อยากอยู่รอดในตลาดหุ้นต้องทำอย่างไร

posted: 2 years ago
อยากอยู่รอดในตลาดหุ้นต้องทำอย่างไร

comments

หลังที่จากที่เราศึกษาเรื่องวิธีการลงทุนในหุ้นมากันสักระยะ จะเห็นได้ว่ามีวิธีการลงทุนที่เยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนแบบ “วิเคราะห์พื้นฐาน” หรือการดูแนวโน้มราคาแบบ “เทคนิคคอล” ซึ่งวิธีการลงทุนไม่มีคำว่า “ถูก” หรือ “ผิด” สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับว่าเราได้ “กำไร” หรือ “ขาดทุน” แค่นั้นเอง ถ้าทำแล้วได้กำไรแสดงว่าเรามาถูกทางแต่ถ้า “ขาดทุน” แปลว่าต้องมีอะไรผิดพลาดกับการลงทุนของเรา วันนี้เลยมีแนวทางมาเสนอว่าวิธีไหนบ้างที่ทำแล้วน่าจะได้ “กำไร”



1. ต้องประเมินตัวเองก่อนทุกครั้งก่อนการลงทุน

เพราะอย่าลืมว่าหุ้นในตลาดหุ้นไทยมี 500-600 ตัว หุ้นก็แบ่งออกเป็นหลากหลายประเภท ทั้ง Growth Stock ที่มีแนวโน้มการเติบโตที่สูงมากหรือจะเป็น Dividend Stock จะเป็นหุ้นที่เราซื้อแล้วเน้นปันผล เน้นว่าหุ้นตัวนั้นจะเป็นเครื่องผลิตเงินให้กับเรา แต่ถ้าอย่างหุ้น Defensive Stock ราคาก็จะไม่ค่อยไปไหนไม่ว่าตลาดจะเป็นอย่างไรด็ตาม มันเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเราควรดูที่ตัวเราก่อนทุกครั้งว่าเรา “เหมาะ” กับหุ้นตัวไหนที่สุด เพราะถ้าเราไม่รู้ตัวเองนั่นหมายความว่า เราไม่รู้ว่าตัวเรารับความเสี่ยงได้เท่าไหร่? แล้วถ้าเราไม่ดูความเสี่ยงเลยแนวโน้มที่เราจะเลือกหุ้นก็ต้องเป็นหุ้นที่แนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ก็จะลืมไปว่าโอกาสขาดทุนก็จะสูงด้วยเช่นกัน ถ้าเราอายุเยอะแล้ววัยใกล้เกษียณก็อาจจะเลือก Dividend Stock หรือ Defense Stock ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ถ้าเราเป็นนักเก็งกำไรรับความเสี่ยงได้สูงอาจจะดูเลือกหุ้นในกลุ่ม Cyclical Stock ที่มรอบชัดเจนแบบนั้นก็ตามทำกำไรได้เหมือนกัน ทั้งหมดทั้งมวลก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธิการลงทุนของเราว่าเราเหมาะกับแบบใดมากกว่า

2. ก่อนซื้อหุ้นทุกครั้งอย่าลืมดูด้วยว่าเรากำลังซื้อบริษัทอะไร

ปัญหาของนักลงทุนมือใหม่หลายๆ คนเลยก็คือ เวลาที่ซื้อหุ้นมักจะซื้อตามที่ “คนอื่น” บอกรู้แต่ว่าชื่อย่อคืออะไร ราคาเป้าหมายอยู่ที่เท่าไหร่ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าบริษัทนั้นชื่อเต็มคืออะไร ทำธุรกิจอะไร แนวโน้มการเติบโตเป็นอย่างไร ความสามารถในการแข่งขันเป็นอย่างไร ถ้าจะให้พูดก็คือให้ศึกษาพื้นฐานของธุรกิจนั้นด้วยเสมอ เพราะห้ามลืมเด็ดขาดว่าเวลาที่เราซื้อหุ้น มันคือการซื้อความเป็น “เจ้าของ” ลองนั่งนึกภาพว่าเราจะเป็นเจ้าของสักบริษัทหนึ่ง สิ่งที่เราต้องการก็คือ “กำไร” และแนวโน้มว่ากำไรจะเพิ่มมากหรือไม่ เพราะเวลาที่หุ้นที่เราซื้อกำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่ากำไรที่เพิ่มขึ้นจะออกมาให้รูป “เงินปันผล” หรือไม่ก็ “ราคาหุ้น” อย่างแน่นอน นั่นหมายความว่าเราในสถานะนักลงทุนก็จะ “กำไร”

Competitor is dead. Business risks concept

3. ซื้อหุ้นให้คาดการณ์แนวโน้ม อย่าคาดการณ์ราคา

อย่าลืมว่าตลาดหุ้นเป็นตลาดของคนมากหน้าหลายตาเป็นแสนเป็นล้านคน เราไม่สามารถคาดการณ์ “ราคา” ได้เลยเพราะแต่ละคนก็มีวิธีการประเมินราคาที่แตกกต่างกัน แม้จะให้วิธีการเดียวกันแต่ข้อมูลที่ใช้ของในการคำนวณก็ไม่เท่ากันอยู่แล้ว ดังนั้นตรงนี้เลยเราจำเป็นต้องใช้วิชาของนักลงทุน “สายเทคนิค” เข้ามาช่วยด้วยก็จะช่วยได้มาก ว่าหุ้นที่กำลังจะซื้อนั้นมีแนวโน้มที่เป็นขาขึ้นแล้วหรือยัง ถ้ายังเป็นขาลงอยู่หุ้นตัวนี้ก็อาจจะยังไม่ควรเข้า ควรรอให้แนวโน้มกลับมาเป็นขาขึ้นซะก่อน เหตุผลก็เพราะว่าเราอาจจะคำนวณราคาหรือมูลค่าผิดพลาดก็เป็นได้และการซื้อหุ้นที่เป็นแนวโน้มขาลง โอกาสที่ราคาหุ้นลงต่อก็ยังมีมากอยู่เพราะอารมณ์ของคนในตลาดเป็นแบบนั้น  แต่ก็ไม่ใช่ให้กลัวตลาดขาลงแต่อย่างใด แต่อยากให้มองว่าตลาดขาลงเป็นช่วงที่ดีที่เรามีโอกาสเก็บหุ้นที่ดีในราคาที่ถูก ให้เรารอ “จังหวะกลับตัว” ให้ดี แล้วเราก็จะสามารถซื้อหุ้นที่จุดกลับตัวได้



4.ทำความเข้าใจเรื่อง “การลงทุน” กับการ “เก็งกำไร” ให้ชัดเจน

ห้ามเอาการลงทุนกับการเก็งกำไรมาปนกันเด็ดขาด เพราะวิธีการทั้ง 2 วิธีแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เราต้องจำไว้เสมอว่า เราเข้าลงทุนด้วยวิธีใด ต้องออกการลงทุนด้วยวิธีนั้นเสมอ!! ถือว่าเป็นคำประจำใจของนักลงทุนเลยก็ว่าได้ เพราะปัญหาที่พบเจอมากๆก็คือ เราวิเคราะห์พื้นฐานมาอย่างดีแล้ว แต่พอราคาหุ้นลงมากๆ หรือมี panic sell เรากลับขายหุ้นทิ้งเพราะบอกว่ากราฟบอกให้ขาย แต่เราดันลืมไปว่าพื้นฐานหุ้นไม่ได้เปลี่ยนแต่อย่างใด เราก็จะพลาดโอกาสการลงทุนไปอย่างน่าเสียดายหรืออีกตัวอย่างที่เป็นกันมากที่สุด เราเข้าลงทุนดูแนวโน้มจากกราฟ แต่พอขาดหลุดแล้วกราฟบอกให้ขาย เราดันไม่ขายเพราะบอกว่าพื้นฐานหุ้นยังไม่เปลี่ยน…. ถ้าเป็นแบบนี้เราก็อาจจะขึ้นดอยแบบที่ไม่มีหัวลงมาเลยก็เป็นได้เพราะแบบนี้คือการหุ้นปั่นดีๆ นี่เอง

Business man painting bar graph with roller paint

ส่วนตัวเชื่อว่าการนำวิธีการลงทุนของนักลงทุนแต่ละแบบมาหา “ข้อดี” และ “ข้อเสีย” เราก็สามารถหาวิธีการลงทุนที่ดีและเหมาะสมกับตัวเราได้มากที่สุด จุดสำคัญที่สุดของนักลงทุนก็คือไม่ควรยึดติด ไม่ควรเชื่อมั่นในตัวเองมากจนเกินไปและพยายามหากลุ่มนักลงทุนคุยกันสม่ำเสมอเพราะจะได้แนวคิดใหม่ๆ มาเติมตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่เรายึดติดมากจนเกินไปหรือเชื่อมั่นในตัวเองจนไม่ฟังใคร วันนั้นก็จะเป็นวันที่เราขาดทุนมากที่สุดในชีวิตก็เป็นได้

 


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon