เช็คก่อนกดชักโครก! สีของปัสสาวะบอกโรคได้

posted: 3 months ago
เช็คก่อนกดชักโครก! สีของปัสสาวะบอกโรคได้

comments

ช้าก่อน ! อย่าเพิ่งกดชักโครก ปัสสาวะของคุณนั้นเป็นสีอะไร เพราะถ้าอยู่ ๆ สีเปลี่ยนไป นั่นเป็นสัญญาณไม่ดีที่บ่งบอกได้ว่า คุณกำลังเป็นโรคอยู่นั่นเอง แล้วสีอะไรบอกได้ว่าเป็นโรคอะไรได้บ้าง วันนี้ Rabbit Daily หาคำตอบมาให้แล้วคะ



สังเกตความผิดปกติ

สิ่งที่ต้องสังเกตลักษณะความผิดปกติได้แก่ ปริมาณ สี ความขุ่น และกลิ่นของปัสสาวะ ก็จะทำให้ทราบถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้ โดยทั่วไปคนปกติ จะมีสีเหลืองอ่อนใส ถ่ายได้คล่องไม่ติดขัด และความถี่ของการถ่ายโดยปกติทั่วไปตอนกลางวันประมาณ 3 – 5 ครั้ง ตอนเย็น – เข้านอนประมาณ 1 – 2 ครั้ง และระหว่างนอนหลับหากเป็นผู้สูงอายุประมาณ 1 – 2 ครั้ง แต่สำหรับผู้มีอายุน้อยอาจไม่ลุกขึ้นมาปัสสาวะเลย การปวดถ่ายขึ้นอยู่กับความเคยชินหรือความอดทนของแต่ละคน

ปัสสาวะ


อาการความผิดปกติที่พบบ่อยๆ มีดังนี้

1.สี ที่ปกติจะมีสีเหลืองอ่อนเหมือนฟางข้าว ถ้าดื่มน้ำน้อยจะทำให้มีสีเข้มขึ้นถึงสีเหลืองอำพัน แต่ถ้าดื่มน้ำมากขึ้นก็จะทำให้สีอ่อนลง สำหรับสีที่ผิดปกติจะบ่งชี้ความผิดปกติ ของร่ายการได้ ดังนี้

    • สีแดง อาจมีเลือดปนเปื้อนทำให้มีสีแดง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพเช่นการติดเชื้อในระบบขับถ่าย นิ่วในไต หรือโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้มีเลือดออกปะปนกับปัสสาวะ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที นอกจากนี้การกินหัวบีทมากๆ ก็ทำให้ปัสสาวะกลายเป็นสีชมพูได้เช่นกัน
    • สีส้ม เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพเช่น โรคมะเร็งตับทำให้ปัสสาวะมีสีน้ำตาลเข้มเพราะมีสาร “บิลิรูบิน” มากเกินไป ซึ่งสารดังกล่าวมีสีนำตาลที่ตับผลิตออกมา เป็นต้น แต่อาจเกิดจากสาเหตุอื่นเช่น การรับประทานยาแก้ปวดประเภท “ฟีนาโซไพริดีน” หรือไพริเดียม ก็ทำให้ปัสสาวะมีสีส้มสว่าง ยาปฏิชีวนะบางประเภท หรือเกิดจากการบริโภคแครอทมากๆ เป็นต้น
    • สีเหลืองเข้ม แสดงความผิดปกติของอาการที่ร่างกายขาดน้ำ หากได้รับน้ำไม่เพียงพอ เม็ดสีที่เรียกว่า “ยูโรโครม” จะมีความเข้มข้นมากในปัสสาวะ นอกจากนี้ผู้ป่วยที่ได้รับสารเหลวผ่านทางหลอดเลือดดำก็จะมีปริมาณน้ำในร่างกายมาก ทำให้ปัสสาวะใสเกือบจะไม่มี

ปัสสาวะ

2. การถ่ายลำบาก มีอาการปวดขณะถ่าย ปวดปัสสาวะบ่อย ๆ และอยากถ่ายปัสสาวะทันทีทันใด ซึ่งอาการดังกล่าวมักสัมพันธ์กับการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ และบ่งชี้ความความผิดปกติของร่ายการ เช่น การอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ  การอักเสบของท่อปัสสาวะ เป็นต้น
3. การถ่ายบ่อยและปริมาณมาก ซึ่งภาวะที่มีการปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมากกว่าปกติอาจเนื่องจากการดื่มน้ำในปริมาณที่มากกว่าปกติ แต่อาจบอกถึงความความผิดปกติของร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน โรคเบาจืด เป็นต้น หรืออาจเกิดจากการรับประทานยาที่มีสรรพคุณขับปัสสาวะ
4. กลิ่น ปกติปัสสาวะเมื่อถ่ายออกใหม่ ๆ จะมีกลิ่นหอมกำยาน และถ้าตั้งทิ้งไว้ค้างคืน จะมีกลิ่นแอมโมเนีย อาหารและยาทำให้กลิ่นปัสสาวะเปลี่ยนแปลงได้ เช่น สะตอ ทำให้มีกลิ่นฉุน กลิ่นใหม่ ๆ สด ๆ บางกลิ่นสามารถเดาได้ว่า เป็นปัสสาวะของโรคอะไร เช่น กลิ่นน้ำนมแมวมักจะพบในปัสสาวะของคนที่เป็นเบาหวานที่เป็นมากและไม่ได้รักษา กลิ่นเหม็นเน่าเกิดจากการติดเชื้อ มักจะพบปัสสาวะขุ่นเป็นหนองด้วย กลิ่นแอมโมเนียของปัสสาวะที่ถ่ายออกใหม่ๆ บ่งชี้อาจมีการการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ



ทั้งนี้เมื่อรู้ตัวว่า ปัสสาวะมีสีที่เปลี่ยนไป ต้องรีบไปพบแพทย์ ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน โดยการเก็บตัวอย่าง เพื่อการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้อย่างถูกต้อง ดังนี้

1. ต้องตรวจสอบสีของปัสสาวะ ควรจะต้องงดอาหารและยาที่ทำให้เกิดสีเป็นเวลา 1 – 2 วัน
2. ควรเก็บปัสสาวะเมื่อตื่นนอนตอนเช้า ก่อนรับประทานอาหารหรือน้ำ
3. ทำความสะอาดบริเวณช่องขับถ่าย กรณีที่ใช้สำลีชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดสำหรับผู้หญิงให้เช็ดจากด้านหน้าไปหลัง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากช่องคลอดหรือทวารหนัก
4. เก็บปัสสาวะระยะกลาง ๆ ของการขับถ่าย และส่งตรวจทันทีภายใน 3 ชั่วโมง

จากข้อมูลข้างต้นที่ได้บอกไว้ ทำให้คุณสามารถตรวจสอบและสังเกตความผิดปกติของการขับถ่ายปัสสาวะ หากพบความผิดปกติก็ควรที่จะรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจและรักษาต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์บริหารทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์บริการ


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon