สเต็มเซลล์คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

posted: 1 year ago
3,103 views
สเต็มเซลล์คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

comments

Stemcell หรือสเต็มเซลล์เป็นที่รู้จักในวงการแพทย์อีกชื่อหนึ่งว่าเซลล์ต้นกำเนิด สามารถเจริญเติบโตและแบ่งขยายเซลล์ออกไปได้อีก สามารถทำหน้าที่จำเพาะอย่างใดอย่างหนึ่งแทนที่เซลล์เดิมในร่างกายที่สูญเสียไปแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำหน้าที่ทั้งแบบที่เฉพาะเจาะจง เช่น เซลล์กล้ามเนื้อที่หัวใจ เซลล์สมองที่มีการทำงานที่สลับซับซ้อนและแบบที่ไม่เจาะจงเช่นเซลล์ตับ การทำหน้าที่ของสเต็มเซลล์คือการปลูกถ่ายเซลล์ที่ได้มาจากการเพาะเลี้ยงในห้องปฎิบัติการและจากไข่ที่ผ่านการปฎิสนธิในมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว เนื่องจากสเต็มเซลล์สามารถทดแทนเซลล์เก่าที่ถูกทำลาย เสื่อมสภาพหรือเสียหายไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้เหมือนเดิม สเต็มเซลล์จะเข้าไปรับหน้าที่ต่อทำให้ผลการรักษาคนไข้เช่นโรคธาลัสซีเมียหายขาดได้ โดยที่สเต็มเซลล์ที่นำมาทดแทนในส่วนที่หายไปนั้นยังสามารถแบ่งเซลล์ได้ต่อไปอีกยาวนานส่งผลให้การรักษาเห็นผลในระยะยาว



ปัจจุบันสเต็มเซลล์เป็นที่สนใจในหมู่นักวิทยาศาสตร์ด้วยประสิทธิภาพในการรักษาที่ไม่สามารถหาสิ่งอื่นใดมาทดแทนได้จึงทำให้เกิดการศึกษา พัฒนาและหาวิธีเพาะเลี้ยงแบบใหม่เพื่อให้ได้มาซึ่งจำนวนสเต็มเซลล์ที่เพียงพอต่อความต้องการทางการแพทย์ได้ ทั้งที่ความจริงแล้วสเต็มเซลล์นั้นเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งแต่กลับสามารถนำมาทดแทนการทำงานของเซลล์ทั้งแบบเฉพาะเจาะจงและแบบไม่เฉพาะเจาะจงได้ อีกทั้งยังสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาได้ใหม่ โดยไม่ต้องผ่านการกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าใดๆ ทั้งสิ้น


สเต็มเซลล์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังนี้

สเต็มเซลล์ที่สามารถแบ่งจำนวนตัวเองได้ใหม่เป็นเวลานานกว่าเซลล์ชนิดอื่น
สเต็มเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงที่ได้มาจากการเปลี่ยนแปลงความสามารถจากการแบ่งตัวของเซลล์
สเต็มเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง

สเต็มเซลล์นั้นได้มาจากกลุ่มเซลล์ชั้นในของตัวอ่อนที่เรียกว่าเอ็มบริโอ ซึ่งมาจากการที่สเปิร์มของเพศชายเข้าไปปฎิสนธิกับไข่ของเพศหญิงได้อย่างสมบูรณ์ประมาณ 3-5 วันเรียกว่าเป็นช่วงของเซลล์ตัวอ่อนที่เริ่มเกิดการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์เพื่อที่จะเจริญเติบโตไปเป็นสิ่งมีชีวิต ในระยะนี้จะเป็นช่วงของระยะบลาสโตซิสต์ ภายในระยะนี้จะมีกลุ่มเซลล์ที่อยู่ภายในประมาณ 30 เซลล์ ในส่วนนี้เองที่นักวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นสเต็มเซลล์ที่พร้อมสำหรับการนำไปรักษาทางการแพทย์ เนื่องจากสเต็มเซลล์ที่ได้จากไข่ในระยะบลาสโตซิสต์นี้มีความสามารถในการพัฒนาไปทำหน้าที่ของเซลล์เฉพาะและเซลล์ชนิดอื่นได้เกือบจะทุกเซลล์มากถึง 220 ชนิดต่างจากสเต็มเซลล์ที่ได้มาจากเนื้อเยื่อและอวัยวะภายในของมนุษย์

สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อและอวัยวะภายในส่วนต่างๆของร่างกายมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ stem cell ชนิดนี้ขีดความสามารถจะมีข้อจำกัด คือไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่ของเซลล์ชนิดอื่นนอกจากของตัวเองได้เลย เช่นเซลล์ตับก็จะสามารถสร้างเซลล์ที่ใช้กับเซลล์ตับได้เท่านั้นไม่สามารถนำไปใช้ในส่วนอื่นใดได้นอกเหนือจากนี้ ต่อมานักวิจัยได้ทำการทดลองสำเร็จโดยสามารถเปลี่ยนแปลงขีดความสามารถจากเดิมที่ใช้ได้เฉพาะส่วนของตัวเองเท่านั้นมาเป็นสเต็มเซลล์ในเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ในเนื้อเยื่ออีกชนิดหนึ่งได้ เช่นเซลล์ในไขกระดูกเปลี่ยนไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ



ความแตกต่างของสเต็มเซลล์และเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย

ความแตกต่างของสเต็มเซลล์และเซลล์ต่างๆ ในร่างกายต่างกันตรงที่ความสามารถในการแบ่งตัวของสเต็มเซลล์ที่แบ่งตัวได้ไม่จำกัดในเวลานาน ในขณะที่เซลล์ต่างๆ ในร่างกายไม่สามารถแบ่งตัวได้ กล่าวคือไม่สามารถรักษาหรือพัฒนาเซลล์ตัวเองให้กลับมามีสภาพเหมือนปกติหรือซ่อมแซมตัวเองได้นั่นเอง แต่เนื่องจากระยะเวลาในการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ในห้องปฎิบัติการนั้นค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลานานทำให้การรักษาด้วยสเต็มเซลล์นั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เพราะในหนึ่งครั้งของการรักษาด้วยการฉีดสเต็มเซลล์เข้าสู่ร่างกายนั้นใช้ปริมาณของเซลล์เป็นจำนวนมาก ความต้องการใช้จึงมากกว่ากำลังผลิต

นอกจากสเต็มเซลล์ที่ได้มาจากไข่หรือเซลล์ตัวอ่อน เนื้อเยื่อและส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์แล้ว นักวิจัยยังสามารถหาสเต็มจากพืชและสัตว์มาทดแทนสเต็มเซลล์จากร่างกายมนุษย์ได้อีกด้วย แต่จากการวิจัยและพัฒนากลับพบว่าความสามารถในการรักษาก็ยังเป็นรองสเต็มเซลล์ที่ได้มาจากร่างกายมนุษย์อยู่ดี เนื่องจากไม่สามารถเจริญเติบโตได้ 100% แต่การรักษาด้วยสเต็มเซลล์จากพืชค่อนข้างเป็นที่นิยมในปัจจุบันเนื่องจากความสามารถในด้านอื่นๆ ถือว่าใกล้เคียงกับสเต็มเซลล์จากร่างกายมนุษย์ อีกทั้งยังมีขั้นตอนในการเพาะเลี้ยงที่ง่ายและใช้เวลาน้อยกว่า ที่สำคัญคือมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าสเต็มเซลล์จากร่างกายมนุษย์หลายเท่า นอกจากจะนำมาใช้ทางด้านการแพทย์แล้วยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องเกี่ยวกับการเสริมความงามได้อีกด้วย


ข้อดีของการใช้สเต็มเซลล์ (Stem Cell)

• การรักษาด้วยสเต็มเซลล์สามารถเห็นผลได้ในระยะยาว กล่าวคือเมื่อผ่านการรักษาด้วยสเต็มเซลล์แล้วก็จะไม่กลับมาเป็นโรคเดิมอีก
• สเต็มเซลล์สามารถเข้าไปทดแทน รักษาส่วนที่เสียหายได้อย่างรู้หน้าที่โดยไม่ต้องใช้สารกระตุ้นใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
• การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ในผู้ป่วยที่รอการบริจาคร่างกายนั้นอาจนานเกินไป ยากต่อการเยียวยารักษาด้วยประสิทธิภาพการทำงานของสเต็มเซลล์จะช่วยลดปัญหาในด้านนี้ได้เป็นอย่างดี
• เพิ่มโอกาสในการรักษาผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัด กินยาหรือกายภาพบำบัดอื่นๆ

• ลดการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของแต่ละครอบครัว
• ใช้ในการรักษาอวัยวะสำคัญเช่น สมอง ตาและส่วนอื่นๆของร่างกายทั้งผู้ชายและผู้หญิง
• สเต็มเซลล์ที่ได้รับการพัฒนาแล้วจะสามารถชะรอความแก่ได้
• ใช้ในการรักษาด้านความสวยความงาม เช่น ทำให้หน้าตึง ไร้ริ้วรอย หรือรอยเหี่ยวย่น
• ใช้รักษาโรคได้หลายชนิดทั้งโรคที่เป็นตามพันธุกรรมและโรคชนิดอื่นเช่น มะเร็ง หัวใจ ตาพร่า เส้นเลือดตีบ เบาหวานเป็นต้น
• เพิ่มโอกาสในการมีบุตรสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพและไม่พร้อมทางด้านร่างกาย


ข้อเสียของการใช้สเต็มเซลล์

Adding samples to a 96 well plate

• เป็นข้อถกเถียงทางด้านจริยธรรมเนื่องจากการนำมาซึ่งสเต็มเซลล์จากไข่ที่ผ่านการปฎิสนธิแล้ว หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตถ้าจะนำสเต็มเซลล์ออกมานั่นเท่ากับว่าหนึ่งชีวิตรอดแต่อีกหนึ่งชีวิตต้องสูญเสียไป
• เป็นการรักษาที่ค่อนข้างเสี่ยงเพราะต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมากในการรักษา
• ข้อเสียเปรียบทางด้านเทคโนโลยีในการเพาะเลี้ยงทำให้ต้องนำเข้าสเต็มเซลล์รวมไปถึงการจัดจ้างนักวิจัยที่มีความสามารถมาพัฒนาความรู้ในการเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิด
• และที่สำคัญ แน่นอน คือ ราคาค่อนข้างแพง และยังสูงอยู่


สเต็มเซลล์ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งต้องใช้ให้ถูกวิธี เพราะปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวงการแพทย์ และสุขภาพที่มีการโปรโมตทั้งโรงพยาบาลเอกชน รวมไปถึงสถานบริการด้านสุขภาพความงามขนาดใหญ่ ที่แอบอ้างสรรพคุณต่างๆ มากมาย เพราะความจริงแล้วสเต็มเซลล์ต้องได้รับการเพาะเลี้ยงอย่างดีในอุณหภูมิเหมาะสม มิเช่นนั้นจะตายหรือเสียคุณสมบัติ ไม่สามารถบรรจุใส่ขวดตามที่เห็นในโฆษณาได้ อาจเป็นน้ำผสมสารบางอย่างซึ่งอาจอันตราย ทำให้เกิดการแพ้หรือไปจนถึงเกิดมะเร็งได้ 


ขอบคุณข้อมูลจาก www.sahaherbalgroup.com


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon