ผู้นำจอมเผด็จการตัวท็อปในประวัติศาสตร์โลกที่ทุกคนรู้จัก !

posted: 1 year ago
3,327 views
ผู้นำจอมเผด็จการตัวท็อปในประวัติศาสตร์โลกที่ทุกคนรู้จัก !

comments

เมื่อมนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคม นอกเหนือจากกฏระเบียบที่เป็นกติกาข้อตกลงที่ต้องยอมรับร่วมกันเพื่อความสงบระเบียบเรียบร้อยแล้ว สังคมยังต้องการ ‘ผู้นำ’ ที่จะทำหน้าที่สั่งการและดูแลความเรียบร้อยโดยรวมอีกที และต้องพัฒนาให้สังคมนั้นก้าวหน้ามากขึ้น แต่จากประวัติศาสตร์โลกที่ผ่านมา พบว่าหลายต่อหลายครั้งผู้นำก็ใช้วิธีเผด็จการ มักตัดสินใจด้วยตนเองเป็นส่วนใหญ่ ควบคุมการกระทำและการแสดงออกของคนในสังคม ตีเส้นให้ทุกคนคิดและปฏิบัติแบบเดียวกัน จนบานปลายเกิดความรุนแรงกลายเป็นปัญหาสงครามที่ก่อให้เกิดความสูญเสีย

กองทัพเกาหลีเหนือ

เราจะพามาทำความรู้จักกับผู้นำเผด็จการของโลกที่เชื่อว่าเอ่ยชื่อเมื่อไหร่หลายๆ คนต้องรู้จักหรือเคยได้ยินชื่ออย่างแน่นอน เราไปดูกันสิว่าแนวทางของผู้นำเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างไรต่อโลกกันบ้าง

โจเซฟ สตาลิน (ดำรงตำแหน่ง 1922 -1952)

Stalin

เกิดเมื่อปี 1878 เดิมมีชื่อว่า ‘โยเซบ เบซาริโอนิส ดเซ จูกาชวิลลี’ เกิดที่ประเทศจอร์เจีย ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สตาลิน’ (มีความหมายว่า บุรุษที่มีความแข็งแกร่งดังเหล็กกล้า) เมื่อทำงานให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ หลังพรรคบอลเชวิคปฏิวัติโค่นล้มระบอบกษัตริย์ สตาลินได้มีบทบาทสำคัญในการทำงานให้พรรคและได้ขึ้นเป็นผู้นำสหภาพโซเวียตและดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมวลสหภาพเมื่อปี 1922 สืบตำแหน่งต่อจากวลาดิมีร์ เลนิน และมีบทบาทอย่างมากในการนำสหภาพโซเวียตก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และทำสงครามเย็นกับสหรัฐอเมริกา

Stalin2

ความโหดร้ายของสตาลินที่ถูกพูดถึงคือ เมื่อเขาขึ้นดำรงตำแหน่งก็หลงใหลในอำนาจ ทำลายศาสนาทุกศาสนา จับนักบวชไปกักไว้ที่ค่ายกรรมกรทาส รวมถึงจับนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ไปประหารชีวิตเนื่องจากหวาดระแวงไม่ไว้ใจผู้ใด จนทำให้สตาลินขาดผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ต้องหันไปจ้างชาวต่างชาติมาช่วยงานอุตสาหกรรมแทน นอกจากนี้สตาลินยังนำสมบัติล้ำค่าของประเทศไปขายให้พิพิธภัณฑ์ต่างชาติ เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ และได้ทำลายศิลปวัตถุโบราณและบีบบังคับรีดไถเงินจากประชาชน ฆ่าผู้ที่ขัดขืนจนมีคนล้มตายนับล้านคน ในช่วงปี 1929 สตาลินได้ประกาศคำขวัญ ‘จงทำลายชนชั้นคูลักให้หมดไป’ ซึ่งคูลักก็คือกลุ่มชาวนาที่มีที่นาเป็นของตัวเอง ความโหดร้ายของสตาลินทำให้ลูกสาวๆ แท้ๆ ของเขาต้องหลบหนีไปอาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา


เบนิโต มุสโสลินี (ดำรงตำแหน่ง 1921 -1943)

เบนิโต มุสโสลินี (2)

‘เบนิโต มุสโสลินี’ นายกรัฐมนตรีของประเทศอิตาลีและจอมเผด็จการที่โลกไม่ลืม โดยมุสโสลินีเกิดในปี 1883 ในครอบครัวที่ยากจนในแคว้นเอมิเลีย-โรแมกนา ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี  สมัยเด็กๆ เขาเคยถูกขับไล่ออกจากโบสถ์เนื่องจากทำร้ายร่างกายเพื่อนนักเรียน ต่อมาเขาหนีทหารไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำงานไม่เป็นหลักแหล่งจนต้องกลับประเทศ และได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยมของอิตาลี และต่อมาได้ร่วมก่อตั้งพรรคสันนิบาตการต่อสู้แห่งอิตาลี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘พรรคฟาสซิสต์’ ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

เบนิโต มุสโสลินี (1)

อุดมการณ์ทางการเมืองตามแนวคิดของมุสโสลินีคือ เชิดชูอำนาจของผู้นำและลัทธิชาตินิยม โดยตัวผู้นำจะรวบอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไว้อย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนอุทิศตน ทำงานเพื่อรัฐ  และได้นำประเทศอิตาลีเข้าร่วมฝ่ายอักษะของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเผด็จการของเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังพ่ายแพ้สงครามฮิตเลอร์ได้ช่วยจัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดให้มุสโสลินีที่เมืองซาโล แต่ก็ถูกฝ่ายต่อต้านเผด็จการเข้าจับกุมตัวและสังหารในที่สุด


อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (ดำรงตำแหน่ง 1933 -1945)

ผู้นำเผด็จการ

‘ฮิตเลอร์’ ผู้นำเผด็จการสัญชาติออสเตรีย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนีและเป็นหัวหน้าพรรคนาซีของเยอรมนีในปี 1921 ก่อนหน้านี้ฮิตเลอร์เคยผ่านสงครามโลกครั้งที่ 1 มาก่อน โดยได้รับประดับอิสริยาภรณ์จากการรบในฐานะทหารผ่านศึก กล่าวกันว่าฮิตเลอร์เป็นผู้นำที่มีจิตวิทยาและวาทศิลป์ดีเลิศ เขาจึงใช้พรสวรรค์ของตัวเองในการโฆษณาชวนเชื่อพรรคนาซี และเสนออุดมการณ์รวมกลุ่มชาวเยอรมันและต่อต้านชาวยิว จนกระทั่งปี 1935 ได้ชูนโยบาย ‘แนวคิดความสะอาดเชื้อชาติ’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘กฎหมายเนอร์นแบร์ก’ เพื่อกีดกันชาวยิวและนำไปสู่การสังหารหมู่ที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

ผู้นำเผด็จการ

ฮิตเลอร์ได้บัญชาให้มีค่ายกักกัน ‘เอาชวิทซ์’ และค่ายมรณะอื่นๆ อีกมากกว่า 30 แห่งเพื่อใช้แรงงานทาสอย่างโหดร้ายทารุณ ผู้ที่ถูกกักกันในค่ายมรณะถูกสังหารด้วยวิธีรมก๊าซ ส่วนแรงงานชาวยิวเกือบทั้งหมดเสียชีวิตจากความอดอยาก การบังคับใช้แรงงาน และการทดลองทางการแพทย์ มีชาวยิวจำนวนกว่า 25 ล้านคนถูกจับกักขัง และเสียชีวิตมากกว่า 6 ล้านคน นับว่าเป็นเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งในปัจจุบันประเทศเยอรมนีได้บรรจุเนื้อหาประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าจดจำนี้ลงในตำราเรียนเพื่อเป็นบทเรียนแก่คนรุ่นหลังว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก


คิม จ็อง-อึน (ดำรงตำแหน่ง 2012-ปัจจุบัน)

คิมจองอึน1

ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือคนปัจจุบันและเลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี ที่รับตำแหน่งสืบต่อจาก ‘คิม จ็อง-อิล’ ผู้เป็นบิดาหลังอสัญกรรมเมื่อปี 2011 ทั้งนี้กล่าวได้ว่าคิม จ็อง-อึน เป็นประมุขแห่งรัฐที่อายุน้อยที่สุดในโลก ประวัติส่วนตัวของผู้นำสูงสุดคนนี้ไม่ค่อยมีการเปิดเผยมากนัก แต่ก็มีข่าวหลุดออกมาว่าตอนเด็กๆ เขาได้ปลอมตัวเป็นลูกชายเจ้าหน้าที่สถานทูตเกาหลี และเปลี่ยนชื่อเป็น ‘พัค อึน’ เพื่อไปเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนๆ ที่โรงเรียนบอกว่าเด็กชายพัค อึนเป็นเด็กขี้อาย เงียบขรึม แต่ก็มีอารมณ์ขันและชื่นชอบกีฬาบาสเก็ตบอล โดยมี ‘ไมเคิล จอร์แดน’ เป็นไอดอล และหลังจากกลับมาที่เกาหลีเหนือ คิม จ็อง-อึนก็ไปเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเพื่อเตรียมตัวเป็น ‘ทายาทผู้นำสูงสุด’

 

คิมจองอึน

เรื่องราวความโหดร้ายของผู้นำคนนี้เริ่มจากในปี 2013 เขาได้สั่งประหารชีวิต Sung Taek ลุงแท้ๆ ของตัวเองในข้อหาต่อต้านผู้นำ เนื่องจากเกรงว่าลุงจะยึดอำนาจ หลังจากนั้นก็มีข่าวลือเรื่องการสั่งประหารชีวิตคนใกล้ตัวแบบโหดๆ อยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้เขายังวางนโยบายการปกครองที่เข้มงวดอย่างมาก รวมทั้งพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์และทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลเพื่อเตรียมสู้รบกับชาติตะวันตก ทำให้องค์การสหประชาชาติออกมาแถลงการณ์ประณาม จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2016 คิม จ็อง-อึนได้ประกาศความสำเร็จของการพัฒนาอาวุธระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์ ที่มีพลังทำลายล้างสูง

ส่วนชีวิตครอบครัว คิม-จ็องอึนแต่งงานกับ รี ซ็อล-จู อดีตนักร้องประสานเสียงในปี 2009 และมีข่าวลือว่าทั้งคู่มีทายาทด้วยกัน 2 คน แต่ทั้งนี้ชีวิตส่วนตัวของผู้นำมักถูกปกปิดและไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชน


1202syrianrefugees01

จะเห็นได้ว่าเมื่อไหร่ที่ความรุนแรงปะทุขึ้น สิ่งที่ตามมาคือก่อให้เกิดการรบราฆ่าฟันและอาจก่อให้เกิดสงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามกลางเมืองหรือสงครามโลกย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งนั้น แม้โลกจะก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 มนุษย์มีความสามารถในการสร้างนวัตกรรมล้ำสมัยมากขึ้น แต่สันติภาพที่แท้จริงกลับไม่ได้เจริญเติบโตขึ้นตามความก้าวหน้าทางวัตถุ คุณอาจต้องลองถามตัวเองดูว่าทุกครั้งที่เห็นข่าวสงครามและความสูญเสียตามหน้าสื่อต่างๆ คุณรู้สึกนิ่งเฉยราวกับเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องปกติหรือไม่ ? แล้วสันติภาพที่หลายๆ คนใฝ่ฝันถึงจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่หรือจะเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันต่อไป…


avatar
by เคอร์เซอร์กะพริบ
อัพเดตกระแสฮิตติดโซเชียล เกาะติดอีเว้นท์ชิคๆรอบกรุง จับตาทุกความเคลื่อนไหวของเซเลบริตี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon