เฟดคงดบ. ตามคาด เผยส่งสัญญาณเตรียมขึ้นอีก 1 ครั้งในปีนี้

posted: 10 months ago
เฟดคงดบ. ตามคาด เผยส่งสัญญาณเตรียมขึ้นอีก 1 ครั้งในปีนี้

comments

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟดประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับร้อยละ 1 1.25 ตามคาดในการประชุมที่เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา และจะเริ่มลดขนาดงบดุล ซึ่งอยู่ที่ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนหน้า โดยจะลดลงในอัตรา 10 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน พร้อมกับส่งสัญญาณว่า การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะเกิดขึ้นอีกหนึ่งครั้งในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้ดี



อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลดขนาดงบดุลของเฟดโดยเริ่มตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไปในอัตรา 10 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน เป็นการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของเฟดครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่นางเจเน็ต เยลเล็นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟด แต่การลดขนาดงบดุลในระดับดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เฟดไม่ต้องการให้การเปลี่ยนทิศทางนโยบาย และการทยอยยกเลิกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยในระยะยาว

ทั้งนี้ จากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 2 ในระยะยาวตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ โดยภายหลังการประชุมเฟด อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคาดว่า เฟดจะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ส่วนผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนมาเรีย ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชุมชนทางเศรษฐกิจเป็นอันมาก การหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการฟื้นฟูความเสียหายจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ข้อมูลสถิติที่ผ่านมาบ่งชี้ว่า ความเสียหายจากพายุจะไม่ส่งผลกระทบเศรษฐกิจของประเทศในระยะกลาง จึงไม่ใช่อุปสรรคต่อการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกหนึ่งครั้งในปีนี้

shutterstock_70013047

ด้านนายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา มีมติให้เริ่มดำเนินการลดขนาดงบดุลในเดือนตุลาคม ตามคาด ในขณะเดียวกันเฟด ยังย้ำว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปี 2560 และปรับขึ้นอีก 3 ครั้งปี 2561 ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Bond Yield) และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มกลับมาฟื้นตัวหรือแข็งค่าขึ้น

ทั้งนี้ Bond Yield ของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องมาตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2551 มีส่วนสำคัญในการผลักดันตลาดหุ้นให้ปรับตัวขึ้นมาซื้อขายที่ระดับ Valuation ที่สูงกว่าในอดีต ดังนั้น ทิศทางของ Bond Yield สหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของตลาดหุ้นต่อไป

โดยปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อ Bond Yield ต่อไป ได้แก่ 1) การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือนกันยายน ของสหรัฐฯ ในวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งหากเงินเฟ้อยังส่งสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว ก็จะส่งผลให้ตลาดประเมินโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น และ 2) การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 26 ต.ค. ซึ่งเราคาดว่า ECB จะประกาศลด QE ซึ่งจะส่งผลให้ Bond yield ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

“Bond Yield สหรัฐอเมริกาที่ทยอยเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.2% อาจยังไม่ส่งผลกระทบต่อ Valuation ของตลาดหุ้นมากนัก แต่เราประเมินว่า หาก Bond Yield ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นสูงเกินกว่าระดับ 2.5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ปี 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันเริ่มลดลง และส่งผลให้เงินเฟ้อลดลงมาทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ก็อาจส่งผลกดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐาน” นายคมศร กล่าว



อย่างไรก็ตาม Bond Yield สหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มกลับมาเพิ่มขึ้น ประกอบกับความคาดหวังต่อนโยบายปฏิรูปภาษีที่จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในสภา Congress ในช่วงไตรมาส 4 นี้ จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น หลังจากที่อ่อนค่าลงมาต่อเนื่องในปี 2560 เราแนะนำให้เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่จะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งได้แก่ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น และอาจซื้อเก็งกำไรระยะสั้นในตลาดหุ้นยุโรปที่ปรับตัวลงมาแรงก่อนหน้านี้ และแนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ น้ำมัน และโลหะอุตสาหกรรม ซึ่งจะถูกกดดันจากดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่า


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon