ตรวจสุขภาพด้วย “อัตราส่วนทางการเงิน” ตอนที่ 1

posted: 1 year ago
ตรวจสุขภาพด้วย “อัตราส่วนทางการเงิน” ตอนที่ 1

comments

เคยสงสัยกันมั้ยว่าทำไมคนเราต้องมีการตรวจสุขภาพประจำทุกปี สำหรับใครที่ไปตรวจสุขภาพประจำปีเป็นประจำ เหตุผลหลักๆ ก็น่าจะเพื่อตรวจดูว่าสุขภาพตอนนี้เราเป็นอย่างไรบ้าง มีปัญหาอะไรตรงไหนหรือเปล่า แล้วถ้ามีปัญหาจะได้รีบแก้ไขอย่างทันท่วงที เพราะเวลาที่เราเพิ่งเริ่มมีความผิดปกติอะไร ส่วนใหญ่จะรักษาให้หายได้และค่ารักษาถูกกว่าอาการป่วยอยู่ในขั้นที่รุนแรงแล้ว เพราะถ้าเราไม่มีตรวจสอบหรือ check up เรื่อยๆ พอเราเจอปัญหา ส่วนใหญ่ก็จะเป็นขั้นที่โรคนั้นแสดงอาการแล้ว (รุนแรงระดับหนึ่ง)



ถ้าเราลองเอาแนวคิดเรื่องการตรวขสุขภาพมาปรับใช้กับเรื่องของเงินๆ ทองๆ ส่วนตัวเลยคิดว่าจริงๆ แล้วเรื่องของการเงินเนี่ย ก็ต้องมีการตรวจ “สุขภาพทางการเงิน” ของตัวเองบ่อยๆ อยู่เหมือนกัน เพราะปัญหาทางการเงินของคนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง หนี้สิน เรื่องมีเงินเก็บไม่พอยามเกษียณ หรือแม้แต่หลักประกันของครอบครัว ก็เกิดมาจากที่เราไม่รู้ว่าตอนนี้ “สถานะทางการเงิน” ในปัจจุบันเราเป็นอย่างไร แต่พอรู้สึกเริ่มมีปัญหาเมื่อไหร่ ปัญหานั้นก็จะหนักแล้วกว่าจะแก้ไขได้อาจจะต้องใช้เวลานานและลำบากมากๆ

ประเด็นที่สำคัญการตรวจสุขภาพทางการเงินของตัวเองนั้น สามารถทำได้เองง่ายๆ ที่บ้านก็ทำได้ ไม่ต้องเสียเงินจำนวนไปโรงพยาบาลให้กับหมอตรวจเหมือนกับการตรวจสุขภาพแต่อย่างใด คำแนะนำก็คือตรวจสอบอย่างน้อย ปีละ 2 ครั้งหรือทุก 6 เดือน แต่สำหรับใครที่ต้องการหาคุณหมอการเงินคอยตรวจสุขภาพการเงินให้ ก็สามารถใช้บริการ “ที่ปรึกษาการเงิน” ที่เป็นอาชีพที่กำลังเกิดใหม่ในประเทศไทยได้เหมือนกัน

ตรวจสุขภาพด้วย 'อัตราส่วนทางการเงิน' ตอนที่ 1 [Recovered]-05

ทีนี้เรามาดูขั้นตอนการตรวจ “สุขภาพทางการเงิน” กัน โดยปกติแล้วขั้นตอนการตรวจนั้นเริ่มต้นจากที่เราจัดทำ “งบดุล” และ “งบกระแสเงินสด” ของตัวเอง โดยงบดุลจะประกอบไปด้วย “สินทรัพย์” “หนี้สิน” และ “ส่วนของเจ้าของ” ซึ่งสมการงบดุลก็คือ “สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ” เราสามารถทำเป็นลิสต์รายการได้ ตามตัวเอง แนะนำว่าให้ใช้ Excel น่าจะสะดวกที่สุดเพราะเราใช้สูตรคำนวณเพียงครั้งเดียวก็สามารถใช้งานได้ตลอด

จากตัวอย่างของงบดุลจะเห็นได้ว่าส่วนของ “สินทรัพย์” เราจะแบ่งออกเป็น

ตรวจสุขภาพด้วย 'อัตราส่วนทางการเงิน' ตอนที่ 1 [Recovered]-02
“สินทรัพย์สภาพคล่อง” ที่สามารถเปลี่ยนเป็น “เงินสด” ได้อย่างรวดเร็ว เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน เงินฝาก เงินฝากประจำ

“สินทรัพย์ลงทุน” เป็นส่วนที่เราเอาไว้ลงทุนทั้งหลายรายการหลักๆ จะประกอบด้วย หุ้นกู้ กองทุนรวมประเภทต่างๆ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ (ปล่อยเช่า) ฯลฯ

“สินทรัพย์ใช้ส่วนตัว” เช่น พวกแก้วแหวนเงินทอง ของสะสม เครื่องประดับต่างๆ รวมไปถึง รถยนต์ และบ้านที่อยู่อาศัย

ข้อควรระวังในการลงรายชื่อสินทรัพย์ก็คือ สินทรัพย์ทุกรายการต้องลงเป็นมูลค่าปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น รถยนต์ต้องลงมูลค่าปัจจุบันไม่ใช่ราคาที่ซื้อมา เพราะเราจะดูว่าถ้าเราต้องการเปลี่ยนเป็นเงินสดในปัจจุบันจะมีราคาเท่าไหร่ ตรงนี้เราสามารถตรวจสอบราคาจากเต้นท์รถมือสองหรือว่าบนตลาดออนไลน์ก็มีให้เปรียบเทียบเช่นกัน กรณีนี้รวมไปถึงสินทรัพย์การลงทุนต่างๆ ด้วยต้องลงเป็นมูลค่าปัจจุบันเช่นกัน

อีกเรื่องนี้ที่ต้องระวังก็คือเรื่องของ “อสังหาริมทรัพย์” ถ้าเป็นบ้านสำหรับอยู่อาศัย ต้องอยู่ในรายการสินทรัพย์ใช้ส่วนตัว แต่ถ้าเราลงทุนในบ้านเช่าแบบนี้สามารถลงเป็นรายการในสินทรัพย์ลงทุนได้เพราะจะส่งผลต่อสุขภาพทางการเงินของเรานั้นเอง

ทีนี้พอเราดูเรื่องสินทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็จะมาลงรายการส่วนของหนี้สินกันต่อ โดยหลักแล้วจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ

“หนี้สินระยะสั้น” เป็นหนี้สินที่มีระยะเวลาการใช้คืนต่ำกว่า 1 ปี เช่น บัตรเครดิต การผ่อนชำระสินค้า ยอดชำระค้างจ่ายต่างๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือหนี้อื่นๆ ที่เราจะต้องคืนใน 1 ปี

“หนี้ระยะยาว” เป็นหนี้สินที่มีระยะเวลาการใช้คืนมากกว่า 1 ปี เช่น หนี้ผ่อนรถยนต์ ผ่อนบ้าน หรือการกู้ยืมอื่นที่อายุมากกว่า 1 ปี

และส่วนของเจ้าของก็จะเป็นส่วนต่างระหว่าง “สินทรัพย์” และ “หนี้สิน” นั่นเอง แล้วหลังจากที่เราจัดงบดุลของเราเรียบร้อยแล้ว เราก็มาจัดเตรียม “งบกระแสเงินสด” กันต่อ ซึ่งงบกำไรขาดทุนเป็นงบที่จะทำได้ก็ต่อเมื่อเรามีการจัดทำ “บัญชีรายรับ-รายจ่าย” มาสักระยะหนึ่งก่อน เพราะงบกระแสเงินสดก็คือ “รายได้ หักลบกับ รายจ่าย” นั่นแหละ

ตรวจสุขภาพด้วย 'อัตราส่วนทางการเงิน' ตอนที่ 1 [Recovered]-04

จะเห็นได้ว่างบกระแสเงินสดจะแบ่งรายการออกเป็น 2 ส่วน

1. รายรับ แนะนำว่าให้แยกรายได้ให้ชัดเจนว่ารายได้เรามจากทางไหนบ้าง เงินเดือน ดอกเบี้ย เงินปันผล รับจ้างทำงานอื่นๆ

2. รายจ่าย จะเห็นได้ว่าจะมีการแบ่งออกเป็น 2 รายการใหญ่ๆก็คือ

กระแสเงินสดจ่ายคงที่ ส่วนใหญ่จะเป็นรายการที่เราต้องจ่ายแน่นอนทุกเดือน เช่นการผ่อนชำระหนี้รถยนต์ หนี้บ้าน ประกันสังคม หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่เรารู้แน่นอนว่าเดือนหนึ่งเราจะต้องจ่ายเท่าไหร่ และถ้าไม่จ่ายอาจจะมีปัญหาตามมาในอนาคต

–  กระแสเงินสดจ่ายแปรผัน จะเป็นรายจ่ายที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าในอนาคตมีการใช้จ่ายเท่าไหร่ ถ้าใช้มากก็จ่ายมาก ใช้น้อยก็จ่ายน้อย เช่น ค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้าต่าง ค่ารักษาพยาบาล(กรณีป่วย) ฯลฯ



และโดยมากถ้า กระแสเงินสดรับ หักลบกับ กระแสเงินสดจ่าย แล้วเป็น “บวก” ส่วนที่เหลือนี้ก็จะเป็น “เงินออม” แต่ถ้าผลเกิดออกมาติดลบเราก็จะต้องไปปรับส่วน “สินทรัพย์สภาพคล่อง” ของเราลดลง เช่น หักจากเงินสด เงินฝาก ตามจำนวนที่ติดลบ

ทีนี้พอเรารู้วิธีการทำทั้ง “งบดุล” และ “งบกระแสเงินสด” เรียบร้อยแล้ว เราก็ลองกลับไปทำเองตัวเองกันดูนะ เพราะเมื่อเราลงรายการทั้งหมดเสร็จแล้ว ในบทความหน้าเดี๋ยวเรามาตรวจสุขภาพการเงินด้วย “อัตราส่วนทางการเงิน” กัน


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon