เริ่มเล่นหุ้นพื้นฐาน [Stock103]

posted: 2 years ago
เริ่มเล่นหุ้นพื้นฐาน [Stock103]

comments

โดยทั่วๆ ไปแล้วหลักการ “เล่นหุ้น” หรือวิธีการซื้อหรือขายหุ้นนั้น ส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนจะใช้อยู่ 2 เครื่องมือนั้นก็คือ วิเคราะห์พื้นฐาน (Fundamental Analysis) และ วิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) เรามาดูที่ตัวแรกกันก่อนว่า อะไรคือ “วิเคราะห์พื้นฐาน (Fundamental Analysis)”



การวิเคราะห์หุ้นโดยวิธีดูพื้นฐานนั้น จะใช้การวิเคราะห์ในภาพรวมว่าบริษัทนั้นจะสามารถทำ “กำไร” ได้หรือไม่ เพราะเมื่อบริษัทมีกำไรที่สูงขึ้น ก็ส่งผลต่อราคาหุ้นที่สูงขึ้น เราก็จะได้รับกำไรส่วนต่างที่มากขึ้น (Capital Gain) หรือถ้ากำไรที่เพิ่มขึ้นไม่ออกมาให้รูปของราคาหุ้นก็จะออกมาให้รูปของ “เงินปันผล (Dividend)” แทนนั่นเอง

โดยการวิเคราะห์วิธีนี้จะให้ความสำคัญกับสภาวะเศรษฐกิจ แล้วเมื่อดูสภาวะเศรษฐกิจแล้วเราก็มาดูต่อที่สภาพของอุตสาหกรรมนั้นว่าเป็นอย่างไรบ้าง จากนั้นเราก็มาดูที่บริษัทบ้างว่าตัวบริษัทหรือตัวหุ้นนั้นมีทิศทางเป็นอย่างไร วิธีนี้แบบนี้จะเรียกว่าการลงทุนแบบ Top-Down หรือการมองภาพใหญ่มาเล็กนั้นเอง

เล่นหุ้น

เริ่มต้นที่การวิเคราะห์เศรษฐกิจ

เราก็จะดูว่าเศรษฐกิจภาพรวมเป็นอย่างไร สภาวะดอกเบี้ย เงินเฟ้อ หรือในภาพรวมของโลกมีเหตุการณ์อะไรใหญ่ๆ บ้าง? เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมทั้งในด้านบวกและลบนั่นเอง

จากนั้นมาดูอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์

ไม่ว่าปัจจุบันสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ย่อมมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์และเสียผลประโยชน์เสมอ เราต้องมองให้ออกว่าเมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นจะมีผลกระทบอย่างไรในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เราต้องเข้าใจธรรมชาติของอุตสาหกรรมนั้นๆ

สุดท้ายเราก็มาคัดเลือกหุ้นกัน

หลังจากที่เราวิเคราะห์ภาพรวมอย่างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไปแล้ว เราต้องคัดเลือกหุ้นที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด น่าลงทุนที่สุด มูลค่าถูกที่สูด หรือง่ายๆ เป็นหุ้นที่น่าลงทุนที่สุดหลังจากที่เราดูปัจจัยอื่นๆ หมดแล้ว โดยส่วนใหญ่เราจะพิจารณาจาก 5 ปัจจัยนี้

เล่นหุ้น

1. กำไรเยอะมั้ย?
บริษัทที่ดีจะต้องมีกำไรที่สูง แต่เราต้องดูว่าเป็นอย่างไรบ้างเราควรดูย้อนหลังไปสัก 5 ปีว่ามีแนวโน้มที่เพื่มขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่? ถ้าไม่ขยับหรือแนวโน้มลดลงก็ถือว่าไม่น่าสนใจ และถ้าจะให้ดี ควรดูอัตราการทำกำไรด้วยหรือ Net Profit Margin “ยิ่งสูงยิ่งดี”

2. ตอนนี้ราคาถูกหรือแพง
เราสามารถดูได้จาก P/E Ratio โดยจะเท่ากับ “ราคาต่อหุ้น” หารด้วย “กำไรต่อหุ้น” นั่นเอง “ยิ่งมีค่าต่ำยิ่งดี” แต่การใช้ Ratio ตัวนี้จะต้องดูในอุตสาหกรรมเดียวกันเป็นหลักเพราะแต่ละอุตสาหกรรมจะมีมาตราฐาน P/E Ratio ที่แตกต่างกัน

3. สินทรัพย์เพิ่มขึ้นมั้ย? 
เราสามารถดูปริมาณสินทรัพย์ได้ว่า บริษัทที่ดีจะต้องมีสินทรัพย์ที่สูงขึ้นหรือดูว่ามูลค่าบริษัทเพิ่ม แต่สินทรัพย์ไม่เพิ่มแบบนี้ถือว่าอันตรายมาก เพราะบริษัทเป็นการเติบโตด้วย “หนี้” แทน

4. หนี้เยอะมั้ย?
ควรตรวจสอบ D/E Ratio เสมอก็คือ “หนี้” หารด้วย “ทุน” ยิ่งสูงยิ่งไม่ดีหมายความว่ามูลค่าของบริษัทโดยส่วนใหญ่คือ “หนี้” นั้นเองเมื่อถึงเวลาเราก็จะต้องคืนเงินส่วนนี้ไป

5. ดูเอกลักษณ์ของธุรกิจด้วย
มีงบการเงินบางตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของอุตสาหกรรมที่เราไม่ควรมองข้าม เช่น ถ้าเป็นธุรกิจธนาคารห้ามมองข้ามปริมาณหนี้เสียหรือ NPL หรือถ้าเป็นธุรกิจนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ห้ามลืมดูงบกระแสเงินสดเด็ดขาดเพราะจะมีรายได้ค้างรับจากการขายที่เป็นปัจจัยสำคัญเป็นต้น

**ข้อมูลทั้งหมดสามารถหาได้จาก www.settrade.com**

เล่นหุ้น

ตัวอย่างเช่น เมื่อเรามองแล้วว่าตอนนี้อาจจะเกิดสภาวะสงคราม เราก็ต้องมองไปว่าตอนนี้ภาพรวมของเศรษฐกิจก็คือจะถดถอยอย่างแน่นอน แต่ถ้าเมื่อเรามองลึกลงมาที่ตัวอุตสาหกรรมจะพบว่า “อุตสาหกรรม” ที่น่าจะได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ อาจจะเป็น “อุตสาหกรรมอาหาร” หรือไม่? เพราะเมื่อเกิดสงครามพื้นสงครามจะต้องขาดแคลนอาหารแล้วจะต้องมีการนำเข้าอาหารเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน จากนั้นเราก็มาดูที่หุ้นบ้างว่า มีหุ้นตัวไหนบ้างที่ส่งออกไปตัวอย่างหุ้นไทยก็อาจจะมี เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPF) หรือ ยูเนี่ยนโฟรเซ่น(TU)

หรือตัวอย่างอีกกรณีอาจจะเป็นการที่จะมีการจัดโอลิมปิกที่ญี่ปุ่นในปี 2020 เราก็มองได้ว่าจะมีการก่อสร้างจำนวนมากเพื่อรองรับนักกีฬาจากทั่วทุกมุมโลก นั่นแปลว่าอุตสาหกรรมที่น่าจะได้ประโยชน์ก็คือ “อุตสาหกรรมก่อสร้าง” หรือเปล่า แต่แน่นอนว่าบ้านเรากลุ่มที่เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) อาจจะไม่ได้ประโยชน์สักเท่าไหร่เพราะคนญี่ปุ่นน่าจะจ้างนักพัฒนาในท้องถิ่นมากกว่า แต่การก่อสร้างโดยเฉพาะโครงสร้างขนาดใหญ่ต้องใช้เหล็กในการก่อสร้าง เราก็มาดูว่าบริษัทอะไรในเมืองไทยที่ได้สัมปทานในการส่งเหล็กในงานก่อสร้าง พบว่า บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล จำกัด (มหาชน)หรือชื่อหุ้น MCS ได้สัมปทานมาเป็นต้น



อีกตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือปัจจุบันตอนนี้ดอกเบี้ยต่ำ  เราก็มาดูว่าอุตสาหกกรมบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดจะได้ประโยชน์เพราะต้นทุนการเงินของอุตสาหกรรมจะต่ำ แต่ผู้บริโภคที่ใช้บัตรจะโดน “ดอกเบี้ย” ที่ระดับเดิม นั่นหมายความว่า บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเหล่านี้จะได้ “ส่วนต่างของดอกเบี้ย” มากขึ้น ที่นี้เราก็มาดูว่าบริษัทไหนบ้างในประเทศไทยที่ประกอบธุรกิจแนวนี้และฐานลูกค้าเยอะ อาจจะเป็น บริษัทกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น KTC ที่เรารู้จักอยู่แล้วหรือเปล่า?

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างการวิเคราะห์เท่านั้น เพื่อให้เห็นวิธีการคิดต่างๆของการวิเคราะห์แบบ Top-Down แต่ในการวิเคราะห์เชิงพื้นฐานแล้วจริงๆยังมีวิธีที่เรียกว่า Bottom-up อยู่เหมือนกันก็คือจะกลับหัวคิดจาก “ใหญ่มาเล็ก” เป็น “เล็กไปใหญ่” คือเริ่มดูที่ตัวบริษัทก่อนเลย แล้วค่อยไล่วิเคราะห์เรื่อยจนถึงภาพใหญ่อย่างระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล ส่วนใครที่อยากย้อนไปอ่านบทความตอนที่ 1 และ 2 คลิกลิงก์ด้านล่างได้เลย


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon