อิสรภาพทางการเงินคืออะไร ไขคำตอบที่นี่

posted: 2 years ago
อิสรภาพทางการเงินคืออะไร ไขคำตอบที่นี่

comments

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คำที่เรียกว่าเป็นคำที่ฮอตฮิตติดชาร์ทในทศวรรษนี้เลยคงนี้ไม่พ้นคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” แต่ถ้าถามลงไปลึกๆ จริงๆ อะไรคือคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom)” เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะตอบว่าก็ทำอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องสนใจเรื่องเงินนั่นแหละ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “รวย” นั่นเอง

คนยุคสมัยนี้เสพย์ติดคำว่าอยากที่จะ “รวย” เรียกได้ว่าเวลาไปไหว้พระที่ไหนก็จะขอให้รวยเสมอ แล้วเคยย้อนถามตัวเองมั้ยว่า 1,000,000 บาท 10,000,000 หรือว่า 100,000,000 บาท แค่ไหนถึงจะเรียกว่า “รวย” ได้สักที? แล้วรู้ได้อย่างไรว่ามันจะพอให้เรามีอิสรภาพจริงๆ? ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าหากเรามองเป็นตัวเลขหรือตัวเงิน เท่าไหร่ก็ไม่พอหรอก เมื่อเรามีมากก็อยากมีมากขึ้นไปอีก เพราะโดยพื้นฐานของความเป็นมนุษย์คือความโลภอยู่แล้ว

pic

แต่ถ้าพูดถึงคำว่า “รวย” จริงๆ แล้วอยากให้มองว่า คนที่มี “รายรับ” มากกว่า “รายจ่าย” ในทุกๆ เดือนแค่นี้ก็โอเคแล้วล่ะ นั้นหมายความว่าคนที่สามารถควบคุม “รายจ่าย” ได้นี้ก็จะมีโอกาสเป็นคนรวยมากขึ้น แต่นอกจากรายจ่ายที่เราต้องควบคุม แหล่งรายได้ก็เป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งถ้าเราแบ่งที่มาของรายได้แบบง่ายๆ จะสามารถแบ่งได้เป็น 2 ทาง

1.) Active Income

รายได้จากการใช้เวลาแลกเงิน วันไหนที่เราไม่ทำงานก็จะไม่ได้เงิน เช่น พนักงานประจำกินเงินเดือน ฟรีแลนซ์รับค่าจ้างจากการทำงานเป็นชิ้นๆ เป็นต้น

2.) Passive Income

คือรายได้จากการให้เงินทำงานแทนเรา นั้นก็คือการถือครองสินทรัพย์ที่สามารถผลิต “กระแสเงินสดรับ (Cash In Flow)” ให้กับเราได้ไม่ว่าจะเป็น เงินปันผลจากหุ้นที่เราลงทุนไว้ ดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคาร ค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่ค่าลิขสิทธิ์จากการเขียนหนังสือก็ตาม

ซึ่งถ้าเรามีรายได้ทั้งที่เป็น Active income + Passive Income แล้วมากกว่ารายจ่าย แบบนี้ก็ถือว่าเป็นคนที่รวยใช้ได้แล้วล่ะ แต่ถ้าจะไปให้ถึงคำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” แล้วล่ะก็…ต้องมีรายได้แบบ Passive Income มากกว่า “รายจ่าย” ถ้าเราสามารถทำได้เราก็เป็บคนที่มี “อิสรภาพทางการเงิน” เรียบร้อยแล้ว

iStock_71494217_XLARGE-2

คำถามต่อไปที่หลายๆ คนอาจจะสงสัยกันต่อแล้วว่า การที่จะมี Passive Income ให้มากกว่า “รายจ่าย” ได้เนี่ย เราต้องลองมาคุยกันด้วยเหตุผลก่อนว่า สมมติว่าเรามี “รายจ่าย” เดือนละ 20,000 บาท แสดงว่าเราต้องมี Passive Income อย่างน้อย 20,000 บาทต่อเดือนถึงจะมีอิสรภาพทางการเงินอย่างที่เราอยากได้

ก่อนที่เราจะไปคิดว่าเราจะมี Passive Income ลองนึกถึงว่าถ้าเราจะมี Active Income 20,000 บาทต่อเดือนก่อน ถ้าปัจจุบันอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลา 18 ปี เพื่อเรียนให้จบปริญญาตรีเพื่อรับเงินเดือนที่จะได้ประมาณ 20,000 บาท แปลว่าถ้าเราจะมี Passive Income ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่คิดแน่นอน อาจจะต้องตั้งเวลา ที่จะสามารถหา Passive Income ให้ได้

ถ้าให้พูดถึงการลงทุนที่สร้าง Passive Income ได้ดีที่สุดต้องยกให้ “อสังหาริมทรัพย์” ซึ่งเราจะสามารถหา “ค่าเช่า” จากอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น Passive Income ได้ โดยทั่วไปการลงทุนในอสังหริมทรัพย์เราคาดหวัง “ค่าเช่า” ประมาณ 6 – 8% ต่อปี ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ตัวอย่างเช่น ถ้าอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 3,000,000 บาท ค่าเช่าที่ควรปล่อยเช่าได้ก็ควรจะประมาณ 180,000 – 240,000 บาทต่อปีหรือเดือนละประมาณ 15,000 – 20,000 บาทเดือน

iStock_61440694_XLARGE-2

ดังนั้นถ้าเราอยากได้ Passive Income เดือนละ 20,000 บาทตามโจทย์ที่เราคุยกัน เราก็ต้องหาอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 3,000,000 บาทที่ปล่อยเช่าได้ 8% ต่อปี จากนั้นเราก็ต้องวางแผนว่าเราจะหาเงินทั้ง 3,000,000 บาทเพื่อมาซื้อได้อย่างไรบ้าง

เรื่องอสังหาริมทรัพย์ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น จริงๆ แล้วเราสามารถเอาแนวคิดไปประยุกต์กับแนวทางอื่นๆ ได้ เช่นการเขียนหนังสือเพื่อรับค่าลิขสิทธิ์เหนื่อยครั้งเดียวแค่เก็บค่าลิขสิทธิ์ได้ตลอด เราก็ต้องวางแผนว่าเราเขียนหนังสืออะไร ออกกับสำนักพิมพ์อะไร ขายเล่มละเท่าไหร่ แล้วเราได้ลิขสิทธิ์เล่มละเท่าไหร่ลองมาคูณจำนวนเล่มที่เราต้องขายต่อเดือน แล้วลองประเมินดูว่าเป็นไปได้หรือไม่?

การวางแผนคือปัจจัยหลักของหนทางสู่ความสำเร็จโดยเฉพาะสำหรับใครที่มี Passive Income ที่เราต้องการก็ตาม เราต้องพยายามเปลี่ยนความคิดออกมาเป็นแผนการ แล้วเปลี่ยนแผนการเป็นการกระทำให้ได้


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon