หาหุ้น 10 เด้งไปกับเทคนิค ‘CAN SLIM’

posted: 2 years ago
หาหุ้น 10 เด้งไปกับเทคนิค ‘CAN SLIM’

comments

ถ้าพูดถึงเรื่องการลงทุน ให้นึกแบบผ่านๆ เกิน 90% ต้องนึกถึง ‘หุ้น’ เป็นอันดับแรกๆ แน่นอน อาจจะเพราะกระแสเรื่องการลงทุนในหุ้นกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างมาก อาจด้วยเพราะมีนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จการลงทุนในหุ้นเกิดขึ้นมากมาย ถ้าระดับโลกก็มีคุณปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เจ้าของ Berkshire Hathaway หรือถ้านักลงทุนที่ดังในเมืองไทยที่เป็นไอดอลเลยก็ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เซียนหุ้นสาย VI แล้วหุ้นก็อาจจะตรงจริตของคนในยุคด้วยที่ว่า เล่นหุ้นแล้วมีโอกาสรวยเร็วๆ และรวยแรงๆ ประกอบกับสภาวะ ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ ลงจนน่าตกใจ ทำให้นักลงทุนรายย่อยเพิ่มมองการลงทุนที่เสี่ยงมากขึ้นเพื่อหาผลตอบที่สูงขึ้น

CANSLIM

ทีนี้คำถามหรือปัญหาต่อมาที่ทุกคนต้องเจอเวลาที่อยากจะเล่นหุ้นก็คือ แล้วจะซื้อหุ้นตัวไหนที่สามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ ที่เค้าเรียกว่าหุ้นหลายๆ เด้งเนี่ย ถ้าจะให้พูดถึงว่าเราจะหา ‘หุ้นเด้ง’ ได้ด้วยวิธีไหนบ้าง ถ้าระดับโลกจะมีทฤษฎีที่ชื่อว่า ‘CAN SLIM’ ซึ่งเจ้าของทฤษฎีนี้ก็คือ ‘วิลเลียม โอนีล (William O’Neil)” จะเป็นกลยุลธ์การซื้อแบบ Turn around กิจการหรือหุ้นที่กำลังจะฟื้นตัวจากราคาต่ำๆ หรือสำหรับใครที่เล่นหุ้นสายเทคนิดก็จะเรียกวิธีนี้ว่า ‘Breakout’ วิธีการลงทุนจะต้องประกอบด้วยตัวย่อ 7 ตัวคือ C A N S L I M  ดังต่อไปนี้

C = Current Earning

หรือดูที่ EPS (Earning Per Share) ต้องมองว่าหุ้นที่ดีจะต้องให้กำไรหรือผลตอบแทนที่สูง หุ้นตัวไหนที่มีผลประกอบการเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว เช่นเพิ่มขึ้น 100%++ ก็จะเข้าข้อนี้ทันที ซึ่งข้อมูลอันนี้เราสามารถหาได้จาก www.set.or.th ได้เลย หรือเดี๋ยวนี้ก็ App ที่คอยช่วยสแกนหาหุ้นอยู่หลายตัว ก็สามารถใช้บริการได้

A = Annual Earning

เราจะต้องมองหาบริษัทที่มีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปีหรือบริษัทที่เคยมีผลประกอบการติดลบ แล้วติดลบน้อยลง จนกลายเป็นบวกก็ได้เช่นกัน 



N = New Product or Service

อย่าลืมว่าแก่นที่แท้จริงของบริษัทคือการขายสินค้าหรือบริการจนได้มาซึ่งกำไร ดังนั้นเราจะต้องดูว่าบริษัทตัวนั้นมีสินค้าอะไรที่โดนหรือภาษาวัยรุ่นเรียกว่าว่า ปัง!! ออกมาบ้างมั้ย เรื่องนี้เราต้องพยายามตามข่าวของหุ้นที่เราสนใจอย่างใกล้ชิด

S = Supply & Demand

หลักการอันนี้เราจะดูที่ ‘ปริมาณการซื้อขาย (Volume)’ ว่ามีการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้นจากอดีตเมื่อเราดูจากกราฟ ถ้ามีปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้นแสดงว่าหุ้นตัวนี้จะต้องเริ่มเป็นที่สนใจของมวลชนแล้ว เพราะอย่าลืมว่าหุ้นที่ดีจะต้องมี สภาพคล่องที่ดีเช่นกัน หุ้นที่ดีแล้วไม่มีสภาพคล่องที่ดีจะทำให้ราคาขึ้นและลงเร็วจนเกินไป จนเป็นหุ้นที่ความเสี่ยงสูงจนเกิดความจำเป็น

Can Slim

L = Leaders and Laggards

เราต้องดูว่าหุ้นที่เราสนใจนั้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่บริษัทนั้นอยู่หรือไม่ ข้อนี้จะเป็นข้อที่ค่อนข้างวัดใจนักลงทุนอยู่เหมือนกันเพราะว่าโดยทั่วไปหุ้นที่เป็นผู้นำตลาดอยู่มักจะมีราคาที่แพงมากกว่าหุ้นตัวอื่นๆ โดยเปรียบเทียบ

I = Institutional Sponsorship

หุ้นที่ดีจะต้องมี ‘นักลงทุนรายใหญ่’ เข้าเล่นด้วย อย่าลืมไปว่าหุ้นที่ดีถ้าไม่มีคนเล่นราคาก็ยากที่จะวิ่งไปไหนได้ นักลงทุนรายใหญ่ที่ว่านี้ก็คือ กองทุนต่างๆ สถาบัน เล็งเข้าซื้อและพร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ แต่รายใหญ่ที่ว่านี้ไม่ใช่ขาใหญ่หรือเสี่ยๆ ที่เรารู้จักกันนะ เพราะขาใหญ่เค้าจะเข้าเร็วออกเร็วและอาจจะทิ้งเราไว้บนดอยก็เป็นได้

M = Market Direction

วิธีการเล่นหุ้นแนวนี้จะเป็นแนวที่เรียกว่าซื้อ ‘หุ้นที่กลับตัวแล้ว’ ดังนั้นลักษณะการเข้าจะไม่ใช่การเข้าหุ้นที่ราคาต่ำที่สุด แต่จะเป็นวิธีการเข้าหุ้นที่ราคาแพง แต่เราจะไปขายที่ราคาโคตรแพงต่างหาก ดังนั้นต้องดูอารมณ์ตลาดโดนรวมที่เป็นขาขึ้นเท่านั้นจึงจะใช้กลยุทธ์นี้ได้ รายย่อยแบบเราๆ ต้องดูแนวโน้มให้เป็น นี่คือปัจจัยสำคัญในการเล่นหุ้น

Can Slim

ปัจจัยอีกข้อนึงที่สำคัญของทฤษฎี CAN SLIM ก็คือ  ‘Cut Loss’ ในกรณีที่หุ้นที่เราเลือกไม่เป็นไปตามคาดหรือว่าวิ่งผิดทางจากที่เราคาดไว้เราควรจะ Cut Loss ก่อนเสมอแล้วกลับมาตั้งหลักกันใหม่ ห้ามลืมเด็ดขาดว่าตลาดหุ้นเป็นตลาดที่มีความเสี่ยง ดังนั้นการบริหารเสี่ยงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด เวลาที่เราคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ตเราจะต้องค้นคว้าและศึกษาทำให้อาจจะเกิดอคติกับหุ้นตัวที่เรากำลังสนใจเพราะเราอยู่กับหุ้นตัวนั้นมานาน  แล้วเวลาที่เราเข้าซื้อแล้วหลุดจากแผนที่เราตั้งใจไว้ ก็จะทนถือต่อจนขาดทุนก็เป็นได้เช่นกัน การลงทุนเป็นตลาดของเหตุผล ก่อนซื้นหุ้นทุกครั้งอย่าลืมกำหนดแผนการลงทุนว่าเราจะ ‘ขาย’ หุ้นตัวนี้เมื่อไร ทั้งในกรณีที่กำไรและกรณีขาดทุนเพื่อเป็นการกำหนดความเสี่ยง


avatar
by JK, CFP®

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon