เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบกว่า 3 ปี แตะ 32.22 บ.ต่อดอลลาร์ฯ

posted: 8 months ago
เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบกว่า 3 ปี แตะ 32.22 บ.ต่อดอลลาร์ฯ

comments

ตั้งแต่ต้นปีเงินบาทแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้ระดับ 32.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบกว่า 3 ปี สอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ยังคงไร้ปัจจัยสนับสนุนที่มีนัยสำคัญ แม้ว่าในปีนี้จะเป็นปีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังคงทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นท่าทีที่แตกต่างไปจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทยซึ่งมีโอกาสทรงตัวที่ระดับ 1.50% ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของปี 2561 ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า ความผันผวนของทิศทางค่าเงินบาทท่ามกลางความไม่แน่นอนของหลายๆ ปัจจัยในต่างประเทศ จะยังคงเป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องในปีนี้



ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า หลังเปิดตลาดปี 2561 เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 3 ปีที่ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ฯ หลังแข็งค่าทะลุแนว 32.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งน่าจะเป็นแนวสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ตามปัจจัยทางเทคนิคตามมา นอกจากนี้ เงินบาทก็ยังมีแรงหนุนจากการกลับเข้ามาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่วันทำการแรกๆ ของปีด้วยเช่นกัน และแม้ว่า กระแสการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ จะทำให้สกุลเงินอื่นๆ ในเอเชีย รวมถึงเงินหยวนปรับตัวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นเช่นเดียวกับเงินบาท แต่คงต้องยอมรับว่า ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ส่งผลหนุนให้เงินบาทมีอัตราการแข็งค่าเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค เมื่อเทียบกับระดับปิด ณ สิ้นปี 2560 ที่ผ่านมา

ส่วนปัจจัยบวกที่สำคัญของเงินบาทในปี 2561 ยังมาจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานะดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มีความเป็นไปได้ที่ไทยอาจจะบันทึกยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้ในระดับที่สูงกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ติดต่อกันเป็นปีที่สาม (ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 4.54 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2560 หลังจากที่เกินดุลสูงถึง 4.82 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ในปี 2559 ที่ผ่านมา)

นอกจากนี้แนวโน้มการขยายตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทย ตลอดจนความคืบหน้าของตารางเวลาทางการเมืองในประเทศ ก็น่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินต่อเนื่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด (ด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยและการลดงบดุล) ไปได้บางส่วน ทั้งนี้ แม้ว่าการดำเนินนโยบายการเงินของไทย จะยังคงมีท่าทีเป็นแบบผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ก็คงต้องยอมรับว่า อัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ของไทย โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนระยะยาว ก็น่าจะสามารถทยอยขยับขึ้นตามทิศทางอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรในต่างประเทศได้

อย่างไรก็ดีความไม่แน่นอนของอีกหลายปัจจัยอาจทำให้กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงหลังจากนี้มีความผันผวน โดยเฉพาะประเด็นจากฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง “ปัจจัยบวก” หรือ “ปัจจัยลบ” ต่อทิศทางค่าเงินบาทในระยะที่เหลือของปี

• จังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และท่าทีของสมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ซึ่งช่วงเวลาสำคัญของปัจจัยนี้ จะอยู่ที่รอบการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 20-21 มีนาคม 2561 เพราะในรอบดังกล่าว ไม่ใช่เป็นเพียงการประชุมที่จะมีประธานเฟดคนใหม่เท่านั้น แต่จะเป็นรอบที่มีการเปิดเผยรายงาน Dot plot ซึ่งสะท้อนมุมมองต่อระดับอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ตลอดจนแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่น่าจะมีการประเมินผลกระทบจากแผนปฏิรูปภาษีล่าสุดแล้ว ซึ่งภาพดังกล่าว อาจมีผลทำให้แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด กลับมาเป็นจุดสนใจของตลาด และหนุนการฟื้นตัวของเงินดอลลาร์ฯ ได้ในระหว่างปี

• สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก อาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ขยับมายืนเหนือระดับ 60 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลตั้งแต่ช่วงปลายปี 2560 อาจทยอยเริ่มมีผลหนุนทิศทางเงินเฟ้อ และ “การคาดการณ์เงินเฟ้อ” ของสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ปัจจัยนี้ จะช่วยทำให้จังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดมีภาพที่ชัดเจนมากขึ้น และน่าจะช่วยลดทอนแรงกดดันที่มีต่อทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ฯ เช่นกัน



• ปัจจัยทางการเมืองทั้งในและระหว่างประเทศของสหรัฐฯ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ ปมปัญหาในตะวันออกกลาง ตลอดจนประเด็นทางการเมืองภายในของสหรัฐฯ และคะแนนความนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยในปีนี้จะมีกำหนดการเลือกตั้งกลางเทอมของสภาคองเกรสในเดือนพฤศจิกายน ดังนั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนที่นั่งในสภาของพรรครีพับลิกันแล้ว ก็อาจกระทบต่อการพิจารณาผ่านร่างกฎหมายต่างๆ ได้ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ความผันแปรของสถานการณ์ทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกของสหรัฐฯ มักจะเป็นปัจจัยที่กดดันให้เงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลง

สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารกสิกรไทย เช้าวันนี้ (วันศุกร์ที่ 5 มกราคม 2561) เมื่อเวลา 08.01 น. ดอลลาร์สหรัฐ รับซื้อที่ 30.93 บาท ขายออก 32.48 บาท ยูโรอยู่ที่ระดับ 39.58 บาทต่อยูโร ปอนด์อยู่ที่ 45.48 บาทต่อปอนด์ เงินหยวนของจีนอยู่ที่ 5.15 บาทต่อหยวน และเงินเยนของญี่ปุ่นอยู่ที่ 0.29808 บาทต่อเยน


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon