การแพทย์ไทยยุค 4.0 สุดล้ำนำหุ่นยนต์ผ่าตัด – ดูแลผู้สูงอายุได้

posted: 1 year ago
1,638 views
การแพทย์ไทยยุค 4.0 สุดล้ำนำหุ่นยนต์ผ่าตัด – ดูแลผู้สูงอายุได้

comments

หากใครเคยชมภาพยนตร์เรื่อง Robot and Frank ที่ออกฉายเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 4 – 5 ปีที่แล้ว คงทึ่งกับความสามารถของเจ้าหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุรุ่น VGC – 60L ที่มีต้นแบบมาจากหุ่นยนต์ตัวแรกของโลกที่ชื่อ ‘อาซิโม’ ของฮอนด้า

ภาพยนตร์เรื่อง Robot and Frank (ขอบคุณภาพ entertainment.ie)
ภาพยนตร์เรื่อง Robot and Frank (ขอบคุณภาพ entertainment.ie)

เพราะเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้มีความสามารถพิเศษในการดูแลคุณปู่แฟรงก์ที่มีอาการป่วยจากโรคอัลไซเมอร์ แถมมีโปรแกรมการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองถึงขนาดถูกคุณปู่สอนให้เป็นนักย่องเบาอีกด้วย ในเวลานั้นจะมีใครสักกี่คนที่คิดว่า การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อดูแลชีวิตของผู้สูงอายุจะกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริง และไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ภาพยนตร์เรื่อง Robot and Frank (ขอบคุณภาพ httprialtocinemas.com)
ภาพยนตร์เรื่อง Robot and Frank (ขอบคุณภาพ httprialtocinemas.com)

เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Ageing society) โดยข้อมูลของ องค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) ระบุว่า ในช่วงระหว่างปี 2558 – 2573 ประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทั่วโลกจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 56% หรือคิดเป็น 1,400 ล้านคนจากเดิม 901 ล้านคน ขณะที่ธนาคารโลกยังคาดการณ์ว่า ในอีก 24 ปีข้างหน้า ประชากรไทยมากกว่า 1 ใน 4 หรือ ราว 17 ล้านคนจะมีอายุ 65 ปี หรือมากกว่า โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีประชากรผู้สูงอายุเพียง 7.5 ล้านคน หรือประมาณ 11% ของประชากรทั้งหมด

เมื่อสังคมผู้สูงอายุกำลังจะครองโลก แน่นอนว่า กระแสของการดูแลสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่คนทุกเพศทุกวัยหันมาให้ความสนใจกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนชนชั้นกลางที่พร้อมจะจ่ายเพื่อดูแลสุขภาพของตัวเอง ด้วยเหตุนี้ บรรดาธุรกิจบริการด้านสุขภาพจึงเร่งพัฒนาบริการทางการแพทย์ ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ในบริการด้านสุขภาพ (Digital Health) เพื่ออำนวยความสะดวก และช่วยให้ผู้ป่วยรวมถึงประชากรผู้สูงอายุเหล่านี้ สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ง่ายขึ้น



หุ่นยนต์ VGC-60L หลบไป Robot รุ่นใหม่เจ๋งกว่า

futuristic medical robot

หุ่นยนต์ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีด้านสุขภาพที่ถูกจับตามองว่า สามารถช่วยดูแลผู้สูงอายุได้อย่างดีเยี่ยม ยกตัวอย่าง เจ้าหุ่นยนต์ Giraff ของสวีเดน ที่ทำหน้าที่เป็นหุ่นยนต์พยาบาล (Robotic Nurses) ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างคนไข้ผู้สูงอายุ กับแพทย์หรือพยาบาลแบบเรียลไทม์ โดยผู้สูงอายุสามารถพูดคุยกับแพทย์หรือพยาบาลได้จริงผ่านทางจอภาพบนตัวหุ่นยนต์ ซึ่งช่วยลดเวลา และทำให้ผู้สูงอายุไม่ต้องลำบากในการเดินทางไปโรงพยาบาล หรือ หุ่นยนต์พยาบาล Cody ในสหรัฐอเมริกา ที่คอยดูแลทำความสะอาดร่างกายให้กับผู้สูงอายุ และเจ้า Bestic หุ่นยนต์จากสวีเดน ที่ช่วยคนไข้ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารเองได้

หุ่นยนต์ดินสอ (ขอบคุณภาพ board.postjung.com)
หุ่นยนต์ดินสอมินิ (ขอบคุณภาพ board.postjung.com)

นอกจากนี้ เมืองไทยเราก็ไม่น้อยหน้า สามารถผลิตหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุสายพันธุ์ไทยอย่างเจ้าดินสอมินิ หุ่นยนต์เด็กผู้ชายที่ใช้ในการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกและต้องนอนรักษาอยู่บนเตียง โดยมีจอรับภาพไว้สำหรับเฝ้าดูผู้ป่วยตลอดเวลา เมื่อมีเหตุฉุกเฉิน จะส่งสัญญาณเตือนไปยังแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนของบุตรหลาน หรือบุคลากรทางการแพทย์

หุ่นยนต์ดินสอ (ขอบคุณภาพ www.braille-cet.in.th)
หุ่นยนต์ดินสอมินิ (ขอบคุณภาพ www.braille-cet.in.th)

หุ่นยนต์ดินสอมินิ ยังสามารถเตือนการทานยาของคนไข้ หรือเชื่อมต่อกับเครื่องวัดความดันโลหิตไร้สายได้ ซึ่งดินสอมินิยังถูกนำไปทดสอบใช้งานจริงกับโรงพยาบาลของญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นประเทศหนึ่งในโลกที่ขึ้นชื่อว่า มีการเข้าสังคมผู้สูงอายุแบบเต็มตัวโดยญี่ปุ่นยังมีแผนที่จะนำเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุมาใช้เพิ่มขึ้นในปี 2568 เช่น การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) โดยการให้คำปรึกษาทางการแพทย์ผ่านแทบเล็ตหรือสมาร์ทโฟน และ การสั่งยาออนไลน์ เป็นต้น


‘เดอะ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์’ ช่วยตามติดสุขภาพผู้สูงวัย

เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่ออุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ หรือ The Internet of Things (IoT) ยังเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจบริการด้านสุขภาพ ซึ่งผลสำรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้ระบุว่า ผู้ให้บริการธุรกิจด้านสุขภาพเกือบ 60% ที่ทำการสำรวจมีแผนที่จะนำโซลูชันมาประยุกต์ใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ อุปกรณ์สวมใส่อิเล็กทรอนิกส์ (Wearable devices) ที่กำลังเป็นที่นิยมมากในกลุ่มผู้รักษาสุขภาพในฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกา และยังถูกดัดแปลงมาใช้เป็นนาฬิกาข้อมือเพื่อผู้สูงอายุ (Smart watch) ซึ่งออกแบบให้สามารถใส่กล่องยาได้ถึง 4 กล่อง และส่งสัญญาณแจ้งเตือนปริมาณและเวลาของการใช้ยา นอกจากนี้ ผู้สวมใส่ยังสามารถส่งสัญญาณเพื่อขอความช่วยเหลือในยามฉุกเฉินได้อีกด้วย

ส่วนในไทยได้มีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น นำระบบเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวมาใช้เพื่อควบคุมอุณหภูมิห้องนอนของผู้ป่วย เป็นต้น สอดคล้องกับรายงานของ Tractica ที่ระบุว่า ในปี 2563 จะมีประชากรทั่วโลกถึง 78.5 ล้านคนมีแผนจะนำเทคโนโลยีด้านสุขภาพมาใช้ภายในบ้านเรือนของตน เพิ่มขึ้นจาก 14.3 ล้านคนเมื่อปี 2557



‘ดิจิทัลเฮลธ์’ โจทย์ที่ท้าทายของไทย

 

รัฐบาลไทยกำลังเผชิญกับปัญหาในการดูแลสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเริ่มนับถอยหลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยเมื่อปี 2557 รัฐบาลมีการใช้จ่ายด้านบำนาญผู้สูงอายุสูงถึงราว 300 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 800 ล้านล้านบาทในอีก 10 ปีข้างหน้า ขณะที่จำนวนแพทย์ของไทยในระบบยังคงมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยปัจจุบันสัดส่วนของแพทย์ไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1 คน ต่อประชากร 2,000 คน เปรียบเทียบกับสิงคโปร์ที่มีแพทย์ 1 คน ต่อประชากร 526 คน สหรัฐอเมริกามีแพทย์ 1 คน ต่อประชากร 410 คนและ แพทย์ 1 คน ต่อประชากร 256 คนในออสเตรเลีย

Smiling Asian medical doctor and senior woman

นี่จึงสะท้อนให้เห็นความท้าทายของไทย ที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันในการแสวงหาแนวทางการแก้ปัญหา รวมถึงบริการที่ตอบโจทย์จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น การรับมือกับจำนวนวัยทำงานที่ลดลง สวัสดิการสังคมในการดูแลผู้สูงอายุ และ การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ เป็นต้น


รามาฯ สุดเจ๋ง ใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดสมอง-เส้นประสาทแห่งแรกในไทย

“หุ่นยนต์เรเนซองผ่าตัดกระดูกสันหลัง” แม่นยำ 99% ลดเวลาผ่าตัด 10-20 นาที
“หุ่นยนต์เรเนซองผ่าตัดกระดูกสันหลัง” แม่นยำ 99% ลดเวลาผ่าตัด 10-20 นาที

ด้วยวิวัฒนาการที่ก้าวไกล ล่าสุดโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้นำหุ่นยนต์ที่ชื่อว่า “เรเนซอง” ช่วยผ่าตัดประสาทศัลยศาสตร์แห่งแรกในประเทศไทย มูลค่า 80 กว่าล้านบาท ให้ความแม่นยำในการผ่าตัดถึงร้อยละ 99 จากเดิมผ่าตัดโดยแพทย์ซึ่งเสี่ยงใส่เครื่องมือผิดพลาดและใช้เวลานาน โดยเฉพาะการใส่สกรูจากเดิมใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง แต่หุ่นยนต์นี้ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที แผลผ่าตัดเล็กลง คนไข้บอบช้ำน้อย และสามารถผ่าตัดอวัยวะที่อยู่ลึกและแคบได้

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี (ขอบคุณภาพ manager)
ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี (ขอบคุณภาพ manager)

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้กล่าวว่า อนาคตสังคมไทยจะเต็มไปด้วยผู้สูงอายุ โรคกระดูกพรุนและเสื่อมก็ตาม จากปัจจุบันพบถึงร้อยละ 10 -20 ก็จะพบมากขึ้น การนำเข้าหุ่นยนต์จึงจำเป็น แต่นี่เป็นเพียงการรักษา ซึ่งประเด็นสำคัญมากกว่าคือการป้องกันไม่ให้กระดูกเสื่อมสภาพเร็วโดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานแคลเซียมให้เพียงพอ การผ่าตัดกระดูกผิดปกติด้วยหุ่นยนต์ ผู้ป่วยสามารถรักษาได้ตามสิทธิ์ ซึ่งครอบคลุมหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง แต่ในผู้ป่วยบางรายจะมีส่วนต่างที่บัตรทองไม่ครอบคลุม ต้องจ่ายเอง แต่แพทย์จะทำการประเมินก่อนว่ามีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน หากจำเป็น โรงพยาบาลก็จะใช้เงินของมูลนิธิรามาธิบดีช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย


แม้วิวัฒนาการทางการแพทย์จะก้าวไกลไปแค่ไหน แต่เชื่อว่าหลายคนก็คงไม่อยากที่จะไปนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอย่างแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือ การดูแลตัวเองให้มีสุขภาพร่างกายที่ดี ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่เครียด พักผ่อนให้เพียงพอ ก็น่าจะเป็นการดูแลสุขภาพที่ดีได้


ขอบคุณข้อมูลจาก www.pwc.com , โรงพยาบาลรามาธิบดี


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon