14 อาหารอเมริกัน ที่ต้นกำเนิดไม่ได้มากจากประเทศสหรัฐอเมริกา

posted: 10 months ago
14 อาหารอเมริกัน ที่ต้นกำเนิดไม่ได้มากจากประเทศสหรัฐอเมริกา

comments

สำหรับสาวกเมนูฟาสต์ฟู้ดสัญชาติอเมริกันทั้งหลายคงคิดว่าอาหารที่ชอบทานนั้นมาจากประเทศสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น เบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ มักกะโรนี หรือไม่ก็ไก่ทอด รวมทั้งเมนูที่มีชีสยืดๆ เป็นส่วนประกอบ แต่เอาเข้าจริงเมนูอาหารที่ผมร่ายยาวไปทั้งหมดไม่ได้เป็นอาหารอเมริกันดั้งเดิมเลยซักอย่าง แถมยังมีต้นกำเนิดมาจากแม่ครัวประเทศอื่นๆ รอบโลกอีกด้วย วันนี้ผมก็เลยรวบรวมอาหาร 14 เมนูยอดฮิตที่ใครๆ ก็ชอบทาน แต่พากันเข้าใจผิดคิดว่ามาจากสหรัฐฯ ว่าแต่จะมีเมนูโปรดของเพื่อนๆ ติดอันดับบ้างหรือไม่นั้น ตามไปดูกันเลยครับ 


1. กรุงแฮมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี ต้นกำเนิดของเมนูแฮมเบอร์เกอร์

แฮมเบอร์เกอร์ หรือเมนูยอดฮิตของร้านฟาสต์ฟู้ดจากสหรัฐฯ ที่กระจายสาขาอยู่ทั่วโลก จริงๆ แล้วมีต้นกำเนิดจากฟาร์มวัวพันธุ์ดีในกรุงแฮมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 โดยพ่อครัวได้นำเนื้อวัวจากฟาร์มมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วทอดจนสุก หรือที่รู้จักในชื่อ frikadellen หรือ buletten ต่อมาเกิดเหตุวุ่นวายในช่วงศตวรรษที่ 19 ชาวเยอรมันส่วนใหญ่ก็หลบหนีไปอยู่สหรัฐฯ และไปเปิดร้านขายเบียร์เพื่อสร้างรายได้ รวมทั้งทำแฮมเบอร์เกอร์ขาย จนกลายเป็นเมนูที่พบเห็นได้ทั่วไป จากนั้นก็มีการเปิดร้าน และขยายสาขาไปทั่วโลก ซึ่งก็มีทั้งเจ้าของแบรนด์ที่เป็นชาวเยอรมันและชาวอเมริกันเลยล่ะครับ

แฮมเบอร์เกอร์เป็นที่พบเห็นมากขึ้นในปี 1904 โดยมีการเปิดตัวในงานเทศกาลในฐานะอาหารสไตล์ใหม่ ควบคู่ไปกับไอศกรีมโคนและขนมสายไหม 



2. เฟรนช์ฟรายส์มีต้นกำเนิดจากเบลเยียมและฝรั่งเศส

เคยเป็นที่ถกเถียงเหมือนกัน แต่ความจริงแล้วเฟรนช์ฟรายส์ไม่ใช่อาหารอเมริกันแน่นอน

อีกหนึ่งเรื่องราวที่ถูกตีพิมพ์ในนิตยสารเนชันเนล จีโอกราฟฟิก เกี่ยวกับชาวประมงในประเทศเบลเยียมในศตวรรษที่ 20 พวกเขาปรุงอาหารชนิดนี้รับประทานกันในช่วงที่อากาศหนาวจนตกปลาไม่ได้ ต่อมาทหารชาวอเมริกันได้มาเจอในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และตั้งชื่อว่าเฟรนช์ฟรายช์ เพราะในตอนนั้นชาวเบลเยียมใช้เป็นภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก ส่วนอีกหนึ่งเรื่องราวที่มีการเล่าต่อๆ มากันว่า ในปี 1780 พ่อค้าหาบเร่ชาวฝรั่งเศสเริ่มขายเฟรนช์ฟรายในชื่อ pommes frites โดยประธานาธิบดีสหรัฐ Thomas Jefferson ถึงขั้นเสิร์ฟเมนูนี้ให้กับบรรดาแขกของเขาอีกด้วย


3.  แอปเปิ้ล พาย มีต้นกำเนิดจากประเทศอังกฤษ

As American as apple pie เป็นอีกสำนวนที่ชาวต่างชาติใช้พูดถึงชาวเมืองลุงแซม ที่มีความเป็นอเมริกันทุกกระเบียดนิ้ว แต่เห็นแบบนี้ สูตรการทำพายนั้นถูกเจอในยุคกรีกโบราณ และเป็นอาหารยอดนิยมและขึ้นชื่อของชาวอังกฤษ ต่างกันตรงที่พายแบบอังกฤษเป็นพายที่ใช้เนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ

พายสมัยใหม่นั้นมีวิธีการทำที่เรียกว่า lattice-style crust ถูกคิดค้นโดยคนอบขนมปังชาวดัทช์คนหนึ่ง ในศตวรรษที่ 15 ส่วนการคิดค้นพายที่ทำจากผลไม้นั้น เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษ ช่วงศตวรรษที่ 16 ยุคสมัยพระราชินีอลิซาเบธ จากนั้นเมื่อชาวดัทช์และอังกฤษย้ายมาตั้งรกรากที่สหรัฐอเมริกา ก็ได้ทำให้พายชนิดนี้เป็นที่รู้จักไปด้วย


4. มะกะโรนีและชีสอาจมาจากหนังสือสูตรอาหารสมัยกลางของอิตาลี

หลังจากซื้อเครื่องทำมะกะโรนีระหว่างทริปเยือนยุโรป Thomas Jefferson ก็ถูกขนานนามว่าเป็นผู้คิดค้นอาหารชนิดนี้ แต่มะกะโรนีที่เรารู้จักมีต้นกำเนิดจากประเทศอิตาลี และมีชื่อเรียกว่า “maccheroni” ซึ่งในขณะนั้นเป็นคำที่ใช้สำหรับพาสต้าเช่นกัน คนทั่วไปเชื่อกันว่าสูตรดั้งเดิมของมะกะโรนีอบกับซอสชีส มาจากหนังสือสูตรอาหารในศตวรรษ 14 ชื่อว่า “Liber de Coquina” โดยนักเขียนชาวอิตาเลียน


5. คนคิดค้นเนยถั่วเป็นชาวแคนาดา

หลายคนอาจจะเคยได้ยินกันว่า จอร์จ วอชิงตัน เป็นผู้คิดค้นสูตรเนยถั่ว แต่ความจริงแล้วมันเริ่มต้นที่ ชาวอินคาและแอซเท็กที่เริ่มมีการบดถั่วเป็นของเหลวเหนียวข้นน่ากิน

เนยถั่วในยุคสมัยใหม่ ถูกจดสิทธิบัตรโดย มาร์เซลลัส กิลมอร์ เอ็ดสัน ประเทศแคนาดา ในปี 1884 ต่อมาวิธีการทำเนยถั่วสไตล์อเมริกันถูกจดสิทธิบัตรโดย ดร. จอห์น ฮาร์วีย์ เคลล็อก (ใช่แล้ว บริษัทเคลเล็กที่เรารู้จักกันดีเนี่ยแหละ) ในปี 1895


6. จริงๆ แล้วเบคอน มีต้นกำเนิดจากชาวเคลต์โบราณ

เรามักกล่าวกันว่าชาวโรมันโบราณเป็นต้นกำเนิดกรรมวิธีหมักเนื้อหมู ในอาณาจักรโรมัน เบคอนถูกเรียกว่า “petsaso” โดยมักถูกนำไปต้มพร้อมกับลูกมะเดื่อจนมีสีน้ำตาลอมเหลืองสวย

อย่างไรก็ตาม อาณาจักรโรมันไม่ใช่จุดเริ่มต้นอันแท้จริงของเบคอน มีการยืนยันว่าชาวเคลต์เป็นคนคิดค้นขึ้นก่อน จากรายงานของนักประวัติศาสตร์ด้านอาหารพบว่า ชาวโรมันเองยังยอมรับว่าชาวเคลต์ปรุงเบคอนก่อนพวกเขา 


7. มีทโลฟถูกเสิร์ฟขึ้นโต๊ะตั้งแต่ยุคกลางและยุคเรเนสซองส์

ในยุคกลางของยุโรป อาหารชนิดนี้  ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยการผสมผลไม้ ถ่ั่ว และเครื่องปรุงต่างๆ ลงไปในเนื้อที่อาจเหลือมาจากมื้อก่อนหน้า ส่วนมีทโลฟแบบอเมริกันนั้นไม่มีให้เห็นจนกระทั่งยุค 1870 ซึ่งวิธีทำจะแตกต่างกันเล็กน้อย เพราะใช้เนื้อสับเย็น ผสมกับหัวหอมใหญ่ ขนมปังชุบนมที่ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ ไข่ และเครื่องปรุงรสต่างๆ  โดยมักจะกินเป็นอาหารเช้าไม่ใช่อาหารเย็น


8. รู้ไหมมายองเนสไม่ได้เป็นเครื่องปรุงรสของอเมริกันและน่าจะมาจากฝรั่งเศสหรือสเปน

เมื่อทหารฝรั่งเศสเข้ายึดท่าเรือ Mahon บริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ชายฝั่งประเทศสเปนในช่วงสงคราม 7 ปีได้สำเร็จ ว่ากันว่า หลังจากฝรั่งเศสได้รับชัยชนะ พ่อครัวจากเมืองน้ำหอมได้คิดค้นซอสขึ้นชนิดหนึ่งขึ้น และตั้งชื่อตามท่าเรือที่ยึดได้ว่า Mahon-aise อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าต้นกำเนิดของมายองเนสนั้นถูกพัฒนามาจากซอส Minorcan (ซอสที่มีส่วนผสมจากมะเขือเทศ และซุปข้นจากปลาและหอย) ซึ่งเป็นซอสของสเปน

ถึงกระนั้น เรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นอาจเป็นแค่เรื่องเล่าต่อๆ กันมา นักประวัติศาสตร์ทางอาหารได้กล่าวเอาไว้สั้นๆ ว่า มายองเนสถูกพัฒนามาจากอัลยอลี (มายองเนสรสกระเทียม) ของชาวสเปน


9. โดนัทนั้นมาจากชาวดัตช์ มีชื่อแต่เก่าก่อนว่า “olykoeks” หรือ oily cakes

การนำแป้งมาทอดนั้นมีมาตั้งสมัยโบราณ แต่โดนัทสมัยใหม่มาถึงมหานครนิวยอร์กผ่านผู้อพยพชาวดัตช์ผู้ซึ่งเป็นคนอบและขายขนมที่รู้จักกันในชื่อ  “olykoeks” หรือ oily cakes (ผู้แปล : อาจแปลได้ว่าเค้กทอด)

ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 หญิงชาวเมืองนิวอิงแลนด์ชื่อว่า  Elizabeth Gregory ที่รู้จักกันดีในฐานะคนทำแป้งทอดแสนอร่อย ซึ่งเธอมักนำถั่วมาวางตรงกลาง ทำให้ขนมของเธอถูกเรียกว่า Doughnuts หรือ โดนัท (Dought แปลว่า แป้งทำขนมที่นวดแล้ว และ Nut แปลว่า ถั่ว) แต่ลูกชายของเธอเสนอให้ทำหลุมเป็นวงกลมตรงกลางเพื่อแก้ปัญหาแป้งไม่สุก


10. ไก่ทอดมีต้นกำเนิดจากแอฟริกา

แม้ว่าชาวสก็อตจะยืนยันว่าเป็นผู้คิดค้นการทอดอกไก่ด้วยไขมันจากสัตว์ในกระทะมาหลายศตวรรษ ต่างจากชาวอังกฤษที่นิยมอบและต้มไก่มากกว่า  

แต่ต้นกำเนิดของไก่ทอดในสหรัฐอเมริกา แท้จริงแล้วน่าจะเริ่มขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ที่ยังมีแรงงานทาสชาวแอฟริกันอยู่เกลื่อนเมือง

นักประวัติศาสตร์อาหารได้กล่าวว่า การทอดเนื้อสัตว์ให้กรอบสุกทั่วถึงกันเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในแอฟริกา ดังนั้น อาจจะเป็นไปได้ว่าการทอดไก่นั้นมาจากทาสชาวแอฟริกันที่อาศัยอยู่ทั่วไปในรัฐทางใต้ของสหรัฐอเมริกา


11. ผู้ก่อตั้ง Budweiser เป็นชาวเยอรมันและบริษัทมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเบลเยียม

Bud Light คือเบียร์ที่ขายดีที่สุดตลอดกาลในอเมริกา แต่ผู้คิดค้นกลับเป็นชาวเยอรมัน ชื่อ Adolphus Busch ผู้ก่อตั้ง Budweiser ส่วนผู้คิดค้นลาเกอร์เบียร์รสนุ่ม (Light Lager) ที่เรารู้จักกันดีคือ  ชาวเยอรมันที่อพยพเดินทางมาที่เมืองเซนต์หลุยส์ โดยธุรกิจเบียร์เริ่มเฟื่องฟูขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เนื่องจากชาวเยอรมันอยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก

แม้ว่า Budweiser ส่วนใหญ่ผลิตขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ตอนนี้บริษัทถูกดูแลโดยชาวเบลเยียม



12. บาร์บีคิวเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “barbacoa” ในหมู่เกาะเวสต์อินดี้ก่อนที่จะเข้ามาที่อเมริกา

การย่างเนื้อบนเตาเป็นวิธีการทำอาหารที่มีมาหลายล้านปี แต่บาร์บีคิวสมัยใหม่ที่มากับเครื่องเทศที่ทาบนเนื้อและราดด้วยซอสพร้อมย่างอย่างช้าๆ จริงๆ แล้วนั้นมีถิ่นกำเนิดที่หมู่เกาะเวสต์อินดีสในทะเลแคริบเบียนและมีชื่อว่า barbacoa ซึ่งหมายความว่า “ย่างเนื้อบนตะแกรงไฟ” และค้นพบโดยนักสำรวจชาวสเปนในศตวรรษที่ 16 และต่อมาในยุคล่าอาณานิคม บาร์บีคิวเริ่มได้รับความนิยมในอเมริกาและเป็นอาหารโปรดของอดีตประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน


13. แตงโมนั้นปลูกในหลายประเทศในทวีปแอฟริกา และแต่นักประวัติศาสตร์ยังคงสับสนถึงแหล่งที่มา

แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแตงโมที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่จริงๆ แล้วนักประวัติศาสตร์ยังคงถกเถียงถึงแหล่งที่มาของผลไม้ชนิดนี้ บ้างก็ว่ามาจากแอฟริกา แต่ก็มีเสียงแย้งว่าชาวอียิปต์ปลูกแตงโมและทำเกษตรกรรมเป็นเวลา 4,000 ปีมาแล้ว นั่นหมายความแตงโมนั้นอาจจะเริ่มต้นที่ประเทศอียิปต์  แต่บางประเทศในแอฟริกาตะวันตก เช่น ไนจีเรียก็สามารถเป็นไปได้ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกแตงโมเช่นกัน


14. สูตรดั้งเดิมในการทำซอสมะเขือเทศคิดค้นขึ้นในประเทศจีน

ชื่อยี่ห้อซอสมะเขือเทศที่ตรงกันกับชื่อผู้ประกอบการอย่าง  Pennsylvanian H.J. Heinz อาจทำให้คนเข้าใจผิดไปว่า ซอสมะเขือเทศมีต้นกำเนิดที่ประเทศนี้ แต่ความคิดของการหมักหรือดองอาหารเพื่อทำเป็นซอสที่จริงแล้วอาจจะมีตำรับมาจากประเทศจีน ต่อมาซอสมะเขือเทศถูกนำมาดัดแปลงโดยชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 18 แต่มักใช้ส่วนผสมเช่น เห็ดวอลนัท หอยนางรม หรือปลากะตักแทน

สูตรการทำซอสมะเขือเทศถูกตีพิมพ์เป็นครั้งแรกโดยชาวอเมริกาและผู้ชำนาญงานด้านพืช James Mease แต่ซอสมะเขือเทศนั้นขาดน้ำตาลและน้ำส้มสายชู จนกระทั่ง H.J. Heinz ค้นพบวิธีที่จะรักษาน้ำซอสมะเขือเทศไว้ได้นานขึ้น จึงเกิดเป็น Heinz ketchup จนถึงทุกวันนี้


เป็นยังไงบ้างครับ คงไขข้อข้องใจของใครหลายคนเลยนะครับ กับเบื้องหลังอาหารที่หลายคนต้องคิดว่าเป็นอาหารของชาวอเมริกันแน่นอนเลย แต่เพื่อนๆ รู้กันไหมครับว่า ยังมีอาหารอีกมากมายที่เรายังไม่ได้มาบอกกันถ้าใครมีอะไรดีก็เอามาแชร์กันได้ครับ

 


avatar
by The Invisible Boy

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon