เริ่มเล่นหุ้นพื้นฐาน [Stock 104]

posted: 1 year ago
เริ่มเล่นหุ้นพื้นฐาน [Stock 104]

comments

หลังจากที่เราศึกษาเรื่องการลงทุนพื้นฐาน (Fundametal Analysis) ไปกันแล้ว จริงๆ แล้ววิธีการเล่นหุ้นที่เป็นนิยมยังมีอีกวิธีหนึ่งก็คือ การวิเคราะห์เชิงเทคนิค (Teachnical Analysis) ที่เป็นวิธีวิเคราะห์เป็นแนวโน้มของ “ราคาหุ้น” ว่าแนวโน้มราคาจะทิศทางไหนต่อ ถ้าเป็นหุ้นแนวโน้มราคาเป็นขาขึ้นเราน่าซื้อ แต่ถ้าแนวโน้มราคาเป็นขาลงก็ควรขาย โดยการวิเคราะห์เราจะใช้วิธีการวิเคราะห์ผ่านกราฟราคาต่างๆ ตามตัวอย่าง

14691044_529689667240892_8112196534145416912_n

ซึ่งพื้นฐานแนวคิดของการวิเคราะห์เชิงเทคนิคก็คือ “ราคาหุ้นจะเป็นตัวแทนของทุกอย่าง” ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์อะไรก็ตามที่ส่งผลต่อหุ้นของเรา “ราคา” ของหุ้นจะเป็นตัวสะท้อนว่าหุ้นตัวนั้นได้ดูดซับเหตุการณ์ต่างๆ เข้าไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การเมือง หรือแม้แต่วิกฤตต่างๆ เช่น น้ำท่วม กีฬาสีต่างๆ ซึ่งตลาดหุ้นเป็นตลาดที่ใครก็เข้าออกได้ (Free Market) ดังนั้นราคาจึงเป็นตัวแทนของเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งหมดแล้วนั้นเอง



และอีกเรื่องหนึ่งที่การวิเคราะห์เชิงเทคนิคเชื่อก็คือ “ราคาจะสะท้อนออกมาเป็นแนวโน้ม” อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่า “ราคาของหุ้น” นั้น มีการเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้มเสมอดังนั้นถ้าเราดูแนวโน้มออก เราก็จะสามารถคาดเดาทิศทางราคาได้ อีกประการหนึ่งก็คือการวิเคราะห์เชิงเทคนิคถือว่าเป็นการใช้วิวชา “สถิติ” เข้ามาประยุกต์ให้การทำกำไร ดังนั้นหลักแนวคิดที่สำคัญอีกอยางหนึงก็คือ “ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเสมอ” เมื่อหุ้นมีแรงขายมากจนเกินไป ก็มักจะมีแรงซื้อเข้ามาหนุนเช่นกัน หรือถ้ามีแรงซื้อมากเกินไปก็จะมีแรงขายทำกำไรเหมือนกัน(การปรับฐาน) จะเห็นได้จากกราฟราคาไม่ได้ขยับขึ้นเป็นเส้นตรง แต่จะขยับเป็นแนวโน้มเหมือนคลื่นมากกว่า


 

ส่วนตัวแล้วถ้าการวิเคราะห์เทคนิคในเบื้องต้นแนะนำว่าให้ดูตัวบ่งชี้ (Indicator) 3 ตัวนี้เป็นพื้นฐานเสมอ

1.เส้น Moving Average (MA)

MA เป็นเส้นค่าเฉลี่ยของราคา ถือว่าเป็นหนึ่งใน Indicator ยอดฮิตสำหรับคนเล่นหุ้นเชิงเทิคนิคเลยก็ว่าได้ เพราะสามารถดูแนวโน้มได้หลากหลายช่วงเวลาตั้งแต่ 1 วันไปจนถึง 1 ปีจะข่วยให้เรามองเห็นตั้งแต่ภาพเล็กและภาพใหญ่ในเวลาเดียวกัน เช่น แทนว่าเราจะใช้เส้นกี่วัน ถ้าเราใช้ 5 วันก็เป็นตัวแทนของราคาเฉลี่ย 1 อาทิตย์เพราะตลาดหุ้นเปิดทำการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ แต่ถ้าเราใช้ เส้นเฉลี่ย 20 วันแปลว่าเราดูราคาเฉลี่ย 1 เดือน(รวมวันหยุดพิเศษต่างๆ) หรือถ้าระยะยาวหน่อยก็ใข้เส้นเฉลี่ย 200 วันจะเป็นค่าเฉลี่ยของ 1 ปีนั่นเอง (รวมวันหยุดพิเศษต่างๆ)
โดยทั่วไปแล้วเส้น MA จะมีหลากหลายรูปแบบทั้ง SMA( Simple Maving Average) ถือการเส้นเท่ากันหมดทุกค่าใช้แต่ละวัน EMA (Exponiential Moving Average) จะให้น้ำหนักกับความปัจจุบันมากที่สุด และสุดท้ายก็คือ WMA (Weighted Moving Average) จะเป็นการที่เราสามารถปรับแต่งน้ำหนักการคำนวณได้เอง สำหรับเริ่มต้นแนะนำให้ใช้ EMA  หรือ SMA ก็สามารถวิเคราะห์ได้ไม่แตกต่างเท่าไหร่
image-D409_58329AB1
การใช้งานนั้นง่ายมากๆถ้ากราฟหุ้นวิ่งอยู่ “เหนือ” เส้นค่าเฉลี่ยนั้นแปลว่าหุ้นอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” แต่ไม่ใช่ว่าเห็นราคาอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยแล้วสามารถซื้อได้เลย เราจะต้องรอให้จังหวะที่หุ้นขึ้นทะลุเส้นขึ้นมาหรือลงไปเส้นค่าเฉลี่ยนั้นๆก่อน

2. Relative Strength Index (RSI)

RSI คือ การวัด “อัตราเร่ง” ของราคา โดย RSI จะมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 100 ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เมื่อ RSI มีค่าเหนือกว่า 70 แปลว่ามีแรงซื้อมากเกินไป (Overbought) แต่ไม่ใช่สัญญาณให้ขาย เพียงแต่ให้ระวังการปรับตัวของราคา และถ้า RSI มีค่าต่ำกว่า 30 แปลว่าตอนนี้หุ้นมีแรงขายที่สูงมากเกินไป (Oversold) ไม่ใช่สัญญาณซื้อเช่นกัน แต่จะบอกแนวโน้มราคามีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้น
image-8989_58329AB1
 
เพราะตลาดหุ้นแหล่งรวมขอคนมากหน้าหลายตา เมื่อหุ้นขึ้นมากๆก็มีคนที่พร้อมจะขายทำกำไรเป็นเรื่องปกติ แล้วเมื่อหุ้นตกลงมากๆก็มีแนวโน้มที่คนจะเห็นว่าลงมาเยอะแล้วเป็นจังหวะเข้าซื้อ

3. Volume (Vol)

Volume ก็คือปริมาณการซื้อขาย ปริมาณการซื้อขายมีประโยชน์ให้การดูแนวโน้มอย่างมาก โดยปกติแล้ว Vols จะแสดงออกมาเป็นแท่งๆ ตามรูป แต่ถ้าวันไหนหุ้นเกินมีปริมาณการซื้อขายก็สูงผิดปกติ แสดงว่า “ต้องมีอะไรเกิดขึ้น” กับหุ้นตัวนั้นอย่างแน่นอน อาจจะเป็นทั้งข่าวดี & ข่าวร้ายก็เป็นไปได้ ถ้า Vol มีปริมาณสูงแปลว่าตลาดกำลังให้ความสนใจการเคลื่อนไหวของราคาก็จะเป็นไปอย่างผันผวน (ขึ้นแรง ลงแรง) เราก็จะสามารถทำกำไรจากหุ้นที่มี Vol เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

image-111F_58329AB1
การวิเคราะห์เทคนิคไม่มีถูกต้อง 100% เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น ดังนั้นสำหรับการวิเคราะห์เชิงเทคนิคเราต้องกำหนดจุด “Stop Loss” เสมอ เพื่อในกรณีที่ราคาไม่เป็นอย่างที่เราคาดการณ์ไว้ เพราะอย่าลืมว่าเราดู “แนวโน้มของราคา” นั่นหมายความว่าตอนที่เราดูแนวโน้มราคาอาจจะเปลี่ยนหรือเราดูแนวโน้มผิดก็เป็นไปได้

แล้วสำหรับใครที่ต้องการดูกราฟแนะนำว่าให้ติดต่อที่โบรกเกอร์ที่เราเปิดพอร์ตหุ้นด้วย โดนปกติแล้วเค้าจะมีกราฟให้เราใช้งานฟรี สงสัยการใช้งานตรงไหนก็สามารถสอบถามมาร์เก็ตติ้งที่ดูแทนเราอยู่ได้เลย หรือถ้าใช้ต้องการดูแบบชั่วคราวก่อน www.investorz.com ก็ใช้ชั่วคราวได้เหมือนกัน ส่วนใครที่อยากย้อนไปอ่านบทความตอนที่ 1, 2 และ 3 คลิกลิงก์ด้านล่างได้เลย ส่วนใครที่อยากย้อนไปอ่านบทความตอนที่ 1 และ 2 คลิกลิงก์ด้านล่างได้เลย

ขอบคุณภาพกราฟจาก www.investorz.com

avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon