หรือจะเป็นหนทางสู่คอร์รัปชัน…ไทยถอนตัวจากองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ

posted: 4 months ago
หรือจะเป็นหนทางสู่คอร์รัปชัน…ไทยถอนตัวจากองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ

comments

กลายเป็นกระแสที่วิพากวิจารณ์กันอย่างล้นหลามจริงๆ เมื่อไทยได้ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ  แน่นอนว่าข่าวคร่าวนี้ถูกจับไปหยิบยกขึ้นพาดหัวข่าวจนใครหลายๆ ต่างให้ความสนใจ

ว่าแต่ ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกแบบนี้ ไทยเราจะได้รับผลกระทบอะไรบ้างไหมนะ ว่าแล้ว ลองไปหาคำตอบกันดีกว่า



รู้จักกันก่อน กับองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) คือ องค์กรที่ไม่มุ่งหวังผลกำไร ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นผู้นำในการต่อสู้คอร์รัปชัน โดยมีจุดมุ่งหมายในการเปลี่ยนแปลงโลกให้ปราศจากการคอร์รัปชัน ก่อตั้งขึ้นที่ประเทศเยอรมนี มีสำนักงานเลขานุการอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน และมีเครือข่ายใน 120 ประเทศทั่วโลก  สำหรับหัวหน้าผู้บริหาร (Chief Executive) คนปัจจุบัน คือ David Nussbaum

สิ่งที่องค์การ TI มุ่งหวัง มี 3 ประการ คือ ผลักดันการคอร์รัปชันเป็นวาระของโลก, แสดงบทบาทสำคัญในการจัดทำอนุสัญญาการต่อต้านคอร์รัปชัน และยกระดับมาตรฐานความแข็งแรงภาครัฐ

ดังนั้น จึงกลายเป็นที่มาของ ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) พัฒนาโดย TI และมหาวิทยาลัย Gottingen ในประเทศเยอรมนี เพื่อจัดอันดับภาพลักษณ์คอร์รัปชันในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน



ทั้งนี้ จัดทำขึ้นเป็นการสำรวจระดับความรู้สึก การรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างต่อปัญหาคอร์รัปชันในประเทศนั้นๆ จัดทำขึ้นเพื่อให้ทุกประเทศได้ตระหนักถึงการคอรัปชั่นในประเทศ และมุ่งเน้นหาทางแก้ไขต่อไป

โดยข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำ CPI เป็นข้อมูลจากการสำรวจของแหล่งข้อมูล เช่น สำนักโพลล์ต่างๆ, หน่วยงานวิจัยที่มีชื่อเสียง

รวมไปถึง สถาบัน หรือองค์การระหว่างประเทศอิสระซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วโลกแตกต่างกันไปในแต่ละปี อย่าง Economist Intelligence Unit, สำนักแกลลัปโพลล์, สถาบันเพื่อการพัฒนาการบริหารการจัดการ IMD, ที่ปรึกษาความเสี่ยงทางธุรกิจและทางการเมือง, World Bank World Economic Forum และหน่วยงานในองค์การสหประชาชาติ เป็นต้น

ซึ่งการจัดลำดับ CPI นี้ จะตั้งไว้ว่า ค่าสูงหมายถึงมีการคอร์รัปชันต่ำ และค่าต่ำหมายถึงมีการคอร์รัปชันสูง โดยในปี 2550 ได้มีการจัดอันดับทั้งหมด 180 ประเทศ เพิ่มจากปี 2546 ที่มี 133 ประเทศ  และลำดับเหล่านี้จัดขึ้นแบบอิสระ ไม่จำเป็นว่าประเทศไหนต้องขอยื่นเรื่องเป็นพิเศษ



ออกแล้วมีผลกระทบยังไงบ้าง กับไทยเรานะ ?

หลายคนอาจจะมองไปถึงตัวผลกระทบที่ไทยถอนตัวออกจาก TI ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเราถอนตัว แล้วการถอนตัวเหล่านี้มีผลอะไรกับการจัดลำดับ CPI ที่วัดดัชชีค่าคอร์รัปชันในประเทศไหม

เราขอบอกเลยว่าการจัดลำดับ CPI นั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการถอนตัวของไทยออกจาก TI แม้แต่น้อย เพราะการสำรวจดังกล่าวเป็นการสำรวจแบบอิสระ หยิบลำดับประเทศต่างๆ มาวิเคราะห์ นำเสนอ และกระตุ้นให้ทุกประเทศเกิดการตื่นตัวด้านคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นไปตามคอนเซปต์ของ TI

และจากข่าวหลายสำนัก ทางมูลนิธิเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย พูดตรงกันว่า การถอนตัวดังกล่าว ไม่ใช่การประท้วงที่ประเทศไทยได้ค่า CPI ต่ำลง หรือได้รับการกดดันจากรัฐบาลให้ดำเนินการแต่อย่างใด เพราะค่า CPI นั้น อย่างที่ได้กล่าวไป เป็นการจัดลำดับโดยอิสระ ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมก็ถูกจัดลำดับได้ โดยประเทศไทยเราถูกจัดลำดับมาตั้งปี พ.ศ.2538 เสียด้วยซ้ำ

สำหรับการถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ มูลนิธิเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย ได้พูดถึงว่า เดิมทีไทยเป็นสมาชิกตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2543 และก่อตั้งเป็น มูลนิธิฯ ดังกล่าวขึ้น และถูกนับเป็นสมาชิกของ TI เพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในสังคมไทย และมีโครงการอื่นๆ ที่สนับสนุนแนวความคิดดังกล่าว อย่าง  โครงการโตไปไม่โกง



มูลนิธิเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทยนั้น ประกอบไปด้วย ปัจเจกบุคคลและองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน สื่อมวลชน ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมอื่นๆ ซึ่งจะรวมตัวกันเพื่อต่อต้านคอรัปชั่นในไทย

สำหรับการที่ตัดสินใจออกจาก TI นั้น เนื่องจากมีหลายประเด็นที่เห็นว่า การชี้วัดขององค์กรดังกล่าวยังมีอคติและไม่สอดคล้องกับความจริงในประเทศไทย แต่การทำงานของมูลนิธิยังคงเดินหน้าการสร้างจิตสำนึกต้านการคอร์รัปชั่นต่อไป

ดังนั้นประเด็นที่ว่า ไทยถอนตัวจากการจัดอันดับการทุจริตโลก หลังจากปมประเด็น “นาฬิกาเพื่อน” ทางมูลนิธิฯ ได้บอกว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน และไทยได้ถอนตัวมาตั้งแต่เมื่อ 2 ปี ที่แล้ว ตามเหตุผลข้างต้น



หากกลับไปพูดถึงตัวผลกระทบจากการที่ไทยแยกตัวออกมา แต่เดิม TI เป็นการสร้างเครื่อข่ายต่อต้านคอร์รัปชันจากหลายๆ ประเทศ และคอยช่วยเหลือ ร่วมมือกัน รวมไปถึงความน่าเชื่อถือต่างๆ ถึงแม้จะไม่มีผลกระทบที่ชัดเจน แต่ความน่าเชื่อถือของไทยในด้านการต่อต้านคอร์รัปชันในระดับโลก อาจจะถูกลดทอนลง จากที่แต่เดิมก็น้อยอยู่แล้วก็ได้

สรุปแล้ว การที่ไทยออกจาก TI นั้น ก็ยังไม่มีผลกระทบข้อดี ข้อเสียที่ชัดเจน เพราะสุดท้ายยังไง ไทยเราก็ยังถูกจัดอันดับเรื่องคอร์รัปชัน ทุจริตอยู่ดี ตามนโยบายดั้งเดิมของ TI

แต่สิ่งที่เราเห็นได้ชัดๆ คือ ความน่าเชื่อถือในตัวรัฐบาลถูกลดทอนให้น้อยลงยิ่งกว่าเดิม ประจวบเหมาะกับข่าวที่เป็นข้อกังขาของใครหลายๆ คน  การหมดความน่าเชื่อถือนี้ อาจจะไม่หยุดอยู่ที่แค่ระดับประเทศไทย หรือคนไทยด้วยกันเอง แต่อาจจะขยายวงกว้างไปถึงระดับโลกก็ได้



แล้วแบบนี้ ออกหรือไม่ออก แบบไหนดีกว่ากัน ?

เรื่องออกดี หรือไม่ออกดีนั้น ถ้าจะให้ฟันธงก็คงจะยากไปเสียหน่อย เพราะการเข้าออก ตามที่เราได้พูดถึงบทบาทหน้าที่หลักๆ แล้ว ไม่ได้แตกต่างกันมาก เปรียบให้เห็นภาพกันชัดๆ ก็เหมือนการแสดงตัวตนในการเข้าร่วมอาเซียน เป็นการประกาศ และผลึกกำลังกันอย่างชัดเจนเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจขนาดจะขุดรากถอนโค่นการทุจริตในท้องถิ่นของประเทศ

แต่การออกจาก TI ล้วนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การต่อต้านคอร์รัปชั่นในระดับโลก อย่างที่เราทราบกันดีว่า ไทยยังคงสุ่มเสี่ยง และยังมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีพอสมควร ถึงแม้การออกจะไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายไหนในไทย แต่ภาพที่ออกสู่สาธารณะชนนั้น อาจจะทำให้เข้าใจผิด และกระทบถึงภาพลักษณ์ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการต่อต้านคอร์รัปชั่นในไทยได้


สำหรับในไทยแล้ว แค่พิสูจน์ตัวเองในการต่อต้านคอร์รัปชั่นนั้น ไม่ได้หยุดแค่ในประเทศอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องในเวทีระดับโลก ที่เราต้องพิสูจน์ให้ทุกฝ่ายรับรู้ให้ได้ว่า การออกจาก TI ครั้งนี้ เป็นการออกเพราะแนวทางที่แตกต่างกันจริงๆ ไม่ใช่เพราะงอแงจากที่โดนล้อบ่อยๆ


อันนี้ ก็เป็นเรื่องที่เราต้องติดตามกันต่อไป!


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon