าจาแสง ถึงแม้ว่ามีพยานรู้เห็นและหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร รัฐบาลก็ยังคงปฎิเสธ และทุกๆ ปี ธิดาทั้งสองก็ยังคงเขียนจดหมายไปถึงรัฐบาลทหารพม่า ถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของพวกเธอ แต่ทว่าปราศจากคำตอบใดๆ

ตัวอย่างโปสเตอร์ของหนัง
ตัวอย่างโปสเตอร์ของหนัง

เรื่องราวของเจ้าฟ้าจาแสงและพระนางสุจันทรีนั้น ได้ถูกเขียนเพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ชาวโลกได้รับรู้โดยตัวพระนางเอง  ด้วยมนต์เสน่ห์ที่เหมือนกับเทพนิยาย แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้น ทำให้เป็นที่สนใจของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะกับผู้สนใจในเรื่องราวประวัติศาสตร์ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ก็ได้ถูกนำมาสร้างใหม่อีกครั้งในรูปของภาพยนตร์

ดูเหมือนจะน่าเสียดายไม่น้อย เมื่อล่าสุดทางพม่าได้ออกมาสั่งแบนหนังเรื่องดังกล่าว เพราะแม้จะได้รับประชาธิปไตยไปครึ่งหนึ่งแล้ว แต่อีกครึ่งของพม่ายังคงปกครองด้วยทหาร จึงทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ได้เข้าฉายในพม่าค่ะ

ส่วนของประเทศไทยนั้นก็ยังคงต้องรอต่อไป แต่รับรองได้เลยว่า หนังที่อ้างอิงถึงประวัติศาสตร์ รวมทั้งได้คนไทยเป็นนักแสดงนำหลักในบทเจ้าฟ้าจาแสง ก็น่าสนใจ และน่าติดตามไม่น้อยกว่าหนังฟอร์มยักษ์เรื่องอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย เอาเป็นว่า มาเอาใจช่วยให้พวกเราได้ดูกันเถอะนะ!


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon