อ่านก่อนลงทุน…หุ้นขนาดเล็ก กลาง ใหญ่สำคัญอย่างไร

posted: 1 year ago
อ่านก่อนลงทุน…หุ้นขนาดเล็ก กลาง ใหญ่สำคัญอย่างไร

comments

ทิศทางเศรษฐกิจไทยปีหน้า (2560) ยังคงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการส่งออกสินค้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มต่ำกว่าเดิมเล็กน้อยเช่นกัน สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิม ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกน่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่นักลงทุนจะหาผลตอบแทนที่สูงพร้อมกับการกระจายความเสี่ยงจึงเป็นโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในทุกวันนี้



ทั้งนี้ การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทหุ้นถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้ ซึ่งในบางครั้งหุ้นก็สามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นในช่วงที่ตลาดมีอัตราการขยายตัวต่ำหรือไม่เอื้อต่อการลงทุนมากนัก ซึ่งนักลงทุนที่กำลังจะก้าวเข้ามาในตลาดหุ้นก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า หุ้นขนาดเล็ก กลาง และใหญ่นั้นเหมาะแก่การลงทุนอย่างไร เพื่อเป็นการไม่เพิ่มความเสี่ยง ดังนั้นเรามาทำความเข้าใจกันเลยค่ะ


หุ้นขนาดเล็ก (Small Cap Stocks)

จากข้อมูลในอดีต หุ้นขนาดเล็กสามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นขนาดกลางและหุ้นขนาดใหญ่ สำหรับการลงทุนระยะยาว แต่ในขณะเดียวกันหุ้นขนาดเล็กก็เป็นหุ้นที่มีความผันผวนสูง เนื่องจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของหรือบอร์ดบริหารมักจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนี้ราคาหุ้นนอกจากจะขึ้นกับผลการดำเนินงานของบริษัทแล้ว ยังอาจขึ้นกับการตัดสินใจบางอย่างของเจ้าของกิจการด้วย เพราะเจ้าของบริษัทเองก็คงไม่อยากจะขาดทุนไปพร้อม ๆ กันกับบริษัทที่ตัวเองสร้างมา

อย่างไรก็ดี บริษัทขนาดเล็กหรือหุ้นขนาดเล็ก ก็มีโอกาสที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่าบริษัทขนาดใหญ่ เช่น ถ้าบริษัทขนาดเล็กมียอดขายเพิ่มจาก 15 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท หมายความว่าบริษัทนั้นมีอัตราการเติบโตของยอดขายสูง



ปัจจุบันการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กมักไม่เป็นที่สนใจแก่นักลงทุนทั่วไป เนื่องจากข้อมูลต่าง ๆ ในตลาดทุนของหุ้นขนาดเล็กจำนวนมากอาจถูกละเลย ทำให้นักลงทุนไม่มีข้อมูลที่เพียงพอในการพิจารณาลงทุน ดังนั้นผู้ที่จะเข้าลงทุนในหุ้นขนาดเล็กต้องทำการบ้านอย่างดี


หุ้นขนาดกลาง (Mid Cap Stocks)

หุ้นขนาดกลางอาจจะเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนบางกลุ่ม เนื่องจากบริษัทขนาดกลางจะมีการเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามแม้หุ้นขนาดกลางจะไม่ได้ความนิยมเท่าหุ้นขนาดใหญ่ แต่ในบางครั้งจะทำให้สามารถซื้อหุ้นได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคายุติธรรม (Fair price) แต่ถ้านักลงทุนเข้าซื้อหุ้นในจังหวะที่ราคาแพงเกินไป ก็จะไม่สามารถทำกำไรจากส่วนต่างของราคา ซึ่งก็จะส่งผลเสียต่อผู้ลงทุนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หุ้นขนาดกลางมักถูกเป็นเป้าหมายของบริษัทขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาควบรวมกิจการ ซึ่งข้อดีก็คือ บริษัทที่มาเข้าซื้ออาจยินดีที่จะจ่ายชดเชย (Premium) ให้กับหุ้นของบริษัทขนาดกลางนั้น ๆ ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์กับผู้ถือหุ้นของบริษัทขนาดกลางดังกล่าวด้วย



หุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap Stocks)

Modern skyscrapers in business district against blue sky

หุ้นขนาดใหญ่เป็นหุ้นที่ถูกถือโดยนักลงทุนจำนวนมาก มีความต้องการซื้อมาก ดังนั้นอาจเป็นเรื่องยากที่จะซื้อหุ้นเหล่านั้นในราคาที่ต่ำกว่าราคายุติธรรม (Fair price) เมื่อเป็นเช่นนี้อาจจะไม่ง่ายที่จะทำกำไรจากส่วนต่างของราคา (Capital gain) กับหุ้นขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังเป็นบริษัทเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง และมักจะตกเป็นข่าวให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ตามสื่อต่าง ๆ
ทั้งนี้นักลงทุนโดยทั่วไปมักจะมองว่า หุ้นกลุ่มนี้ค่อนข้างที่จะมั่นคง แต่การเติบโตของหุ้นกลุ่มนี้จะไม่โดดเด่น หรือไม่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือนบริษัทขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม บริษัทขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะสามารถจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้อีกด้วย


จากข้อมูลข้างต้น นักลงทุนจำเป็นจะต้องมีความเข้าใจในธุรกิจนั้น ๆ อย่างถ่องแท้ เพื่อเป็นข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจก่อนลงทุน และจะทำให้นักลงทุนไม่เกิดความตื่นตะหนกในภาวะที่ราคาหุ้นลดลงอย่างรุนแรงตามภาวะตลาดด้วย


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon