เตรียมรับมือตลาดหุ้น Startup

posted: 1 year ago
เตรียมรับมือตลาดหุ้น Startup

comments

ช่วงที่ผ่านมาถ้าใครได้ตามข่าวการลงทุนน่าจะเห็นข่าวเกี่ยวกับ “ตลาดหุ้น Startup” มีใจความว่ารองนายกฯ “สมคิด” สั่ง ก.ล.ต. ให้ใช้เวลา 3 เดือน ศึกษาหลักเกณฑ์ตั้งตลาดหุ้น Startup พร้อมเริ่มต้นได้ในปี 60 โดยแยกจาก SET เนื่องจากธุรกิจกลุ่มนี้เป็นธุรกิจเกิดใหม่ทุนจดทะเบียนต่ำ จึงมีความเสี่ยงสูงมากกว่าธุรกิจโดยทั่วไป

ซึ่งถ้ามองในส่วนของข้อดีของการที่ Startup จะมีตลาดเอาไว้ซื้อขายกันก็คือ ก่อนอื่นต้องเข้าใจธรรมชาติของ Startup ก่อนว่าเป็นธุรกิจที่ต้องการร่วมทุนเป็นทุนเดิมอยู่ แล้วถ้ามีการจัดตั้งตลาดหุ้นสำหรับเทรดหุ้น Startup จริงๆน่าจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้ามาในธุรกิจ Startup กันมากขึ้น เพราะจะช่วยให้สามารถระดมทุนได้มากขึ้น ประกอบกับเวลาที่ Startup จะเข้าตลาดได้ก็จะมีคนช่วยตรวจสอบมากขึ้น ก็น่าจะส่งผลดีต่อความน่าเชื่อถือของตัว Startup เองมากขึ้นด้วย ก็น่าจะช่วยให้คนลงทุนมั่นใจในการลงทุนได้มากกว่าดีกว่าไปใช้การร่วมทุนนอกตลาด (Private Equity) หรือ Venture Capital ที่ต้องอาศัยความรู้เฉพาะด้านมากๆ



แต่ส่วนตัวแล้วออกแนวเป็นห่วงมากกว่า เพราะธุรกิจ Startup ตอนนี้ส่วนใหญ่เรียกได้ว่า “รายรับ” ยังไม่แน่นอน ยิ่งบาง Starup โมเดลธุรกิจยังไม่นิ่งเลยด้วยซ้ำ แล้วปัญหาที่น่ากังวลก็คือขนาดตลาดหุ้นปกติยังมีรายย่อยเข้าไปซื้อขายกันเป็นจำนวนมาก แล้วก็ล้มหายตายจากไปจากตลาดกันอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะปี 2556-2558 ที่มีข่าวหุ้นปั่นกันมากถึง 40 ตัว แล้วรายย่อยก็เข้าไปติดหุ้นเหล่านี้กันเพียบ เพราะว่ารายย่อยยังไม่สามารถคัดเลือกหรือวิเคราะห์กันได้อย่างลึกซึ้ง ดูแต่เพียงราคาบนกระดานกันเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งกำไรเร็วและแรงเท่าไหร่ ยิ่งดึงดูดรายย่อยได้ดีเท่านั้น

แล้วขนาดตลาดหุ้นปกติที่มีรายรับและแผนธุรกิจที่ค่อนข้างชัดเจนก็ยังมีปัญหา “ติดดอย” กันให้เห็นอย่างต่อเนื่อง แล้วถ้าเป็นตลาด Startup ความไม่แน่นอนจะยิ่งสูงมาก ส่วนตัวที่เห็นก็คือส่วนมากจะเห็นแต่ Traffic ที่เข้ามาใช้แต่ยังไม่สามารถเก็บเงินผู้บริโภคได้อย่างเป็นกอบเป็นกำสักเท่าไหร่หรือแผนที่จะรับเก็บเงินผู้ใช้สักเท่าไหร่ แล้ว Startup ตอนนี้เปิดตัวและปิดตัวกันเป็นว่าเล่น ทำให้อัตราส่วนผู้รอดชีวิตที่จะทำ Startup จริงๆ เหลือน้อยมากๆ และนอกจากนี้การจะลงทุนใน Startup ยังต้องใช้ความรู้ความเข้าใจที่สูงกว่าธุรกิจทั่วไปเพราะส่วนใหญ่ของ Startup จะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับไอทีคอมพิวเตอร์ซะเกือบทั้งหมด

Team working together on a big IT startup business

ตรงนี้นักลงทุนก็ควรระมัดระวังมากขึ้น ส่วน ก.ล.ต. หรือทางตลาดหลักทรัพย์ก็น่าจะมีมาตรการคัดครรหรือช่วยกรอง Startup ที่ดีด้วยเพราะจัดการตรงนี้ได้ดีด้วยก็พอที่จะพอลดความเสี่ยงได้ เพราะโอกาสที่เจ้าของจะมาขายหุ้นทิ้งในตลาดมีสูงมากจริงๆ เพราะ Startup แทบจะไม่มีทรัพย์สินสักเท่าไหร่ เรียกได้ว่าต้นทุนการทิ้งยบริษัทตัวเองต่ำมากเมื่อเทียบกับราคาที่กับเข้ามาเทรดในตลาดเลยมองว่าตอนนี้ประเทศเราน่าจะต้องการกฎระเบียบเรื่อง Venture Capital หรือ Private Equity ก่อนน่าจะเหมาะสมมากกว่า เพราะส่วนตัวมองว่าน่าจะเป็นแหล่งเพาะพันธ์ของ Startup ได้ดีกว่าและควรให้กลุ่มคนที่จะลงทุนใน Startup ได้ควรจะเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญจริงๆและตอนนี้น่าจะยังไม่ใช่รายย่อยน่าจะดีกว่า



เพราะความเสี่ยงสูงเกินไปอย่างมาก อย่างกองทุนที่ลงทุนใน Private Equity ที่ดังๆของโลกก็มีโอกาสลงทุนพลาดถึง 80-90% เรียกได้ว่าลงทุน Startup 10  บริษัทสำเร็จจริงๆเพียง 1 บริษัทเท่านั้น นี้ขนาดอาศัยการวิเคราะห์จากนักวิเคราะห์มืออาชีพและผู้ประสบในการทำธุรกิจแล้วด้วยนะยังพลาดขนาดนี้ แล้วถ้าเปิดถึงมือรายย่อยเกรงว่าจะกลายเป็นการพนันมากกว่าการลงทุน แต่ถ้า Startup ประสบความสำเร็จจริงๆน่าจะช่วยขับดันเศรษฐกิจได้มากเลยทีเดียวเพราะจะเกิดจากจ้างงานและเงินไหลเข้าประเทศจำนวนมากตัวอย่างที่สำเร็จในต่างประเทศที่ใครๆก็รู้จักก็คือ Facebook นั่นเอง


avatar
by JK, CFP®

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon