ไม่อยากพลาดหุ้นตัวเจ๋งๆ ต้องหัดอ่านงบการเงิน

posted: 1 year ago
ไม่อยากพลาดหุ้นตัวเจ๋งๆ ต้องหัดอ่านงบการเงิน

comments

นักลงทุนในตลาดหุ้นไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนระยะสั้นหรือนักลงทุนระยะยาว ต่างก็ควรให้ความสนใจ “งบการเงิน” ของบริษัทโดยมีการเปิดมาอ่านก่อนที่จะเริ่มลงทุน เพื่อดูว่าบริษัทที่เราลงทุนสถานการณ์เป็นอย่างไร แนวโน้มบริษัทไปทางไหน มีความเสี่ยงอะไรที่ไม่ควรเข้าไปซื้อหรือเปล่า เพราะหากเราเลือกที่จะลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดีแม้จะซื้อไปแล้วราคาตกลงมา ก็ยังสบายใจที่จะถือต่อ ถึงจะดอยหน่อยๆ ก็ยังรับได้ หรือคนที่ลงทุนระยะยาวก็เอาไว้ติดตามข้อมูลการลงทุนว่าหุ้นที่เราซื้อมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานที่จะกระทบกับราคาหุ้นหรือเปล่า



อย่างไรก็ดี นักลงทุนไม่ควรมองข้ามงบการเงิน ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวไว้ว่า งบการเงิน คือ รายงานผลประกอบการของบริษัท ซึ่งจัดขึ้นตามวิธีการบัญชี โดยเป็นรายงานกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่งๆ อาจจะเป็น 3 เดือน 6 เดือน 9 เดือน หรือ 12 เดือน

อัตราส่วนทางการเงิน

เป็นการวิเคราะห์หุ้นอย่างหนึ่ง โดยการนำข้อมูลในงบการเงินมาหาความสัมพันธ์ระหว่างรายการหนึ่งกับรายการหนึ่ง แบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ อัตราส่วนแสดงสภาพคล่อง อัตราส่วนแสดงความเสี่ยง อัตราส่วนแสดงประสิทธิในการทำกำไร และอัตราส่วนแสดงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

• อัตราส่วนแสดงสภาพคล่อง เป็นอัตราส่วนการวัดสภาพคล่องของบริษัท เปรียบเทียบระหว่าง สินทรัพย์หมุนเวียน และหนี้สินหมุนเวียน ถึงหลักการต่างๆ ดังนี้
1. บอกถึงความมีสภาพคล่องของบริษัท
2. ความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น

ค่าที่ดีควรมากกว่า 1 เท่า แสดงว่าบริษัทนั้นๆ มีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน มีสภาพคล่องสูง เพียงพอต่อการชำระหนี้ เราจึงควรเลือกบริษัทที่มีอัตราส่วนสภาพคล่องที่มากกว่า 1 เท่า ตอนนี้หุ้นที่คุณมองนั้นผ่านเกณฑ์ข้อนี้รึยัง?



• อัตราส่วนแสดงหนี้สิน แน่นอนอยู่แล้วว่าเมื่อไรที่พูดถึงเรื่องหนี้ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีเท่าไร เช่นเดียวกับอัตราส่วนการวัดภาระหนี้สิน หากค่ายิ่งสูง ยิ่งเสี่ยง หนี้ยิ่งเยอะ แสดงถึง ภาระหนี้สินที่บริษัทแบกรับ โดยอาจเกิจจากการกู้ยืมมาเพื่อลงทุนนั้นเอง

 

• อัตราส่วนแสดงความสามารถในการทำกำไร ค่าทั้งหลายเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกความสามารถในการทำกำไรของบริษัท ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้น คำตอบที่ได้ ยิ่งสูง ยิ่งดี รายได้เยอะ กำไรเยอะ แสดงถึง ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของบริษัท บริษัทแข่งแกร่ง มีความได้เปรียบคู่แข่งสูง จากความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์ และส่วนของผู้ถือหุ้น

• อัตราส่วนประเมินความถูกแพง
1. ค่า PE จะเป็นค่าที่บอกว่า นักลงทุนยอมจ่ายราคาหุ้นกี่บาท เพื่อให้ได้กำไร 1 บาท หรืออาจจะมองว่า PE บอกว่า ณ ระดับราคาที่เราซื้อนั้น อีกจำนวนกี่ปีถึงคืนทุน
2. ค่า PBV เป็นตัวบอกคุณว่า คุณซื้อแพง หรือ ถูกกว่า เจ้าของ ถ้า PBV ต่ำกว่า 1 แสดงว่า คุณซื้อถูกกว่าเจ้าของ ในทางตรงกันข้ามกัน หาก PBV สูงกว่า 1 บอกได้เลยว่า คุณกำลังซื้อแพงกว่าเจ้าของเองซะอีก แต่ PBV นั้นไม่ใช่ไม่ดีเสมอไป เพียงเป็นหนึ่งในอัตราส่วนที่บอกคุณว่า คุณซื้อถูกหรือแพงกว่าเจ้าของเท่านั้นเอง
3. Dividend Yield ที่ดีนั้นต้องมาจ่ายมาจากกำไรสิทธิ ถึงจะดี แต่ถ้าเป็นการขายสินทรัพย์ รับรู้รายได้ และมาจ่ายเป็นเงินปันผล อย่างนี้ไม่ดีแน่ เพราะเป็นการรับรู้กำไรแค่เพียงชั่วคราว
– เงินปันผล เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ต้องมีการเติบโต
– จ่ายสม่ำเสมอ ดีกว่าจ่ายเยอะๆ แต่ปีนี้จ่าย ปีหน้าไม่จ่าย
– Dividend Payout > 50%


แต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมจะมีลักษณะเฉพาะของตน งบการเงินจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ธุรกิจบางอุตสาหกรรมจะมีลักษณะรายได้เป็นฤดูกาล คือในแต่ละไตรมาสอาจไม่เท่ากัน เช่น กลุ่มท่องเที่ยวมี High Season, Low Season จึงควรฝึกดูงบในเบื้องต้นให้ครบทั้ง 4 ไตรมาส เพื่อให้เกิดความเข้าใจในธุรกิจเพิ่มขึ้น


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon