พาส่องการจัดการ น้ำท่วม แบบญี่ปุ่น ด้วยอุโมงค์ “มหาวิหารพาร์เทนอน”

posted: 8 months ago
พาส่องการจัดการ น้ำท่วม แบบญี่ปุ่น ด้วยอุโมงค์ “มหาวิหารพาร์เทนอน”

comments

หลังจากเจอปรากฏการณ์ สวนสยาม ทะเลกรุงเทพฯ รอบเมืองกรุงกันไปหมาดๆ เมื่อช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมา แน่นอนว่าด้วยปริมาณน้ำฝนที่ว่ากันว่า มากกว่าการตกทั้งเดือนที่ผ่านๆ มา ทำให้น้ำไม่สามารถระบายได้ทัน ทำให้เกิดน้ำท่วมขึ้นในบางจุด

วันนี้ Rabbit Daily จะพาทุกคนไปดูกันสิว่า ที่ญี่ปุ่น ประเทศที่ประสบปัญหาภัยพิบัติมานับไม่ท่วมนั้น จะมีวิธีการแก้ไขน้ำท่วมอย่างไรกันบ้างนะ ?

 


อุโมงค์ยักษ์ เสมือน “มหาวิหารพาร์เทนอน” ใต้กรุงโตเกียว

ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของกรุงโตเกียวนั้น อยู่ในเขตพายุไซโคลน ทำให้ในแต่ละปีจะพัดเข้าถล่มหลายต่อหลายครั้ง เป็นเหตุให้ปัญหาเรื่อง น้ำท่วม ระบบการระบายน้ำ กลายเป็นมติสำคัญที่กรุงโตเกียวจำเป็นจะต้องแก้ปัญหา ซึ่งก็ทำให้เกิดโครงการเพื่อรองรับกับปัญหาต่างๆ เหล่านั้นขึ้นมา ด้วยการใช้อุโมงค์ในการระบายน้ำนั่นเอง

แน่นอนว่า ระบบการจัดการน้ำท่วม ของญี่ปุ่นนั้น ก็มีอุโมงค์ไว้คอยระบายน้ำเหมือนที่ไทยเช่นกัน แต่ตัวอุโมงค์ที่ว่านั้น เรียกได้ว่าเป็นอุโมงยักษ์ ที่มีความสูงมากกว่า 5 ชั้น และก่อสร้างไว้ใต้ดินชานกรุงโตเกียว ซึ่งโครงสร้างภายในนั้น บอกได้เลยว่า เหมือน มหาวิหารพาร์เทนอนไม่มีผิด!

อุโมงค์ยักษ์ทั้งหมดนี่ ถือเป็นผลงาน ที่จะช่วยให้ชาวญี่ปุ่นในกรุงโตเกียวกว่า 13 ล้านคน รอดพ้นจากปัญหาน้ำท่วม โดยใช้เวลาในการก่อสร้าง นานกว่า 13 ปี และใช้งบประมาณมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 92,000 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการทั้งหมด

โดยโครงการอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ เพื่อป้องกันน้ำท่วมเมืองหลวงของญี่ปุ่น ที่เรียกว่า 首都圏外郭放水路 ( shutoken gaikaku hosuiro ) หรือ G-Cans Project นับได้ว่าเป็นระบบระบายน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกแห่งก็ว่าได้

 


RTR2RNO7_231537



ส่องอุโมงค์ยักษ์ เขามีการทำงานยังไงนะ

จากที่เราได้กล่าวไปแล้วข้างต้น อุโมงค์ยักษ์ของญี่ปุ่นนั้น จะซ่อนตัวอยู่ใต้กรุงโตเกียวในจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ใต้ที่ตั้งของทำเนียบรัฐบาลญี่ปุ่น สนามกีฬาฟุตบอล และสนามสเก็ตบอร์ด เป็นต้น

อุโมงค์ยักษ์ มีความยาว 320 ฟุต และมีความสูงมากกว่าตึก 5 ชั้น ซึ่งขนาดของมันทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยน้ำที่ถูกระบายออกมานั้น จะถูกส่งต่อผ่านอุโมงค์ความยาวกว่า 6.4 กิโลเมตร ไปยังพื้นที่เกษตร และยังถูกผันไปลงในแม่น้ำสายต่างๆ


gcans


 

แต่ถ้าปริมาณน้ำในอุโมงค์มีมากจนเกินไป จนอุโมงค์ไม่สามารถรับไหวได้ ก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะทางวิศวกรก็ได้หาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยการติดตั้งกังหันน้ำ ที่มีกำลังแรงเทียบเท่ากับเครื่องยนต์เจ็ทของเครื่องบินโบอิ้ง 737 โดยกังหันดังกล่าว จะช่วยทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ระบบระบายน้ำ G-Cans ยังเชื่อมโยงกรุงโตเกียวเข้ากับเมืองคาสุคาเบะ จังหวัดไซตามะ ที่อยู่ใกล้เคียง โดยมีถังเก็บน้ำขนาดยักษ์ 5 ถัง เชื่อมต่อกับอุโมงค์ที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน 50 เมตร และมีความยาว 6.4 กิโลเมตร

ความโดดเด่นของอุโมงค์นี้คือ มีเสาคอนกรีตขนาดยักษ์ 59 ต้นที่เชื่อมต่อกับเครื่องระบายน้ำ 78 ตัว ที่สามารถระบายน้ำ 200 ตันต่อวินาทีลงสู่แม่น้ำเอโดะ เพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงโตเกียวในฤดูฝนหรือช่วงที่มีพายุไต้ฝุ่น

 


885273-img_rah8fb_1nhuq


ไม่ใช่แค่อุโมงค์ยักษ์ แต่ความร่วมมือ การจัดการก็สำคัญ

จริงอยู่ที่ญี่ปุ่นเอง มี ระบบระบายน้ำ G-Cans และอุโมงค์ยักษ์เข้ามาช่วย แต่เจ้าหน้าที่ก็ได้บอกเอาไว้เช่นกันว่า การเตรียมพร้อม และ การจัดระเบียบผังเมือง ทั้งหมดก็สำคัญเช่นกัน

โดยกรุงโตเกียวจะมีการซ้อมรับมือภัยพิบัติต่างๆ เป็นประจำ ขณะที่การก่อสร้างในเมืองของญี่ปุ่นถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่ให้กีดขวางเส้นทางระบายน้ำ

นอกจากนี้ ระบบการจัดเก็บและคัดแยกขยะของญี่ปุ่นก็มีส่วนสำคัญในการป้องกันน้ำท่วม โดยเมืองต่างๆ ของญี่ปุ่นมีระเบียบการคัดแยกขยะประเภทต่างๆ เพื่อทิ้งในแต่ละวันของสัปดาห์อย่างเคร่งครัด

ผู้ที่ไม่คัดแยกขยะ,ทิ้งผิดประเภทผิดวัน หรือทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง ไม่เพียงแต่ขยะจะไม่ถูกเก็บไปเท่านั้น แต่ยังอาจถูกปรับเป็นเงินจำนวนมาก

เราจะสังเกตุได้เลยว่า หากมีจุดไหนที่เริ่มมีน้ำท่วม ที่ญี่ปุ่นจะไม่มีขยะลอยไปลอยมา เมื่อเริ่มการระบายน้ำจึงสามารถทำได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น



nxwzj3c1i6iBcP9d8Vy-o


 

โมเดลอุโมงค์ยักษ์ระดับโลก

ด้วยระบบ และการเตรียมความพร้อมนี้ ทำให้อุโมงค์ยักษ์ดังกล่าว กลายเป็นอุโมงค์ต้นแบบที่ทั่วโลก นิยมนำไปศึกษาเป็นแนวทางในการพัฒนาและแก้ปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะกับประเทศที่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมบ่อยๆ

แน่นอนว่า ตัว มหานครนิวยอร์ก จาก สหรัฐฯ เอง ก็ได้นำโมเดลเหล่านี้ไปศึกษาเช่นกัน แต่เนื่องจากใต้ดินของนิวยอร์กนั้น มีระบบรถไฟใต้ดินครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมือง อีกทั้งยังมีระบบระบายน้ำเสีย และสายไฟฟ้าใต้ดินที่ระโยงระยางเต็มพื้นที่  รวมไปถึงปัญหาคลื่นกระทบฝั่งหรือสตอร์มเสิร์จอยู่บ่อยครั้ง

ทำให้วิศวกรจากนิวยอร์กยังต้องศึกษาให้ถี่ถ้วน เนื่องจากลึกๆ แล้ว ตัวโครงสร้างบ้านเมืองก็ไม่ได้เหมือนกับญี่ปุ่น


ab6ef45554f820e267617d1efe90c0b2


 

อยากแวะไปดู แวะไปเที่ยว ก็ทำได้นะ!

แน่นอนว่าไม่เพียงแค่ใช้งานในการช่วยระบายน้ำของกรุงโตเกียว และเป็นโมเดลสำหรับประเทศอื่นเท่านั้น หากใครที่สนใจ อยากจะไปเที่ยว หรือไปเยี่ยมชมก็สามารถทำได้!

สำหรับใครที่อยากจะไปเที่ยว อยากจะไปดูชัดๆ ให้เห็นกับตา ให้เริ่มต้นกับการจองวันจากเว็บไซต์ www.ktr.mlit.go.jp เพื่อขอเข้าเยี่ยมชมก่อน

เมื่อถึงวันที่จองเพื่อเข้าเยี่ยมชม เราสามารถนั่งรถไฟสาย Nobu Toda Line ลงสถานี Minami-Sakurai แล้วต่อ Taxi อีกประมาณ 5 – 7 นาที บอกคนขับว่าไป shutoken gaikaku hosuiro (首都圏外郭放水路) หรือ ริวคิวคัง (ชื่อเล่นของอุโมงค์ระบายน้ำ) ได้เลย

หลังจากที่ไปถึงแล้ว ก็ให้ไปเช็กชื่อกับเจ้าหน้าที่ที่ตึกปฏิบัติการกันก่อน จากนั้นเราก็จะได้ป้ายห้อยคอสำคัญ เพื่อเข้าไปบนตึกปฏิบัติการ หรือในอุโมงค์ แนะนำว่าควรคล้องไว้กับตัวตลอดเวลา

 


Gcans-centralcontrolroom-feb2008


โดยการเยี่ยมชมนั้น เจ้าหน้าที่จะอธิบาย และแจ้งถึงข้อควรระวัง และข้อห้ามเมื่อเวลาที่เราลงอุโมงค์ พาชมโมเดลจำลองระบบ ห้องควบคุม และอธิบายหลักการทำงานของอุโมงค์ยักษ์ พร้อมชมวีดีโอการทำงานจริงของอุโมงค์ที่บันทึกไว้ขณะที่มีพายุฝนหนัก

เสร็จแล้วก็กรอกใบยินยอม เนื่องจากเราจะต้องขึ้นลงบันไดกว่า 200 ขั้น โดยที่ไม่มีลิฟต์ เพื่อลงไปเยี่ยมชมอุโมงค์ยักษ์ที่ว่า และเมื่อลงไปถึง ในจุดนี้เราสามารถเดินไปมารอบๆ ไม่เกินเขตุที่กั้นไว้ได้ โดยเราสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่เพื่อให้ความรู้เพิ่มเติมได้ตลอดเวลา

แต่การจะไปนั้น เราขอแนะนำว่า คนที่จะเข้าไปทัศนศึกษาที่นี่ได้นั้น จะต้องพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี หรือมีคนที่สามารถสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ได้ดี เนื่องจากเหตุผลเรื่องความปลอดภัย

 



เราจะเห็นได้ว่า การจัดการกับน้ำท่วมของญี่ปุ่นนั้น ไม่ได้พึ่งเพียงแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ยังได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ และประชาชน ทำให้การจัดการกับระบบระบายน้ำต่างๆ มีประสิทธิภาพ และรวดเร็วมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

สำหรับใครที่อยากจะเริ่มต้นเล็กๆ น้อยๆ ในการช่วยระบบการจัดการน้ำ คุณอาจจะไม่ต้องเป็นถึงขั้นผู้ว่าฯ เพียงแค่ทิ้งขยะให้ลงถัง ร่วมมือกันเล็กๆ น้อยๆ ดูแลบ้านเมืองให้สะอาด บางทีน้ำอาจจะระบายได้เร็วขึ้น และเพนนี่ ไวนซ์ที่ท่อระบายน้ำของกรุงเทพอาจจะไม่จมน้ำปุ๋งๆ ก็ได้ ใครจะไปรู้!


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon