ออมเงินกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ความคุ้มค่าที่คาดไม่ถึง

posted: 1 year ago
ออมเงินกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ความคุ้มค่าที่คาดไม่ถึง

comments

เรามักจะได้ยินการออมเงินกับ “ประกันชีวิต” มาโดยตลอด ส่วนตัวไม่ได้มองว่าการออมเงินกับประกันชีวิต เป็นการออมเงินสักเท่าไหร่ เพราะว่าการออมเงินควรจะมีเรื่อง”สภาพคล่องที่สูง” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ “ข้อจำกัด” ของการออมเงินกับประกันชีวิตก็คือ “สภาพคล่อง” แต่ถ้าเรามองประกันชีวิตเป็นการลงทุนระยะยาวก็อาจจะน่าสนขึ้นมาระดับนึง



เพราะการออมเงินกับประกันชีวิตมีข้อดีก็คือได้รับ “ความชัวร์ของผลตอบแทน” เพราะเวลาที่เราตัดสินใจทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เรารู้ล่วงหน้าเลยว่าผลตอบแทนที่เราจะได้รับในแต่ละช่วงเวลาเป็นเท่าไหร่บ้าง (ยกเว้นบางกรมธรรม์จะมี “เงินปันผล” จะขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัท) และประโยชน์อีกอย่างนึงที่ “ประกันชีวิต” จะได้ “สิทธิ์ประโยชน์ทางภาษี” คือ ใครที่ซื้อประกันชีวิตสามารถนำเบี้ยประกันที่จ่ายส่วนที่ไม่เกิน 100,000 บาทมาลดหย่อนภาษีได้ เงื่อนไขคือกรมธรรม์ที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป บริษัทประกันชีวิตต้องทำธุรกิจในไทยและเงินคืนในแต่ละปีต้องไม่เกิน 20% ที่ของเบี้ยที่จ่ายในแต่ละปี

Man draws stock price touchscreen concept.

ถ้าหากเราเอา “ผลประโยชน์ทางภาษี” มารวมคิดผลตอบแทนด้วยจะช่วยทำให้ผลตอบแทนรวมของกรมธรรม์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ สมมติว่าเราจ่ายเบี้ย 100,000 บาทต่อปี แล้วฐานภาษีที่เราเสียอยู่คือ 20% นั่นหมายความว่าปลายปีเราจะได้ภาษีคืนรวม 20,000 บาท นั้นหมายความว่าเราจ่ายเบี้ยประกันจริงๆ เพียง 80,000 บาทเท่านั้น เราลองมาตัวอย่างคำนวณกัน

สมมติแบบประกันแบบนึงเราจะต้องจ่ายเบี้ยประกัน 100,000 บาทต่อปีเป็นระยะ 5 ปีแล้วกรมธรรม์มีอายุ 10 ปี โดยทุกสิ้นปีจะได้รับเงินคืน 10,000 ของเบี้ยประกันไปตลอดตั้งแต่ปีที่ 1 จนถึง ปีที่ 10 แล้วพอสิ้นปีที่ 10 ได้รับเงินเงินคืน 500,000 บาท ผลตอบแทนของกรมธรรม์ (IRR) จะเท่ากับ 2.56%



แต่ถ้าเราเสียภาษีที่ฐาน 5% นั่นหมายความว่าเราจ่ายเบี้ยประกันไป 100,000 บาทเราจะได้เงินภาษีคืนมา 5,000 บาท แปลว่าเราจะเสียเบี้ยประกันชีวิตปีละ 95,000 บาทเท่านั้น จะทำให้ผลตอบแทนของกรมธรรม์เพิ่มสูงขึ้นเป็น 3.29% ต่อปี แต่ถ้า…

ฐานภาษี 10% จะจ่ายเบี้ยปีละ 90,000 บาท ผลตอบแทนของกรมธรรม์รวมเท่ากับ 4.08% ต่อปี
ฐานภาษี 15% จะจ่ายเบี้ยปีละ 85,000 บาท ผลตอบแทนของกรมธรรม์รวมเท่ากับ 4.91% ต่อปี
ฐานภาษี 20% จะจ่ายเบี้ยปีละ 80,000 บาท ผลตอบแทนของกรมธรรม์รวมเท่ากับ 5.81% ต่อปี
ฐานภาษี 25% จะจ่ายเบี้ยปีละ 75,000 บาท ผลตอบแทนของกรมธรรม์รวมเท่ากับ 6.78% ต่อปี
ฐานภาษี 30% จะจ่ายเบี้ยปีละ 70,000 บาท ผลตอบแทนของกรมธรรม์รวมเท่ากับ 7.84% ต่อปี
ฐานภาษี 35% จะจ่ายเบี้ยปีละ 65,000 บาท ผลตอบแทนของกรมธรรม์รวมเท่ากับ 8.99% ต่อปี

เห็นได้ชัดว่ายิ่งเราเสียฐานภาษีสูงมากเท่าไหร่ เรายิ่งจะได้ผลตอบแทนจากการประกันชีวิตยิ่งสูงมากขึ้นเรื่อยๆ เลยเป็นเหตุว่าทำไมจึงแนะนำให้ใช้สิทธิ์ประโยชน์จากภาษีในการวางแผนการเงินรวมเข้าไปในแผนด้วย เพราะจะทำให้เงินเราเหลือมากขึ้น ความเสี่ยงน้อยลง ผลตอบแทนมากขึ้นนั้นเอง

Hand pressing yellow five star button of performance rating

แต่ข้อที่สำคัญที่สุดก็คือ ห้ามลืมเด็ดขาดว่า “ประกันชีวิต” มีข้อจำกัดก็คือเรื่อง “สภาพคล่อง” อยู่พอสมควรเพราะถ้าเราจะได้ผลตอบแทนที่ 8.99% ต่อปี เราจะต้องจ่ายเบี้ยประกันไปตลอด 5 ปีและห้ามถอนเงินไปจนกว่ากรมธรรม์จะครบอายุที่ 10 ปีและได้รับเงินคืน เพราะถ้าเราผิดสัญญาเรามีโอกาสที่จะขาดทุนทันที ประกันชีวิตก็กลายเป็นสินค้าการเงินที่ดูแย่ไปเลยทันที

ทั้งนี้สินค้าการเงินแต่ละตัวก็มี “ข้อดี” และ “ข้อเสีย” แตกต่างกันไปทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้ประโยชน์จากสินค้าตัวไหนให้เหมาะสมกับตัวเราที่สุดมากกว่า เพราะไม่มีสินค้าการเงินตัวไหนที่ดีที่สุดในโลกอยู่แล้ว


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon