เปลี่ยนมือถือทุกปี เป็นคนสิ้นเปลืองจริงเหรอ?

posted: 2 years ago
เปลี่ยนมือถือทุกปี เป็นคนสิ้นเปลืองจริงเหรอ?

comments

ค่าใช้จ่ายในปัจจุบันที่ทุกคนน่าจะต้องเจอและเป็นค่าใช้จ่ายที่เรียกว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ไปเรียบร้อยแล้วเลยก็คือ “ค่าโทรศัพท์” เดือนๆ หนึ่งก็จะมีค่าบริการตั้งแต่ 300 บาทไปจนถึง 1,000++ บาทสำหรับคนที่ใช้โทรศัพท์เยอะ ซึ่งถือว่าเป็นรายจ่ายสำคัญในแต่ละเดือนเหมือนกัน เพราะถ้าเราไม่มีจ่ายชีวิตเข้าขั้นวิกฤตได้เลย เพราะทุกวันนี้เราใช้มือถือทำแทบจะทุกอย่างอยู่แล้ว แล้วยิ่งตอนนี้มือถือสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ด้วยค่าบริการก็เลยจะสูงขึ้นมามากกว่าตอนที่มือถือโทรได้อย่างเดียวเข้าไปอีก



แล้วนอกจากค่าบริการ “รายเดือน” ก็ยังมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนมือถือเครื่องใหม่อีกซึ่งก็เป็นรายจ่ายที่ไม่น้อยอยู่เหมือนกัน อย่างมือถือสุดฮิตในยุคนี้เลยต้องบอกเลยว่าคงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็น “iPhone” อย่างแน่นอน แล้วเจ้าไอโฟนเนี่ยก็ขยันออกใหม่ทุกปีพอถึงช่วงเดือนตุลาคม ก็เตรียมถอยเครื่องใหม่กันอีกแล้ว ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าการเปลี่ยนมือถือเครื่องใหม่ทุกปีเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองมาก แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วการเปลี่ยนเครื่องใหม่ทุกปีอาจจะไม่ได้เปลืองอย่างที่คิดก็ได้นะ บางทีการเปลี่ยนมือถือใหม่ทุกปีอาจจะดีกว่าก็ได้

เปลี่ยนมือถือ

ทีนี้เรามาลองคำนวณเปรียบเทียบกันดีกว่าระหว่างเปลี่ยนมือถือทุกปี ทุก 2 ปี หรือ ทุก 3 ปี ดีกว่า ถ้าเราไปเดินสำรวจตลาดมือถือมือสอง ตามร้าน แต่ๆจะพบว่าราคาขายของ IPhone 6s ความจุ 64Gb อายุการใช้งาน 1 ปีจะรับซื้อกันอยู่ที่ประมาณ 17,000 บาท นั่นความหมายว่าเรามีค่าใช้จ่ายกับมือถือเครืองนี้อยู่ที่ 1,083.33 บาทต่อเดือน [เพราะราคามือหนึ่ง ของ IPhone 6s ความจุ 64Gb อยู่ที่ประมาณ 30,000 บาท ณ วันที่ออกมาใหม่ (30,000 – 17,000) /12 = 1,083.33 บาท]

หลังจากที่เราดูแล้วว่าราคา Iphone เมื่อผ่านไป 1 ปีราคาจะเป็นยังไงบ้าง ทีนี้ก็ไปดูที่ iPhone 6 ความจุ 64 GB ผ่านการใช้งานมาแล้ว 2 ปี กันต่อเลยราคาตลาดที่ร้านจะรับซื้อจะอยู่ที่ประมาณ 9,000 บาทนั้นหมายความว่ารายจ่ายต่อเดือนจะเท่ากับ (30,000 – 9,000) /24 = 875 บาทต่อเดือน

แล้วถ้าลองย้อนไปดูที่ Phone 5s ความจุ 64 GB อายุการใช้งาน 3 ปี ราคารับซื้อจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาทเท่านั้น นั้นหมายความว่าค่าใช้จ่ายในกรณีที่เราใช้งานไป 3 ปีจะเท่ากับ 26,000/36 = 722.22 บาทต่อเดือน

เปลี่ยนมือถือ

ส่วนตัวเลยมองว่าตัดกรณีใช้งาน 3 ปีออกดีกว่าเพราะค่าใช้จ่ายต่อเดือนห่างกันเพียงประมาณ 150 บาทแต่ว่าเราได้เปลี่ยนเครื่องใหม่ก่อน 1 ปีก็หมดกังวลและปัญหาเรื่องแบตเตอรี่เสื่อมได้เร็วขึ้นอีกด้วยตัวเลือก 2 ปีก็เลยเป็นอะไรที่น่าสนใจมากกว่าเพราะจากผลสำรวจการใช้งาน 2 ปีขึ้นไปมีโอกาสเจอแบตเสื่อมได้เยอะมาก แต่อาจจะมีค่าใช่จ่ายให้การเปลี่ยนแบตเข้ามาอีก

คราวนี้เราก็มาวิเคราะห์กันว่า 2 กรณีที่เหลือคือ ทุกปี และ ทุก 2 ปีงั้นเรามาดูกันว่าสรุปแล้วมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง? ข้อดีของการเปลี่ยนเครื่องทุกปีที่ดีกว่าทุก 2 ปีก็คือเราได้ “ประกัน” เครื่องตลอดเวลาแต่ถ้าเปลี่ยนทุก 2 ปีมือถือเราจะขาดประกันไป 1 ปี ถึงแม้ประกันมือถือปัจจุบันจะไม่ได้ครอบคลุมทุกอาการที่ทำให้มือถือเราพัง แต่มีไว้ก็อุ่นใจกว่า นอกจากนี้การเปลี่ยนทุกปีก็จะได้ใช้ Feature ใหม่ๆ ของโทรศัพท์ และปล่อยผ่านเรื่องแบตเสื่อมไปได้เลย โอกาสใช้งาน 1 ปีจะเจอแบตเสื่อมเป็นไปได้ยากพอสมควร



แล้วข้อเสียของการเปลี่ยนเครื่องทุกปีเมื่อเทียบกับเปลี่ยนทุก 2 ปีก็คือ ค่าใช้จ่ายในแต่ล่ะเดือนที่แพงกว่า 213.33 บาทต่อเดือน แต่ในความเป็นจริงแล้วสำหรับคนที่มือถือค่อนข้างเยอะคือใช้โปรโมชั่นค่อนข้างสูง ถ้าเราซื้อเครื่องใหม่พร้อมโปรบางทีอาจจะได้ส่วนลดที่สูงกว่าเดือนละ 213.33 บาทก็มีให้เห็นทุกปี

ด้วยเหตุผลทุกประการที่กล่าวมาส่วนตัวเลยมองว่าการเปลี่ยนมือถือทุกปีก็ไม่ได้เปลืองอย่างที่คิด เผลอๆ อาจจะประหยัดมากกว่าเปลี่ยนทุก 2 – 3 ปี ด้วยซ้ำไป แล้วถ้าใครใช้มือถือบ่อยกว่าคอมพิวเตอร์คิดว่าการเปลี่ยนทุกปีก็ดีเหมือนกันเพราะได้ใช้ของใหม่ตลอด

เปลี่ยนมือถือ

ทั้งนี้ไม่ได้สนับสนุนให้ใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองแต่อย่างใด แต่ต้องการจะชี้ให้เห็นว่าการใช้จ่ายทุกอย่างเราสามารถคำนวณหาความคุ้มค่าได้ทุกรายการ ค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยรวมกันหลายๆรายการก็เป็นรายจ่ายที่เยอะเหมือนกัน และบางครั้งรายการที่เราคิดว่าเปลืองไร้สาระ อาจจะช่วยให้เราประหยัดเงินได้ก็มีให้เห็นอยู่เยอะ เหมือนคำโบราณที่กล่าวว่า “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” ก็ไม่ได้เป็นคำกล่าวที่เว่อร์จนเกินไป

 


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon