วิธีเที่ยวคนเดียวแบบไม่ให้เหงา ถึงจะลำพังแต่รับรองไม่หว่าเว้

posted: 2 years ago
วิธีเที่ยวคนเดียวแบบไม่ให้เหงา ถึงจะลำพังแต่รับรองไม่หว่าเว้

comments

ช่วงเวลา ‘ฤดูหนาว’ แบบนี้มันช่างเหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวเสียจริงๆ เพราะนอกจากแสงแดดจะไม่ร้อนจนแผดเผาผิวหนังของเราให้ไหม้เกรียมแล้ว เรายังสัมผัสได้ถึงลมหนาวเย็นๆเบาบางแสนสบาย แม้ว่าบรรยากาศแบบนี้อาจทำให้หลายคนรู้สึกเหงา เปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง เงียบงันราวกับปลูกป่าช้าไว้ในใจ แต่ขอแนะนำให้ก้าวออกมามองฟ้าและน้ำที่กว้างใหญ่ให้ได้กลิ่นดินที่ลมนั้นพัดเข้ามาจากสุดไกลตา แต่เชื่อว่าเวลาที่อยากเดินทางท่องเที่ยวหลายๆคนอาจเจอปัญหาเวลาว่างไม่ตรงกับเพื่อนๆ ทำให้ #ทริปล่ม ถ้าเป็นอย่างนั้นบ่อยๆ ขอแนะนำให้หันหน้ามุ่งตรงสู่หนทาง ‘เที่ยวคนเดียว’ เพื่อจะได้สัมผัสประสบการณ์การเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะจะเป็นช่วงเวลาที่คุณจะได้ใช้เวลาสำรวจความคิดของตัวเองท่ามกลางอากาศเย็นสบายและสายหมอกโอบล้อม แถมยังได้พบเจอผู้คนใหม่ๆ อีกด้วยนะ

download

Rabbit Daily ขอแนะนำ 5 วิธีเที่ยวคนเดียวแบบไม่ให้เหงา ถึงจะลำพังแต่รับรองไม่หว่าเว้แน่นอน พร้อมกับ 10 สถานที่ท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศที่คุณสามารถเดินทางไปซึมซับบรรยากาศด้วยตัวคนเดียวได้โดยที่ต้องไม่ต้องง้อใคร ! เจ๋งไหมล่ะ ?


5 วิธีเที่ยวคนเดียวแบบไม่ให้เหงา

1. พกหนังสือไปอ่านเป็นเพื่อนร่วมทาง

หากคุณเคยซื้อหนังสือมาดองไว้เป็นปี แต่ยังไม่ได้อ่านสักที นี่แหละเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้หยิบหนังสือหลายๆ เล่มมาอ่านซะ การอ่านเป็นการเพิ่มพูนความรู้และเปิดมุมมองโลกกว้างควบคู่กับการเดินทาง อย่างน้อยระหว่างเดินทางก็สามารถหยิบหนังสือมาอ่านได้นะ ดีกว่านอนงีบหลับฆ่าเวลาไปเฉยๆ แม้ว่าวัฒนธรรมการอ่านในบ้านเราจะไม่ได้มีอิทธิพลมากอย่างเช่นสังคมในประเทศตะวันตก แต่เราโนสนโนแคร์ไปเลยถือว่าจะได้พักผ่อนและมีเวลาส่วนตัวให้กับโลกหนังสือ พักสายตาจากหน้าจอสี่เหลี่ยมกลับมาหาเพื่อนเก่าที่เราคุ้นเคยอย่างแผ่นกระดาษบ้างก็ดีนะ


2. เตรียมอุปกรณ์ฟังเพลงให้พร้อม

girl-listening-to-music

การฟังเพลงก็ถือเป็นการพักผ่อนอีกรูปแบบหนึ่งนะ ช่วยให้เราผ่อนคลายและอยู่ในจินตนาการ หลบหลีกออกจากโลกแห่งความจริงสักพักหนึ่ง ระหว่างการเดินทางนั้นหากคุณรู้สึกเบื่อๆเหงาๆก็เพียงแค่เปิดเพลงโปรดกล่อมหูแล้วก็สามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นพร้อมๆ กันไปได้อีกด้วย โดยเฉพาะหากคุณเลือกท่องเที่ยวด้วยการเดินป่าหรือเดินทางไกลแล้วล่ะก็ การฟังเพลงก็จะช่วยให้คุณรู้สึกว่าระยะทางมันสั้นกว่าที่คิดนะ ก่อนเดินทางก็เตรียม Playlist เพลงโปรดใส่อุปกรณ์ฟังเพลงให้เรียบร้อยนะ


3. พกกล้องถ่ายรูปตระเวนบันทึกภาพแห่งความทรงจำ

Male photographer taking photos in a beautiful nature setting

ภาพถ่ายคือสิ่งมหัศจรรย์ที่หยุดภาพเวลาแห่งความทรงจำไว้ได้ หากคุณเดินทางไปเที่ยวคนเดียวก็อย่าลืมพกกล้องถ่ายรูปไปด้วยนะ แม้ไม่มีเพื่อนไปด้วยก็ไม่ต้องกลัวเหงา เพราะคุณสามารถตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อบันทึกภาพแห่งความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ หรือแม้แต่วิถีชีวิตของผู้คนในละแวกนั้นเก็บใส่เมมโมรี่ความประทับใจสำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยวของคุณ กลับไปแล้วยังสามารถโพสต์ภาพที่คุณไปเที่ยวมาอวดเพื่อนๆ ได้อีกด้วย ที่สำคัญทราบหรือไม่ว่าการถ่ายรูปจะทำให้คุณได้เรียนรู้ที่จะรอคอยเวลาที่สวยงามที่สุดของวันอย่างเช่น ตอนพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่เรียกว่า Magic Hour อ้อ ! อย่าลืมยิ้มก่อนกดชัตเตอร์นะ


4. เริ่มบทสนทนากับคนแปลกหน้า

Two young woman photographing map mobile phone

แน่นอนว่าการไปเที่ยวคนเดียว คุณก็จะไม่มีเพื่อนคุยใช่ไหมล่ะ นอกซะจากว่าคุณจะนั่งพูดคนเดียวอ่ะนะ เราขอแนะนำให้คุณเริ่มบทสนทนากับคนแปลกหน้าซะเลย เข้าไปทักทายพวกเขาด้วยท่าทางเป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส อาจจะเริ่มทักทายคนที่พักที่เดียวกันก่อน หรือไม่ก็คนที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังจุดหมายปลายทางเดียวกันก็ได้ หากไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรก็เริ่มด้วยชวนคุยเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวเลย ใครจะไปรู้คุณอาจได้เพื่อนใหม่กลับมาก็ได้นะ มิตรภาพเกิดขึ้นได้เสมอ


5. แวะไปแหล่งชุมชนเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้าน

Kota-Kinabalu-Borneo-Malaysia-know-locals-SOLO0316

ไหนๆ ก็มาเที่ยวแล้ว จะขลุกตัวพักผ่อนอยู่แต่ในที่พักก็ไม่ใช่เนอะ ลองแวะเวียนไปเที่ยวแหล่งชุมชนบริเวณนั้นด้วยก็ดีนะ เพราะคุณจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน พูดคุยทักทายกับเหล่าพ่อค้าแม่ค้า รับรองมีเรื่องที่น่าสนใจให้คุณได้ตื่นเต้นแน่นอน ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิดหรอก นอกจากนี้หากใกล้ๆ ที่พักของคุณมีเทศกาลหรือมีการทำกิจกรรมในชุมชน คุณก็ลองแวะไปร่วมสังเกตการณ์ดูนะ อาจได้เรื่องราวประทับใจกลับมาก็ได้


รวมสถานที่ท่องเที่ยว…ถึงจะลำพังแต่รับรองไม่หว่าเว้

  • ประเทศไทย

1.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

Mon Wooden Bridge - Saphan Mon - Sangkhlaburi Thailand

‘สังขละบุรี’ อำเภอเล็กๆ แต่แสนอบอุ่นตั้งอยู่ท่ามกลางความสวยงามของทิวเขาและแมกไม้ แถมยังเป็นสถานที่รวมรอยยิ้มของชาวบ้าน 3 วัฒนธรรมทั้งชาวไทย มอญและกระเหรี่ยง สถานที่สุดฮิตคือ ‘สะพานมอญ’ ซึ่งเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ยาวถึง 850 เมตร เชื่อมต่อชาวสังขละบุรีกับหมู่บ้านพี่น้องชาวมอญ นอกจากนี้ยังมี ‘ด่านเจดีย์ 3 องค์’ ตั้งอยู่ใน ต.หนองลู ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของคนไทย ในอดีตเคยเป็นช่องเดินทัพของไทยและพม่า

2.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

Wat Phra That Pha Son Kaew temple at Phetchabun Thailand

สถานที่สุดแสนโรแมนติกจนได้รับการขนามนามว่า ‘สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย’ เต็มไปด้วยหมอกขาวสูงเสมอเมฆตัดกับยอดเขาเขียวขจีที่สูงสลับซับซ้อน สามารถมองเห็นวัดพระธาตุผาแก้ว พุทธสถานกฃาขุนเขาที่ผู้ปฏิบัติธรรมและนักท่องเที่ยวนิยมมาสักการะ สำหรับสาวๆ ที่ไปเที่ยวคนเดียวไม่ต้องกลัวว่าบรรยากาศของเขาค้อจะวิเวกวังเวงนะจ๊ะ เพราะหน้าฝนต้นหนาวเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาชมวิวธรรมชาติมากที่สุด

3.เชียงคาน จ.เลย

Chaing Khan,Loei, Thailand. - February,01,2014: Unidentified old house and people on a walking Street in Chaing Khan,Loei, Thailand. Walking Street is a popular attraction. Almost 20 million tourists visited Thailand .

ที่สุดแห่งสถานที่สโลว์ไลฟ์ในใจตลอดกาลต้องยกให้ ‘เชียงคาน’ ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ น่ารักๆ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง รายล้อมด้วยภูเขาสูงและหมอกขาว คุณจะได้สัมผัสอากาศเย็นสบาย วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและอาหารพื้นเมืองแสนอร่อย นักท่องเที่ยวนิยมปั่นจักรยานชมเมืองและช้อปปิ้งบนถนนคนเดิน ส่วนไฮไลต์ของที่นี่คือการตื่นเช้ามา ‘ตักบาตรข้าวเหนียว’ ตามวิถีชีวิตพี่น้องชาวอีสาน เที่ยวสนุกแล้วยังอิ่มบุญด้วยนะเนี่ย

4.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน

Baan Rak Thai Villageเมืองในม่านหมอกแสนโรแมนติกต้องยกให้ ‘ปาย’ เท่านั้น ด้วยความงดงามทางภูมิประเทศที่มีภูเขาสูงเขียวจีถูกปกคลุมด้วยหมอกจางๆ และสายลมเอื่อยๆ จะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืม ใครมาเที่ยวปายก็อย่าลืมแวะไป ‘ปายอินเลิฟ’ ที่นี่มีฉากน่ารักๆ ให้ถ่ายรูปมากมาย รวมถึงร้านกาแฟที่พร้อมเสิร์ฟกาแฟถ้วยโปรดแสนหอมกรุ่นถึงมือคุณ นอกจากนี้ยังมีน้ำพุร้อนท่าปาย ถนนคนเดิน และสะพานประวัติศาสตร์ให้แวะเวียนไปเยี่ยมชม รับรองเก็บความทรงจำกลับไปเต็มกระเป๋าแน่นอน

5.ทะเลบัวแดง กุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี

ทะเลบัวแดงช่วงหน้าหนาวแบบนี้หากใครอยากใกล้ชิดธรรมชาติแบบอะเมซิ่งไทยแลนด์แดนอีสาน ขอแนะนำทะเลบัวแดงแห่งอุดรธานี เพราะคุณจะได้ชมความงามของดอกบัวที่เบ่งบานทั่วบึงหนองหาน ซึ่งจะบานเต็มที่ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ นอกจากอากาศที่หนาวๆ แล้ว คุณยังสามารถชมฝูงนกเหนือทะเลบัวแดง บินล้อลมท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติบริสุทธิ์ ห้ามพลาดเชียวล่ะ !


  • ต่างประเทศ

1. พุกาม ประเทศเมียนมา

Bagan, Myanmar

พุกามเป็นเมืองเก่าแก่ที่ได้รับการขนามนามว่าเป็น ‘เมืองทะเลเจดีย์’ ตั้งอยู่ในเขตมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา เพื่อนบ้านทางทิศตะวันตกของไทยนี่เอง ขอบอกเลยว่าพุกามจะทำให้คุณเปลี่ยนมุมมองต่อเมียนมาไปทันที เพราะพุกามนั้นสงบ งดงาม มีกลิ่นอายฮิปสเตอร์เบาๆ และแฝงไปด้วยความสโลว์ไฟล์ ค่าครองชีพถูกมาก และไม่ต้องกลัวว่าจะสื่อสารกันไม่เข้าใจ เพราะชาวพม่าพูดภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างคล่องแคล่วเลยล่ะ ไฮไลต์ของพุกามคือการตื่นเช้ามาชมพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางทะเลเจดีย์กว่า 2,000 องค์ที่มีหมอกจางๆ ปกคลุมยอดไม้ หากใครอยากชมวิวระดับพรีเมี่ยมก็สามารถขึ้นบอลลูนชมวิวแบบ 360 องศาได้ นอกจากนี้ตอนเย็นยังสามารถล่องเรือบนแม่น้ำอิรวดีชมพระอาทิตย์ตกได้อีกด้วย วิวระดับเวิล์ดคลาส แต่ราคามิตรภาพมากๆ เลยนะ

2. ประเทศสิงคโปร์

singapore-river-01

ประเทศเพื่อนบ้านทางทิศใต้ของไทยที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปเยี่ยมชม เพราะสิงคโปร์ขึ้นชื่อเรื่องความสะอาดและปลอดภัย สำหรับจุดที่นิยมไปถ่ายรูปกันคือ ‘เมอร์ไลออน’ หรือสิงโตพ่นน้ำเพื่อยืนยันว่าคุณได้มาถึงสิงคโปร์แล้วจริงๆ นะ นอกจากนี้สิงคโปร์ยังมียูนิเวอรแซล สตูดิโอที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นแสนสนุกมาตรฐานระดับโลก รวมไปถึงเกาะเซนโตซ่าที่เป็นแหล่งรวบรวมความบันเทิงให้คนทุกเพศทุกวัย และยังมีสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ที่รวบรวมพันธุ์นกนานาชนิดให้ผู้สนใจได้ศึกษาและเข้าชม ใครที่กระเป๋าเงินหนักๆ หน่อยก็ลองไปพักโรงแรมมารีนาเบย์ แซนด์ ซึ่งมีลักษณะเป็นอาคารสูง 3 แถว และมีอาคารรูปร่างเรือขนาดใหญ่วางอยู่ด้านบน และมีสระน้ำขนาดใหญ่ให้คุณชมวิวและทิวทัศน์ของสิงคโปร์จนสมใจ

3. ซาปา ประเทศเวียดนาม

Sapa Rice field

เมืองซาปา เป็นเมืองในจังหวัดหล่าวกาย ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม มีนาขั้นบันไดสีเขียวขจีที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคยกันดี รวมไปถึงมีภูมิทัศน์ทางธรรมชาติที่สวยงาม ภูเขาเรียงตัวเป็นแนวยาวสุดลูกหูลูกตา ซาปาอยู่ติดกับประเทศจีนทำให้อากาศที่นี่หนาวเย็นตลอดปี มีพืชผักผลไม้เมืองหนาวแบบสดๆ ให้รับประทานกันอย่างจุใจ แต่เดิมซาปาเคยเป็นเมืองตากอากาศของเจ้านายชั้นสูงชาวฝรั่งเศสที่มาทำงานในเวียดนาม ทำให้ปัจจุบันนี้ยังมีอาคารบ้านเรือนหลายแห่งที่หลงเหลือร่องรอยสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสอยู่ และมีโบสถ์คาทอลิกตั้งอยู่กลางเมืองด้วย

4. โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

travel-amp-adventures-osaka-a-voyage-to-osaka-japan-asia

หากใครที่อยากไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นต้องห้ามพลาดเมืองโอซาก้า ซึ่งเป็นเมืองที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ การค้าและวัฒนธรรม มีสมญาว่า ‘ครัวของชาติ’ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการค้าข้าวของญี่ปุ่นตั้งแต่อดีต ปัจจุบันได้ชื่อว่าเป็นเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงคือย่านนัมบะ ที่เป็นแหล่งรวมของกินแสนอร่อย รวมถึงร้านค้าต่างๆ ให้ช้อปปิ้งจนหนำใจ นอกจากนี้ยังมีปราสาทโอซาก้าเป็นแหล่งถ่ายรูปยอดนิยม และยังมียูนิเวอร์แซลสวนสนุกชื่อดังตั้งอยู่ด้วยนะ เรื่องการเดินทางก็ไม่ต้องห่วง สะดวกสบายแน่นอน เพราะญี่ปุ่นเชื่อมต่อเมืองต่างๆ ด้วยระบบขนส่งมลชนที่มีคุณภาพ

5. ไทเป ไต้หวัน

Taibei Taiwan

ไทเปกลายเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวสุดฮิตของคนไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งเมื่อกลางปี 2016 ไต้หวันได้ประกาศฟรีวีซ่าให้ประเทศไทย ก็เท่ากับว่านักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเดินทางไปเที่ยวได้หวันโดยไม่ต้องขอวีซ่าได้ นอกจากอากาศที่เย็นสบายและแฟชั่นสวยงามที่หนุ่มสาวชาวไทยกรี๊ดกร๊าดกันแล้ว ไตหวันยังขึ้นชื่อเรื่องอาหารสตรีทฟู้ดที่ราคาไม่แพง อร่อยและดี ใครได้ไปเที่ยวก็ห้ามพลาดการเดินตระเวณหาของกินในร้านอร่อยๆ รองท้องกันนะ


เห็นไหมล่ะว่าการท่องเที่ยวไม่ได้เหงาเสมอไปนะ หากเรารู้จักเตรียมความพร้อมและรู้จักเปิดใจให้กว้างพร้อมที่จะรับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาทักทายชีวิตของเราระหว่างการเดินทาง รอช้าอะไรอยู่ล่ะ ทริปหน้าก็เตรียมวางแผนและแพ็กกระเป๋าให้พร้อมแล้วก็ลุยกันเล๊ย !  หากใครสนใจหรือชื่นชอบเรื่องท่องเที่ยวแล้วล่ะก็อย่าลืมติดตาม Rabbit Daily : รีวิวท่องเที่ยว กันนะ


avatar
by เคอร์เซอร์กะพริบ
อัพเดตกระแสฮิตติดโซเชียล เกาะติดอีเว้นท์ชิคๆรอบกรุง จับตาทุกความเคลื่อนไหวของเซเลบริตี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon