ตรวจสุขภาพด้วย “อัตราส่วนทางการเงิน” ตอนที่ 2

posted: 1 year ago
ตรวจสุขภาพด้วย “อัตราส่วนทางการเงิน” ตอนที่ 2

comments

หลังจากที่เราลองจัดทำ “งบดุล” กับ “กระแสเงินสด” เรียบร้อยแล้ว ทีนี้เรามาดูกันต่อว่า เราจะรู้ได้ยังไงว่าตอนนี้ “สุขภาพการเงิน” ของเราเป็นอย่างไร ซึ่งง่ายๆ มากๆ เราสามารถตรวจสอบได้จาก “อัตราส่วนทางการเงิน” โดยอัตราส่วนที่เราสนใจหลักๆ ก็จะมี

1. อัตราส่วนสภาพคล่องพื้นฐาน (Basic liquidity ratio)

= สินทรัพย์สภาพคล่อง / กระแสเงินสดจ่ายต่อเดือน

 

อัตราส่วนนี้จะช่วยบอกได้ว่าสภาพคล่องพื้นฐานเราเป็นอย่างไร พื้นฐานที่เราพูดถึงนี้ก็คือถ้า “รายได้” เราหยุดลง เราจะสามารถใชีชีวิตได้ต่ออีกกี่เดือน โดยค่าที่แนะนำควรมีอยู่อย่างน้อย 3 เดือน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่ารายได้เรามีกี่ทาง ถ้ามีทางเดียวอาจจะต้องมีมากกว่า 3 เดือนขึ้นไปเป็นอย่างน้อย 6 เดือนแทนเป็นต้น ทั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นสูตรตายตัวขนาดนั้นเราต้องวิเคราะห์ลักษณะรายรับของเราก่อนว่าเป็นอย่างไร ถ้าหางานทดแทนได้ยากมากๆ บางครั้งอาจจะต้องเตรียมตรงนี้ไว้สูงถึง 12 เดือน

แต่สินทรัพย์สภาพคล่องพื้นฐานไม่ควรมีมากจนเกินความจำเป็นเพราะเราจะถือว่าสินทรัพย์สภาพคล่องเป็น “เงินขี้เกียจ (Lazy Money)” เพราะผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยจากสินทรัพย์สภาพคล่องเราจะได้น้อยมาก ดังนั้นควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม

Stack of Thai banknotes in hand

2. อัตราส่วนสภาพคล่อง (Liquiduty ratio)

= สินทรัพย์สภาพคล่อง / หนี้สินระยะสั้น

อัตราส่วนนี้จะเป็นตัววัดว่าถ้าเกิดกรณีที่ว่า “เราต้องชำระหนี้สินทั้งหมด เราสามารถทำได้หรือไม่” ดังนั้นอัตราส่วนนี้ควรมีค่ามากกว่า 1 ขึ้นไป เพราะถ้าเกิดกรณีเราต้องชำระหนี้จริงๆ แล้วเกิดไม่พอ แล้วหนี้ระยะสั้นที่นิยมเป็นกันก็คือ “บัตรเครดิต” ซึ่งถ้าเราไม่สามารถชำระได้แปลว่าเราต้องเสียค่าปรับอย่างน้อยก็ 20% ต่อปีซึ่งถือว่าสูงมากๆ นั่นเอง

ตรวจสุขภาพด้วย 'อัตราส่วนทางการเงิน' ตอนที่ 2-06

3. อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ (Debt to asset ratio)

= หนี้สินรวม / สินทรัพย์รวม

ค่าที่แนะนำสำหรับอัตราส่วนนี้ก็คือ 0.5 หรือ 50% เท่านั้น ถ้าสูงกว่านี้จะทำให้ในอนาคตมีปัญหาได้ เพราะถ้าสูงมากอาจจะมีปัญหาให้การชำระคืน เพราะโดยทั่วไปแล้วเงินที่นำมาชำระคืนหนี้จะมาจาก “กระแสเงินสดรับ”



4. อัตราส่วนแสดงการชำระคืนหนี้สินจากรายได้ (Debt service ratio)

= การชำรำคืนหนี้สินต่อเดือน / รายรับต่อเดือน

ก่อนอื่นเลยต้องแยกออกเป็น 2 กรณีสำหรับคนที่มีหนี้บ้านและไม่มีหนี้บ้าน ในกรณีที่ไม่มีหนี้บ้าน ค่าที่แนะนำก็คือ 15%-20% แต่ถ้าในกรณีที่มีหนี้บ้านค่าที่แนะนำก็คือ 35%-45% เหตุผลเนื่องจากถ้าค่าใช้จ่ายเรื่องหนี้เราสูงจนเกินไป จะทำให้เราไม่มีเงินไปจัดสรรทำให้ส่วนอื่นๆ เพราะในความเป็นจริงแล้วคนเรามี “เป้าหมาย” ต่าง ๆอีกเยอะแยะมากมายเช่น ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เกษียณอายุ ไปเที่ยว ค่าเรียนลูก หรือแม้แต่งานอดิเรกต่างๆ

ตรวจสุขภาพด้วย 'อัตราส่วนทางการเงิน' ตอนที่ 2-05

จากอัตราส่วนนี้ก็ควรตอบคำถามที่ติดกันอยู่ได้เยอะมากก็คือ ถ้าเกิดเราจะซื้อบ้านสักหลังควรซื้อเท่าไหร่ผ่อนเท่าไหร่ดี ถ้าดูจากอัตราส่วนข้อดีแล้วจะเห็นได้ว่าส่วนต่างของคนที่ไม่มีหนี้บ้านกับคนที่มีก็คือ 20% นั่นหมายความว่าเราควรผ่อนบ้านไม่เกิน 20% ของรายได้ในแต่ละเดือน โดยทั่วไปถ้าต้องการกู้ธนาคารเพื่อมาซื้อบ้านตอนนี้จะต้องชำระคืน 7,000 บาทต่อค่าเงินกู้ 1,000,000 บาท เราก็สามารถเอารายได้เราให้แต่ละเดือนมาคูณ 20% ก็จะได้จำนวนเงินที่เราสามารถผ่อนได้ เช่น รายได้เดือนละ 50,000 บาท 20% ของ 50,000 บาทจะเท่ากับ 10,000 บาท แปลว่าเราจะกู้ธนาคารได้ประมาณ 1.4-1.5 ล้านบาทถึงจะเป็นคนที่มีสุขภาพทางการเงินที่ดี ถ้าเราอยากได้บ้านราคาที่สูงกว่านั้นแนะนำว่าให้ “วางดาวน์” สูงขึ้นน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า


5. อัตราส่วนการออม (Saving ratio)

= เงินออม / กระแสเงินสดรับ

แนะนำอยู่ที่อย่างน้อย 10% เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าเราไม่สามารถทำงานได้ตลอดชีวิต เราจะต้องมีวันที่หยุดพัก แต่เงินเราต้องใช้ตลอดชีวิตดังนั้นการเก็บออมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ แต่ถ้าจะให้แนะนำจริงๆ สำหรับคนที่สุขภาพทางเงินที่ดีจริงๆ จะอยู่ที่ 50% ของรายได้

ทีนี้เราก็รู้แล้วว่าเราจะตรวจสุขภาพตัวเองได้อย่างไร แล้วพอตรวจเสร็จตรงไหนบ้างที่มีปัญหา เราก็จะสามารถแก้ไขได้ตั้งแต่เนิ่นๆ บางครั้งปัญหาก็มีอยู่นั่นแหละ อยู่ที่ว่าเราจะมาใส่ใจมันเมื่อไหร่ ยิ่งสนใจเร็วโอกาสแก้ไขปัญหาได้ก็จะยิ่งเร็ว ยิ่งช้าก็จะแก้ได้ยาก เหมือนคำที่หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินว่าได้ “เราจะป่วยทันที ที่เราไปหาหมอ” อันนี้ถ้าพูดติดตลกแล้วว่า “การเงินเราจะมีปัญหาทันที เมื่อตรวจสุขภาพทางการเงินตัวเอง”


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon