เตรียมความพร้อมก่อนก้าวไปเป็น Startup! ฉบับเข้าใจง่าย

posted: 2 years ago
เตรียมความพร้อมก่อนก้าวไปเป็น Startup! ฉบับเข้าใจง่าย

comments

เดี๋ยวนี้หันไปทางไหนก็ได้ยินแต่คำว่า ‘สตาร์ทอัพ’ (Startup) ซึ่งเป็นธุรกิจแนวใหม่ที่คนรุ่นใหม่หลายคนให้ความสนใจ เรียกได้ว่ากำลังมาแรงมากๆ ในประเทศไทย แล้วเคยสงสัยกันไหมว่าไอ้เจ้าสตาร์ทอัพเนี่ยมันคืออะไร ? แล้วหากเราต้องการที่จะหันหลังให้ชีวิตมนุษย์เงินเดือน แล้วประกอบธุรกิจสตาร์ทอัพของตัวเองล่ะ…จะทำได้ไหมและมีความเสี่ยงอะไรบ้าง ? เลิกเอามือกุมขมับพร้อมบอกลาความไม่เข้าใจซะ เพราะ Rabbit Daily จะมาเป็นผู้ช่วยในการยื่นกุญแจไขความลับ 4 หนทางสู่การเตรียมความพร้อมเป็นสตาร์ทอัพฉบับเข้าใจง่ายๆ ! (อ้างอิงมาจากการบรรยาย  How to Start a Startup ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ชมการบรรยายแบบเต็มๆ คลิกที่นี่ แล้วคุณจะรู้ว่าการเป็นสตาร์ทอัพนั้นจะต้องสตาร์ทจากอะไรบ้าง !


สตาร์ทอัพคืออะไร ทำไมต้องสตาร์ทอัพ

Business People Meeting Growth Success Target Economic Concept

คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่เบื่อหน่ายกับชีวิตมนุษย์ออฟฟิศที่แสนจำเจ หรือไม่ก็อยากเป็นเจ้านายตัวเอง และอยากสร้างธุรกิจที่รักขึ้นมาสักธุรกิจ แน่นอนว่าคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ที่อยู่ในวัยทำงานช่วงอายุ 25-35 ปี หลายๆ คนมีความใฝ่ฝันถึงการมีอิสรภาพทางการเงิน เพื่อควบคุมวิถีอิสระในชีวิตของตัวเอง

เราขอแนะนำให้รู้จักกับ ‘สตาร์ทอัพ’ ซึ่งเป็นคำที่ถูกกล่าวถึงในแวดวงธุรกิจในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่วนมากจะใช้ในบริษัทวงการไอที ซึ่งมีที่มาจาก Silicon Valley สถานที่แห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ที่เป็นแหล่งรวมตัวของบริษัทด้านไอทีชั้นนำมากมาย

สตาร์ทอัพ เป็นการทำธุรกิจใหม่โดยเริ่มด้วยจำนวนคนไม่กี่คน แต่ถูกออกแบบมาให้เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยอาศัยการวางกลยุทธ์และเทคนิคต่างๆ รวมถึงพัฒนาด้านไอทีควบคู่ไปด้วย เพื่อเปิดโอกาสในการมองหาหุ้นส่วนทางธุรกิจ พูดง่ายๆ ก็คือหากสตาร์ทอัพของเราน่าสนใจ จะดึงดูดบรรดานักธุรกิจอิสระให้มาร่วมลงทุนด้วยนั่นเอง ถ้าให้ยกตัวอย่างธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่เริ่มต้นมาจากสตาร์ทอัพที่หลายๆ คนรู้จักก็คงจะเป็น Facebook Instagram และ Google ที่เริ่มจากไอเดียสร้างสรรค์โดยคนไม่กี่คน และเมื่อพัฒนาให้เติบโต ก็สามารถขอเงินทุนจากบรรดานักลงทุนมาต่อยอดธุรกิจจนประสบความสำเร็จอย่างเช่นทุกวันนี้


‘นักลงทุน’ เทพบุตรแห่งวงการสตาร์ทอัพ

Economic capital injection concept, Businessman invest in capital economic

การที่สตาร์ทอัพถูกวางแผนมาให้เป็นธุรกิจที่เติบโตแบบก้าวกระโดด แน่นอนว่านอกจากบุคลากรแล้ว ยังจำเป็นต้องมี ‘เงินทุน’ ในการพัฒนาธุรกิจ คำถามคือสตาร์ทอัพเริ่มจากคนไม่กี่คน แล้วเอาเงินทุนมาจากไหน ? สำหรับคำตอบนั้นก็ไม่ต้องเดาให้เหนื่อย เพราะสตาร์ทอัพต้องใช้เงินจากบรรดา ‘นักลงทุน’ น่ะสิ

หากคุณคิดจะทำสตาร์ทอัพ คุณจะต้องเข้าสู่ประเพณีการหาเงินทุนด้วยการ ‘ขอเงิน’ จากนักลงทุน และแน่นอนว่านักลงทุนทั้งหลายไม่ได้ให้เงินคุณมาใช้แบบฟรีๆ หรอก เอาตรงๆ เลยคือ จะขอเงินเขา…ก็ต้องให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจของคุณด้วยหรือให้เขาเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในบริษัทนั่นเอง และหากสตาร์ทอัพของเราเติบโตมีรายได้ก็ต้องแบ่งปันส่วนกันนั่นเอง สำหรับกลุ่มนักลงทุนที่จะมาช่วยผลักดันธุรกิจสตาร์ทอัพ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน

  • Angel Investor
    นักลงทุนประเภทแรกจะควักเงินตัวเองออกมาจ่ายให้สตาร์ทอัพน้องใหม่ ซึ่งหากกลุ่มนักลงทุนกลุ่มนี้มองว่าสตาร์ทอัพของคุณไอเดียดี น่าสนใจ ก็จะให้เงินทุนคุณไปจ้างพวกพนักงานหรือบุคลากร รวมถึงซื้ออุปกรณ์และพัฒนาแอปพลิเคชั่นด้านไอทีต่างๆ ถ้าถามว่ากลุ่ม Angel Investor ยอมจ่ายระดับไหน ก็ต้องขอบอกว่าระดับหลักแสนถึงหลักล้าน แม้จะมีความเสี่ยง เนื่องจากกล้าลงทุนกับสตาร์ทอัพน้องใหม่ แต่หากมันติดตลาดขึ้นมาก็คงคุ้มค่ากับความเสี่ยง
  • Venture Capital
    เรามักจะเรียกกลุ่มนักลงทุนประเภทนี้สั้นๆว่า VC ขอบอกเลยว่ากลุ่ม VC เป็นนักลงทุนรายใหญ่ระดับเสี่ย ซึ่งแน่นอนว่าระดับนี้เขาจะไม่มาเสี่ยงลงทุนกับสตาร์ทอัพน้องใหม่เหมือนกับกลุ่มแรก เนื่องจากมองว่ายังเป็นสตาร์ทอัพที่อนาคตไม่แน่นอน แต่ VC จะเอาเงินระดับร้อยล้าน ! ไปลงทุนกับสตาร์ทอัพที่เติบโตแล้วเพื่อต่อยอดธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น Facebook ควักเงินทุนกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐซื้อ Instagram นั่นเอง (พวกนักลงทุนที่ลงทุนกับ Instagram ก็นั่งยิ้มมุมปากแบ่งกำไรกันหน้าบาน)

เทรนด์ยุคนี้ต้องเกาะ ‘เทคโนโลยี’ ไว้

IT consultant presenting tag cloud about information technology

ยุคโลกาภิวัตน์ในศตวรรษที่ 21 นี้ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าทุกการสื่อสารเชื่อมต่อกันอย่างง่ายดายผ่านเครือข่ายไร้สาย อีกทั้งเรายังมีคลังข้อมูลความรู้มหาศาลในโลกอินเตอร์เน็ต ก็แน่นอนอยู่แล้วว่าเทรนด์หนึ่งที่มาแรงต้องเกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพด้านการท่องเที่ยว การเงิน หรือการแพทย์ก็ต้องเกาะกระแสเทคโนโลยีไว้ จำไว้ว่าอินเตอร์เน็ตคือสิ่งที่เชื่อมต่อทุกสิ่งเข้าด้วยกัน เราต้องให้ความสำคัญกับเทรนด์ FIN TECH หรือ Financial Technology คือการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ มาผสมผสานเข้ากับธุรกิจการเงิน ทำให้การพัฒนาแอปพลิเคชั่นต่างๆได้รับความนิยมอย่างมาก  (อ้างอิง : วารสาร SME Thailand ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) เห็นไหมล่ะว่าไม่ว่าจะหันไปทางไหนคุณก็ต้องเจอกับเทคโนโลยีแล้วเทรนด์ยุคนี้มันจะหลุดไปจากการใช้เทคโนโลยีได้ยังไงล่ะ


เตรียมความพร้อมของใจก่อนก้าวไปสู่การเป็น ‘สตาร์ทอัพ’

หลังจากทุกคนรู้จักกับสตาร์ทอัพแล้ว เราลองมาเตรียมความพร้อมของใจในการก้าวไปสู่การเป็นสตาร์ทอัพกันดูบ้างสิว่าเราต้องเตรียมพร้อมด้านไหนบ้าง ใครที่กำลังมองหาโอกาสในการสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพของตัวเองก็ตั้งใจอ่านดีๆ ล่ะ !

1.เตรียมไอเดีย

Female Designer Planning Layout On Floor Of Modern Office

แน่นอนว่าการที่เราจะทำธุรกิจอะไรสักอย่าง เราต้องเริ่มจากการมี ‘ไอเดีย’ ก่อนเป็นอันดับแรก ไอเดียถือเป็นอิฐก้อนแรกของการทำธุรกิจ คุณต้องรู้ก่อนว่าคุณจะทำสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอะไร เข้ากับเทรนด์ในยุคนี้หรือไม่ ขั้นตอนสำคัญประการหนึ่งในการเตรียมไอเดียคือ คุณจะต้องทำการสำรวจตลาดเพื่อประเมินความนิยมของผู้บริโภคเสียก่อน (ยกตัวอย่างง่ายๆ คุณจะขายเค้ก คุณก็ต้องสำรวจว่ากลุ่มเป้ายหมายของคุณชอบกินรสอะไร และมีรายได้ประมาณเท่าไหร่ เพื่อจะได้ตั้งราคาเค้กให้เหมาะสม) ที่สำคัญอย่าลืมว่าไอเดียนั้นจะต้อง ดี เจ๋ง และแปลกใหม่ หากมีคนเคยทำธุรกิจลักษณะที่ใกล้เคียงกับคุณแล้ว คุณก็ต้องประยุกต์ให้เลิศยิ่งขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าในเมื่อเรามีไอเดียสตาร์ทอัพอยู่ในหัวแล้ว ก็ต้องแสดงออกสิ่งที่คิดออกมาเพื่อให้ผู้ชมฟังไอเดีย แต่ในความจริงแล้วเราต้องคิดในแง่มุมที่แตกต่างออกไป เพราะไอเดียเราอาจจะไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบหรือตรงกับรสนิยมของคนส่วนใหญ่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราแนะนำให้คุณต้องศึกษาตลาดผู้บริโภค


2.เตรียมสินค้า

Business Chart Report Statistic Planning Analysis Concept

หลังจากมีไอเดียดีแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเราก็จะมีผลิตภัณฑ์ สินค้า หรือบริการที่ดีมีคุณภาพ ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย การจะสร้างสินค้าให้เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าได้นั้นคุณจะต้องสำรวจกลุ่มเป้าหมายให้ทดลองใช้สินค้าและรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุง อาจใช้วิธีจัดกิจกรรมทดสอบตลาดรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ประเมินจากจำนวนผู้สนใจหรือผู้ร่วมลงทะเบียน เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์เรื่องนิสัยการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค ก่อนจะนำข้อสรุปเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจว่าสินค้าหรือบริการจากไอเดียของธุรกิจสตาร์ทอัพของคุณนั้นรุ่งหรือร่วง ! และสามารถต่อกรกับธุรกิจมากมายที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดได้หรือไม่ และที่สำคัญหากกลุ่มนักลงทุนสนใจสินค้าของคุณ คุณก็จะได้เดินสะดวกไปสู่ขั้นตอนการเตรียมลำดับที่ 3 !


3.เตรียมทีมงาน

Corporate Communication Business Sharing Support Concept

หลังจากที่เราเตรียมไอเดียและเตรียมสินค้าแล้ว ก็มาสู่ขั้นตอนของการเตรียมทีมงานหรือบุคลากร แน่นอนว่าหากคุณผ่านขั้นตอนการเตรียมสินค้ามาแล้ว ย่อมแสดงว่าสตาร์ทอัพของคุณมีหนทางก้าวต่อไป เพราะฉะนั้นการจะเพิ่มกำลังการผลิตก็ต้องลงทุนกับทรัพยากรบุคคล พูดง่ายๆ คือคุณก็ต้องไปจ้างคนเพิ่ม หากคุณได้พนักงานที่มีไฟและพร้อมที่จะเรียนรู้งานใหม่ๆอยู่เสมอ ก็ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะพนักงานของบริษัทสตาร์ทอัพจะเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนธุรกิจของคุณทะยานไปถึงจุดหมายได้ไม่ยาก ในขั้นตอนนี้คุณต้องรู้จักนำฐานข้อมูลลูกค้าที่สำรวจมาใช้ให้เป็นประโยชน์ด้วย เพื่อที่พนักงานของคุณจะได้สานต่องานได้อย่างราบรื่น หากคุณเตรียมทีมงานที่มีคุณภาพไว้แล้ว ก็เตรียมไปสู่การเตรียมในอันดับที่ 4 ที่จะเข้าสู่กการเติบโตเป็นสตาร์ทอัพอย่างเต็มตัว เพราะ ‘คุณ’ จะกลายเป็นหัวเรือในการกำกับทิศทางสตาร์ทอัพของตัวเองแล้วยังไงล่ะ


4.เตรียมการบริหาร

Leader encourage his team and congratulate them on success

ในที่สุดคุณก็ผ่านขั้นตอนการเตรียมไอเดีย เตรียมสินค้า แล้วก็มีพนักงานที่มาทำงานให้คุณแล้ว คุณก็จะได้บริหารธุรกิจสตาร์ทอัพของคุณอย่างเป็นทางการสักที ขอบอกไว้ก่อนว่าด่านนี้คือด่านหินทดสอบคนจริง! หากคิดเพียงผิวเผินดูเหมือนคุณกำลังอยู่บนเส้นทางแห่งความโชติช่วง หากทว่าในความเป็นจริงแล้ว ‘ชีวิตผู้บริหาร’ ไม่ได้สบายอย่างที่คุณคิดหรอก เพราะมันมีด้านมืดน่ะสิ…ในขณะที่เราเป็นลูกน้องเราเครียดกับงานแค่หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ แต่สำหรับผู้บริหารเขาต้องเครียดกับทุกอย่างของบริษัทนะ ลองคิดดูสิว่ากดดันแค่ไหนที่ต้องรับผิดชอบทีมงาน รับผิดชอบชีวิตพนักงาน ทั้งในเรื่องของเนื้องานและการจ่ายค่าจ้าง ทั้งนี้เมื่อคุณขึ้นเป็นผู้บริหารคุณอาจจะสะกดคำว่า ‘เวลาส่วนตัว’ ไม่เป็นอีกต่อไป เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเวลาไหนก็ต้องเตรียมพร้อมรับโทรศัพท์ตลอดเวลา ไหนจะต้องเรียนรู้วิธีการบริหารบุคลากรและการ ‘อยู่’ ให้ลูกน้องรักและพร้อมทำงานให้อีก ในขณะเดียวกันคุณก็ต้องหารายได้เข้าธุรกิจสตาร์ทอัพของคุณเพื่อนำเงินมาจ่ายพนักงานอีกนะ

ouvvznrzqxb1lahki4p3
Phil Libin

Phil Libin ซีอีโอของบริษัท Evernote เคยกล่าวไว้ว่า “การเป็นผู้บริหาร คือคุณต้องอยู่จุดสูงสุดของยอดพีระมิด มันเป็นยังไงน่ะเหรอ ? แม้ว่าหลายคนมองว่าการอยู่ในจุดนั้นคือได้เป็นเจ้านายของทุกคน แต่ความจริงแล้วเจ้านายที่แท้จริงของผู้บริหารก็คือ ลูกน้อง ลูกค้า คู่ค้า และสื่อมวลชน คุณต้องพึ่งพวกเขา”  อืม… ไม่ง่ายเลยจริงๆ เตรียมความพร้อมไว้ล่ะ !


สำหรับในประเทศไทยเองก็มีภาคเอกชนหลายแห่งที่ร่วมสนับสนุนให้คนหันมาเปิดธุรกิจสตาร์ทอัพเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ใครที่สนใจอยากทำสตาร์ทอัพก็ลองเข้าไปขอคำปรึกษาจากหน่วยงานเหล่านี้ดูเนอะ หวังว่าในอนาคตประเทศไทยเราจะมีสตาร์ทอัพระดับท็อปๆ ที่สร้างชื่อเสียงบนเวทีระดับโลกบ้าง ร่วมกันสนับสนุนคนมีฝันกันต่อไป !


avatar
by เคอร์เซอร์กะพริบ
อัพเดตกระแสฮิตติดโซเชียล เกาะติดอีเว้นท์ชิคๆรอบกรุง จับตาทุกความเคลื่อนไหวของเซเลบริตี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon