สรุปทุกประเด็น-ติดตามโค้งสุดท้าย ‘ศึกเลือกตั้ง’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

posted: 1 year ago
สรุปทุกประเด็น-ติดตามโค้งสุดท้าย ‘ศึกเลือกตั้ง’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

comments

ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วสำหรับศึกเลือกตั้งชิงเก้าอี้ทำเนียบขาวครั้งประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 เพื่อเฟ้นหาประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ที่จะมาดำรงตำแหน่งต่อจาก ‘ประธานาธิบดีบารัค โอบามา’ ท่ามกลางบรรยากาศหาเสียงที่ร้อนระอุและการดีเบตที่ห้ำหั่นกันอย่างถึงลูกถึงคนระหว่าง ‘ฮิลลารี คลินตัน’ ตัวแทนพรรคเดโมแครตวัย 68 ปีและ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ตัวแทนพรรครีพับลิกันวัย 70 ปี สำหรับการดีเบตครั้งแรกนั้นมีผู้ชมการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์มากถึง 100 ล้านคน นับว่ามากเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงการตื่นตัวทางการเมืองของอเมริกันชนที่เฝ้าจับตามองผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองคนนี้อย่างใกล้ชิด

react8n-1-web

2A744F1D00000578-0-image-a-8_1436862653458

Rabbit Daily ขอเกาะติดกระแสเลือกตั้งฝั่งสหรัฐอเมริกา ด้วยการพาคุณผู้อ่านไปติดตามสรุปการดีเบตประชันวิสัยทัศน์ทั้ง 3 ครั้ง ตามติดประเด็นอื้อฉาวที่เปรียบเสมือนพายุกำลังแรงที่เคลื่อนตัวมาฉุดกระชากคะแนนนิยมให้ลดลงในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนศึกเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์จะมาถึง ! ขอบอกเลยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นที่จับตามองของผู้คนทั่วทั้งโลก เราไปติดตามสถานการณ์ครั้งนี้กันสักหน่อยดีกว่าเนอะ


สรุปประเด็นดีเบตประชันวิสัยทัศน์ทั้ง 3 ครั้ง

ฮิลลารี-ทรัมป์

ฮิลลารี คลินตัน และ โดนัลด์ ทรัมป์ สองผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์ในศึกดีเบตเพื่องัดนโยบายมาโต้กัน เพื่อให้ผู้ชมชาวอเมริกันได้ตัดสินใจว่า ‘ใคร’ คู่ควรกับตำแหน่งประธานาธิบดี ‘ทรัมป์’ เหมาะสมที่จะช่วงชิงเก้าอี้ทำเนียบขาว หรือ ‘คลินตัน’ ที่จะได้ขึ้นเป็นผู้นำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ?

ดีเบตครั้งที่ 1 (26 กันยายน) ที่มหาวิทยาลัยฮอฟตรา เมืองลองไอส์แลนด์ รัฐนิวยอร์ก 

ดีเบต1

การเปิดม่านดีเบตครั้งแรกของผู้ลงสมัครทั้งสองคนเป็นไปอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน ต่างฝ่ายต่างโจมตีเรื่องส่วนตัวของกันและกัน โดยมีนายเลสเตอร์ โฮลต์ ผู้ประกาศข่าวช่องสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี เป็นผู้ดำเนินรายการ สำหรับการแสดงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้เน้นที่ 3 เรื่องหลักคือ เรื่องการสร้างงานสร้างรายได้ ปัญหาการก่อการร้าย และปัญหาการเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐฯ

  • ผู้สมัครมีแนวทางในการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชาวอเมริกันอย่างไร ?
    คลินตัน : สนับสนุนการเจรจาการค้าอย่างเท่าเทียม ส่งเสริมพลังงานทางเลือก ผลักดันการพัฒนาด้วยการสนับสนุนแรงงานชนชั้นกลางที่เป็นกลุ่มสำคัญของเศรษฐกิจอเมริกา
    ทรัมป์ : จะทำให้ภาคธุรกิจไม่ย้ายฐานการผลิตออกจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ ด้วยการอุ้มภาคธุรกิจ ลดภาษีการค้าให้กับบริษัทต่างๆ เพื่อยื้อให้อยู่ในสหรัฐฯ ต่อไป นอกจากนั้นจะรื้อการเจรจาการค้าใหม่หมดเพื่อให้สหรัฐฯ ได้ประโยชน์สูงสุด
  • แก้ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐฯ อย่างไร ?
    คลินตัน : จะแก้ปัญหาด้วยการ เน้นฝึกตำรวจให้เชี่ยวชาญในการใช้อาวุธ สร้างความสัมพันธ์อันดีในชุมชนเพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง
    ทรัมป์ : เน้นย้ำความสำคัญของการทำให้บ้านเมืองอยู่ในระเบียบ มีการควบคุมและปราบปรามอาชญากรรมอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งสนับสนุนการสร้างความสัมพันธ์อันดีในชุมชนเช่นเดียวกัน
  • ความคิดเห็นต่อประเด็นความมั่นคงของประเทศ และแนวทางปราบกลุ่มไอเอส ?
    คลินตัน : มีแผนที่จะร่วมมือกับบริษัทด้านเทคโนโลยีที่จะป้องกันการใช้อินเทอร์เน็ตของกลุ่มไอเอส รวมทั้งกล่าวถึงความจำเป็นในเรื่องการใช้การโจมตีทางอากาศกลุ่มไอเอส
    ทรัมป์ : ไม่ได้สนับสนุนสงครามอิรัก และชี้ให้เห็นว่ากลุ่มนักรบไอเอสเพิ่งก่อตั้งในช่วงที่นางคลินตันเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งเธอทำให้เห็นว่าไม่สามารถหยุดยั้งสิ่งเหล่านี้ได้

นอกจากนี้ยังมีการโจมตีเรื่องส่วนตัวกันอีกด้วย ปิดฉากที่ฝ่ายทรัมป์ได้จุดประเด็นถึงอีเมล 30,000 ฉบับที่คลินตันได้ลบทิ้งตอนที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีการต่างประเทศของสหรัฐฯ ขณะที่คลินตันโต้กลับเรื่องที่มหาเศรษฐีอย่างทรัมป์ไม่ยอมเปิดเผยตัวเลขการจ่ายภาษีย้อนหลัง

ผลโพลหลังการดีเบตครั้งแรกสรุปออกมาว่า ‘คลินตัน’ มีคะแนนนิยมนำหน้า ‘ทรัมป์’ ที่ 48% ต่อ 46 %


ดีเบตครั้งที่ 2 (9 ตุลาคม) ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันในเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี

Photo : Movie TV Tech Geeks

จุดเด่นของการจัดดีเบตครั้งที่ 2 คือการจัดแบบ Town Hall Meeting ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมฟัง 40 คนร่วมตั้งคำถามได้ อีกทั้งยังเปิดให้มีการส่งคำถามเข้ามาทางออนไลน์อีกด้วย ดำเนินรายการโดยแอนเดอร์สัน คูเปอร์ จากซีเอ็นเอ็น และ มาร์ธา เรดแดตซ์ จากเอบีซี ทั้งนี้สิ่งที่สร้างเสียงฮือฮามากที่สุดก่อนการดีเบตในครั้งนี้คือ มีผู้ปล่อยคลิปวิดิโอฉาวของทรัมป์เมื่อปี 2005 ที่มีการใช้คำพูดหยาบโลนดูหมิ่นผู้หญิง แต่ทรัมป์กลับโต้กลับด้วยการขุดคุ้ยพาดพิงไปถึงข้อกล่าวหาล่วงละเมิดผู้หญิงของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งเป็นสามีของนางฮิลลารี คลินตัน พร้อมทั้งโจมตีนางคลินตันว่าหากเขาได้เป็นประธานาธิบดีจะให้กระทรวงยุติธรรมสอบสวนเรื่องการลบอีเมล์จำนวน 30,000 ฉบับทิ้งสมัยที่นางคลินตันเป็นรัฐมนตรีการต่างประเทศ

สำหรับครั้งนี้มีการดีเบตเรื่องกฏหมายประกันสุขภาพและนโยบายการต่างประเทศของประธานาธิบดีโอบามา นอกจากนี้นางคลินตันได้กล่าวยกย่องคนมุสลิมในสหรัฐฯ และชี้แนะว่าต้องทำงานร่วมกันเพื่อดูแลประเทศ เราไม่สามารถกำจัดคนที่เห็นต่างเรื่องศาสนา ขณะที่ทรัมป์เดินหน้าชูนโยบายห้ามคนมุสลิมเข้าประเทศ แต่ไฮไลต์ของการดีเบตอยู่ที่การกล่าวชื่นชมคู่แข่ง โดยนางฮิลลารีชื่นชมทรัมป์ใน ‘ฐานะพ่อของลูก’ และบอกว่าลูกของทรัมป์นั้นน่ายกย่อง ขณะที่ทรัมป์ยกย่องนางคลินตันว่าเป็น ‘นักสู้และไม่ยอมพ่ายแพ้ง่ายๆ’

หลังการดีเบตคะแนนนิยมของ ‘คลินตัน’ ชนะ ‘ทรัมป์’ เป็นครั้งที่ 2 ด้วยคะแนน 57% ต่อ 34%


ดีเบตครั้งที่ 3 (19 ตุลาคม) ที่มหาวิทยาลัยเนวาดา ในนครลาสเวกัส รัฐเนวาดา 

ีดีเบตครั้งที่ 3

ศึกดีเบตครั้งที่ 3 นับว่าเป็นการดีเบตที่ดุเดือดที่สุด ซึ่งเป็นการประชันวิสัยทัศน์รอบสุดท้ายก่อนศึกเลือกตั้ง ทั้งคู่แสดงอาการหมางเมินกันสุดขีด ไม่มีการจับมือทักทายใดๆ ทั้งก่อนและหลังการดีเบต โดยมีคริส วอลเลซ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวฟ็อกซ์ นิวส์เป็นผู้ดำเนินรายการ ทั้งนี้นางคลินตันได้เปิดประเด็นเชือดเฉือนนายทรัมป์ว่าเป็น ‘หุ่นเชิด’ ของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียและโจมตีว่าทรัมป์นั้นเชื่อมั่นในตัวของปูตินมากกว่าเจ้าหน้าที่ทางการของสหรัฐฯเสียอีก สำหรับหัวข้อการดีเบตในครั้งนี้ประกอบไปด้วยเรื่องศาลรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ, นโยบายผู้อพยพเข้าเมือง, เศรษฐกิจ, การต่างประเทศ และความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

ไฮไลต์ของการดีเบตที่สร้างเสียงฮือฮาคือ เมื่อผู้ดำเนินรายการถามทรัมป์ว่าพร้อมจะยอมรับผลของการเลือกตั้งหรือไม่ ? ทรัมป์หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถาม เพียงแต่กล่าวว่า ‘จะทำให้ฮิลลารีแพ้’ และย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่มีกลโกง พร้อมทั้งปิดท้ายว่า “ผมจะยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้แน่นอนถ้าผมชนะ !”

สำหรับผลการสำรวจในครั้งนี้ ผลสำรวจความนิยมก็ยังปรากฏว่า ‘คลินตัน’ มีคะแนนนำห่าง ‘ทรัมป์’ อยู่ที่ 52% ต่อ 39%


ประเด็นอื้อฉาว…ฉุดกระชากคะแนนนิยม

  • ฮิลลารี คลินตัน

h012omo6qwskl8vfpii6

ก่อนหน้านี้นางฮิลลารี คลินตันเคยถูก FBI สอบสวนกรณีใช้อีเมล์ส่วนตัวในการรับสั่งข้อมูลราชการสมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ และยังลบอีเมล์ทิ้ง 30,000 ฉบับ ซึ่งในครั้งนั้น FBI ไม่ได้ตั้งข้อหาใดๆ ต่อนางคลินตัน  แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เจมส์ โคมี่ ผู้อำนวยการ FBI ได้ยื่นจดหมายถึงสภาครองเกรสเพื่อเตรียมสอบสวนฮิลลารี คลินตัน อีกครั้งในเรื่องการใช้อีเมล์ส่วนตัวโดยระบุว่าพบข้อมูลใหม่ที่อาจเกี่ยวข้องกับนางคลินตัน

นอกจากนี้ประเด็นที่นายทรัมป์ คู่แข่งพรรครีพับลิกันยกมาโจมตีคือพฤติกรรมของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ผู้เป็นสามีของนางคลินตัน ที่เคยถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศและข่มขืนผู้หญิงหลายคน ซึ่งเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของนางคลินตันในการหยัดยืนเพื่อสิทธิสตรี

  • โดนัลด์ ทรัมป์

507342162-republican-presidential-candidate-donald-trump-speaks.jpg.CROP.promo-xlarge2

เมื่อช่วงต้นปี 2016 ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ในฐานะผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนของพรรครีพับลิกันได้ประกาศชูนโยบายห้ามมุสลิมทั่วโลกเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาภัยก่อการร้าย และโจมตีว่ารัฐบาลของบารัค โอบามานั้นปล่อยให้มุสลิมเดินทางเข้าประเทศมากเกินไป ซึ่งการเสนอความคิดของนายทรัมป์ในครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก มีประชาชนจำนวนมากออกมาเดินประท้วงและต่อต้านทรัมป์ ซึ่งกลายเป็นจุดที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามว่าแนวคิดของทรัมป์นั้นขัดต่อแนวทางอิสระเสรีภาพของอเมริกา

นอกจากนี้ทรัมป์ยังถูกโจมตีเรื่องการไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการจ่ายภาษีย้อนหลัง ซึ่งฮิลลารี คลินตันก็หยิบยกประเด็นนี้มากดดันในการดีเบตครั้งแรกเช่นเดียวกัน ส่วนประเด็นที่ดูเหมือนจะทำให้คะแนนนิยมของทรัมป์ตกลงไปอย่างมาก ก็คือคลิปวิดิโอสุดอื้อฉาวที่นายทรัมป์ได้พูดจาดูถูกดูแคลนผู้หญิงด้วยถ้อยคำหยาบโลกเมื่อปี 2005 ซึ่งตัวทรัมป์เองต้องออกมากล่าวคำเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และสุดท้ายทรัมป์ถูกตั้งคำถามว่ามีวุฒิภาวะทางอารมณ์เหมาะสมกับการเป็นผู้นำหรือไม่ หลังจากแสดงอาการฉุนเฉียวเมื่อถูกกล่าวโจมตีและปฏิเสธที่จะยอมรับผลการเลือกตั้งหากตัวเขาแพ้ !


จับตาคะแนนนิยมช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง

AP_donald_Trump_mm_150807_16x9_992

สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานผลสำรวจคะแนนความนิยมของประชาชนชาวอเมริกันในช่วงวันที่ 26-30 ตุลาคม ปรากฎว่า ‘ฮิลลารี คลินตัน’ ยังได้คะแนนนิยมร้อยละ 44 ขณะที่ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ได้ร้อยละ 39 ห่างกัน 5 จุด ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจหลังการดีเบตประชันวิสัยทัศน์ทั้ง 3 ครั้งของผู้สมัครทั้งสองคนที่ออกมาในทิศทางเดียวกันว่า นางคลินตันมีคะแนนนำหน้านายทรัมป์ทั้ง 3 ครั้ง !

แต่ทั้งนี้ก็ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดกันต่อไป เนื่องจากในช่วงนี้ตัวนางคลินตันเองก็โดนโจมตีหลัง FBI เตรียมสอบการใช้อีเมล์ส่วนตัวและการลบอีเมล์ 30,000 ฉบับสมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อคะแนนนิยมของนางคลินตัน ขณะเดียวกันนายทรัมป์ก็ยังใช้เรื่องดังกล่าวในการโจมตีระหว่างหาเสียง พร้อมทั้งให้เหตุผลสนับสนุนว่าหากนางคลินตันได้เป็นประธานาธิบดีก็อาจก่อให้เกิดปัญหาที่ยุ่งยากตามมาได้ อย่างไรก็ตาม…ผลการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่น่าจับตามองที่สุดในครั้งนี้จะออกมาเป็นอย่างไรนั้น ‘ประชาชนชาวอเมริกัน’ จะเป็นผู้ตัดสินว่าพวกเขาจะเลือกให้ ‘ใคร’ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กุมชะตาประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ !


ขอบคุณข้อมูล Thairath, Posttoday, Komchadluek, และ The Momentum


avatar
by เคอร์เซอร์กะพริบ
อัพเดตกระแสฮิตติดโซเชียล เกาะติดอีเว้นท์ชิคๆรอบกรุง จับตาทุกความเคลื่อนไหวของเซเลบริตี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon