หลังเลือกตั้งสหรัฐ ลงทุนอย่างไรดี?

posted: 2 years ago
หลังเลือกตั้งสหรัฐ ลงทุนอย่างไรดี?

comments

ผ่านการเลือกตั้งที่เป็นกระแสที่สุดของโลกมาเกือบเดือน เราก็น่าจะเห็นอะไรเพิ่มเติมมากขึ้นกันพอสมควรแล้ว ทั้งเรื่องผลการเลือกตั้งที่หักแทบทุกสำนัก นักวิเคราะห์พลาดกันเกือบหมด เพราะผลออกมาที่ “ทรัมป์” ซะอย่างงั้น ที่สำคัญคะแนนทิ้งห่างคลินตันอยู่พอสมควรเลย แต่ถ้านับ Popular Vote ก็ถือว่าสูสีกันทีเดียว แต่หลังจากที่ผลประกาศแล้วว่าทรัมป์ชนะก็เกิดความวุ่นวายขึ้นทันทีเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ออกมาประท้วง มีนักร้องชื่อดังออกมาล่ารายชื่อให้ได้ 4 ล้านรายชื่อให้เปลี่ยนจากทรัมป์เป็นคนอื่นแทน

ส่วนตัวเลยมองว่านโยบายของทรัมป์ที่ดูบ้าๆ และไม่น่าเป็นไปได้สักเท่าไหร่ กลับไปโดนใจประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่กล้าพูด ลองคิดถึงตัวเราว่าถ้ามีนักการเมืองแบบนี้ในบ้านเราแบบจริงๆ ก็อาจจะได้รับผลตอบรับที่ดีก็เป็นได้ แต่ด้วยภาพลักษณ์ของทรัมป์ทำให้คนที่ไม่ค่อยกล้าพูดว่าเลือกทรัมป์กันซะเท่าไหร่เวลาที่คนอื่นถาม ก็เลยอาจจะเป็นที่มาว่าทำไม “โพล” ของอเมริกาที่มีความแม่นยำสูงมากถึงผิดพลาด แล้วผลออกมาที่ทรัมป์เข้าวินแบบม้ามืดกันเลยทีเดียว

Donald Trump supporter holding pro-trump poster

ทีนี้เราลองมาย้อนดูต่ออีกว่าถ้าทรัมป์ได้แล้วจะเป็นอย่างไรต่อล่ะ? ความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซียจะเป็นอย่างไร? จะเกิดสงครามโลกมั้ย? ในสถานะที่เราเป็นนักลงทุนตัวเล็กจะเรียกว่าแมงเม่าก็ไม่ผิดเท่าไหร่ เราคงทำได้แต่เรียนรู้และวิเคราะห์ความเป็นไปของโลกแล้วเราก็เอาตัวรอดกัน ดังนั้นเราควรวิเคราะห์สถานการณ์ว่า “สิ่งที่ดีที่สุด” ที่จะเกิดขึ้นได้ แล้ว “สิ่งที่แย่ที่สุด” จะเกิดอะไรขึ้น



ถ้ากรณีที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นเศรษฐกิจโลกกลับมาดีด้วยนโยบายต่างๆ ที่จะถูกนำออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าออกมาดีก็ไม่ได้ยากอะไร นักลงทุนแบบเราก็สบายใจเพราะถ้าตลาดหุ้นก็ดี อสังหาริมทรัพย์ น่าจะกลับมาน่าลงทุนอีกครั้ง แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าถ้าเป็น “กรณีที่ร้ายที่สุด” ล่ะ ที่หลายๆ สำนักออกมาคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดสงครามก็เป็นไปได้ เราจะรับมืออย่างไร?

อย่างแรกเราต้องเข้าใจก่อนว่าเวลาเกิดสงครามแน่นอนว่าเศรษฐกิจในภาพรวมออกมาแย่แน่นอน การส่งออกจะชะงัก นำเข้าลำบากกันแน่ๆ เศรษฐกิจก็จะอยู่ในช่วงขาลงแน่นอน แต่อย่าลืมไปว่าตลาดหุ้นประกอบไปด้วยหุ้นหลายพันหลายหมื่นตัว ดังนั้นคำว่าตลาดหุ้นลงก็เป็นแนวโน้มของหุ้นส่วนใหญ่เท่านั้น นั่นแปลว่ายังมีหุ้นอยู่อีกหลายๆ ตัวที่ยังมีโอกาสอยู่ ถ้าเราวิเคราะห์ต่อไป เพราะเวลาเกิดสงคราม พื้นที่รบกันจริงๆ ไม่ใช่ทั้งโลกแต่จะเป็นบางส่วนเท่านั้น พื้นที่อื่นก็ยังคงใช้ชีวิตกันต่อไป

Credit : http://fusion.net/story/279155/mexican-media-trump-threatens-war-with-mexico-to-collect-border-wall-payment/
Credit : http://fusion.net/story/279155/mexican-media-trump-threatens-war-with-mexico-to-collect-border-wall-payment/

เราก็ต้องกลับมาวิเคราะห์อีกว่า หุ้นตัวไหนบ้าง? ที่จะได้ประโยชน์ เวลาที่เกิดสงครามยังไงก็ยังเป็นที่ต้องการเพราะกองทัพยังไงก็ต้องเดินด้วยท้องอยู่แล้ว หุ้นเกี่ยวกับการส่งออกอาหารจะได้ประโยชน์หรือเปล่า? หรือหุ้นพวกกลุ่มที่เป็น “เสื้อผ้า” ถ้าย้อนกลับไปดูตอนสงครามโลกครั้งที่ 1 ราคา “ผ้าฝ้าย” ก็กระโดดขึ้นมาหลายเท่าตัวเหมือนกัน และสุดท้ายหุ้นกลุ่มอาวุธสงครามจะต้องได้ผลประโยชน์แน่นอน อย่างหุ้นชื่อ BOEING ที่จะคุ้นชื่อในรุ่นเครื่องบินต่างๆ ซะมากกว่า จริงๆแล้วหลักๆ คือการผลิตอาวุธและเครื่องบินรบ ก็จะได้ประโยชน์ในกรณีที่เกิดสงคราม และอย่างทุกวันนี้งบประมาณของอเมริกาเกือบครึ่งก็นำไปพัฒนาเกี่ยวกับทหารอยู่แล้วด้วย

และสินทรัพย์อีกอย่างหนึ่งที่ช่วง “สงคราม” ได้รับประโยชน์ก็คือ “ทองคำ” เพราะช่วงสงครามโดยปกติแล้วจะมีการพิมพ์เงินออกมาเพื่อซื้ออาวุธ เสื้อผ้า และอาหารจำนวนมากโอกาสที่จะเกิดเงินเฟ้ออย่างรวดเร็วและรุนแรง (Hyperinflation) จะมีสูงมาก และทองคำจะเป็นตัวที่ Hedging ความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อหรือเรื่องค่าเงินเสื่อมได้อย่างดี



ทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ จะเห็นได้ว่าเวลาเกิดวิกฤตก็ไม่ใช่หุ้นทุกตัวที่จะลง แต่ก็มีบางตัวที่จะได้ประโยชน์ หรือถ้าใครมองว่าจะเกิดสงครามแน่ๆ ตลาดหุ้นพังแน่นอน ปัจจุบันก็มี “ตลาดอนุพันธ์” ที่เราสามารถซื้อสัญญาที่เลือกได้ว่า “หุ้นจะลง” แล้วถ้าลงจริงเราก็จะได้กำไร ถ้าอย่างของตลาดอนุพันธ์ไทย ถ้าซื้อสัญญาที่ทายว่าหุ้นจะลง (Short) ถ้า SET50 ลง 1 จุดเราจะได้จุดละ 200 บาทต่อ 1 สัญญา เห็นมั้ยว่าเรื่องการลงทุนไม่ว่าสถานการณ์ไหนก็สามารถทำกำไรได้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราทำการบ้านมาดีหรือเปล่า?


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon