ใครชนะไม่สำคัญ…เลือกตั้งสหรัฐเสี่ยงส่งผลลบกับตลาดหุ้นไทย

posted: 2 years ago
ใครชนะไม่สำคัญ…เลือกตั้งสหรัฐเสี่ยงส่งผลลบกับตลาดหุ้นไทย

comments

ถ้าพูดถึงกระแสของโลกตอนนี้บอกได้เลยว่าหนีไม่พ้นเรื่อง “การเลือกตั้งของสหรัฐ” เนี่ยแหละ ซึ่งเป็นประเด็นที่เราต้องติดตามเนื่องจากส่งผลกระทบกับประเทศไทยเราอย่างมาก เพราะประเทศไทยส่งออกไปอเมริกาเป็นอันดับที่ 1 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด แค่ลองจินตนาการว่าถ้าอเมริกายกเลิกนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยขึ้นมา ประเทศไทยก็ลำบากแล้ว (จริงๆ แค่ลดลง 20% ก็เป็นเรื่องดราม่าแล้ว) และนอกจากนี้ “เงินลงทุน” จากประเทศอเมริกาก็อยู่ในระดับท็อป 3 มาโดยตลอด ถ้าเงินไหลเข้าเยอะก็จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีมากๆ ดังนั้นนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบกับประเทศไทยอย่างแน่นอนโดยเฉพาะ “นักลงทุน” แบบเราๆ



พอเรามาดูถึงนโยบายทั้งของ “ฮิลลารี คลินตัน” และ “โดนัลด์ ทรัมป์” ต้องบอกว่า “แตกต่าง” กันพอสมควร แล้วในเมื่อมีความแตกต่างของนโยบายเรียกได้คนละขั้วเลยก็ว่าได้ ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์หรือการวิเคราะห์ออกมาว่า ไม่ว่าใครจะขึ้นเป็นประธานาธิบดีก็ตาม “ตลาดหุ้น” ก็น่าจะเป็นผลลบมากกว่า

Washington and spending money.

แล้วทำไมคนส่วนใหญ่ต้องหันไปซื้อ “ทองคำ” กันมากขึ้นล่ะ?

ก่อนอื่นเราต้องไปดูธรรมชาติของตลาดหุ้นคือชอบความ “ชัดเจน” เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เวลาที่สภาพโดยรวมไม่มีความชัดเจนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนขายทำกำไรหรือเทขาออกมาก่อนเพื่อลดความเสี่ยง เพราะหุ้นเป็นสินทรัพย์การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง การกำจัดความเสี่ยงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญของนักลงทุนเช่นกัน

ส่วนตัวคิดว่าถ้า “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้น่าจะเป็นผลลบอย่างน้อยก็ในระยะสั้นเพราะตัวทรัมป์เองก็เป็นมือใหม่กับการเป็นประธานาธิบดีเมื่อเทียบกับฮิลลารี ประกอบกับนโยบายที่มีการกีดกันการค้าระหว่างประเทศ เน้นสร้างงานสร้างประเทศจากภายในนั้นหมายความว่าประเทศไทยจะส่งออกได้น้อยลงอย่างแน่นอน จึงดูแล้วมีผลลบกับตลาดหุ้นไทยอย่างแน่นอนเพราะ “ราคาของหุ้น” จะเป็นตัวสะท้อน “กำไร” ถ้าส่งออกได้น้อยลง กำไรลดลง ราคาหุ้นก็จะลดลง ดังนั้นนักลงทุนก็จะขายเทหุ้นออกมาจากพอร์ต

507342162-republican-presidential-candidate-donald-trump-speaks.jpg.CROP.promo-xlarge2
Credit : http://www.slate.com/blogs/xx_factor/2016/01/29/donald_trump_s_transformation_of_the_republican_primary_into_a_reality_tv.html

แต่ถ้า “ฮิลลารี คลินตัน” ได้รับเลือกดูจะมีปัจจัยบวกมากกว่าตัวของทรัมป์ทั้งในเรื่องของนโยบายและประสบการณ์ต่างๆ แต่ก็มีประเด็นเรื่อง “สงคราม” ที่บอกได้เลยว่าตอนนี้กรุ่นๆ กันอยู่ระดับนึงเหมือนกัน คนส่วนใหญ่ก็มองว่าถ้าคลินตันได้ก็น่าจะส่งเสริมให้เกิดสงครามโลกได้เหมือนกันเพราะถ้าไปดูประวัติของคลินตันแล้วก็มีส่วนเกี่ยวกับเรื่องความรุนแรงมาโดยตลอด

Credit : http://www.newyorker.com/news/john-cassidy/hillary-clinton-versus-donald-trump-the-battle-ahead
Credit : http://www.newyorker.com/news/john-cassidy/hillary-clinton-versus-donald-trump-the-battle-ahead
แล้วคำถามต่อมาคือ ทำไมนักลงทุนหลายๆ คนหรือแม้แต่กองทุนขนาดใหญ่ก็วิ่งหา “ทองคำ” กันล่ะ? เมื่อเราพูดถึง “ทองคำ” ธรรมชาติของทองคำจะชอบ “ความไม่แน่นอน” ซึ่งตรงข้ามกับตลาดหุ้น เวลาเกิดความไม่แน่นอนคนจะหันกลับมาซื้อทองกัน แล้วพอคนกลับมาซื้อกันเยอะแน่นอนว่าราคาทองก็จะวิ่งกลับมานั่นเอง เพราะว่าทองคำมีหน้าที่หลักก็คือเป็นหลักประกันในการ “พิมพ์เงิน” ด้วยปริมาณเงินที่ถูกพิมพ์ออกมามากมายขนาดนี้จากนโยบาย QE (Qualitative easing) หรือนโยบายพิมพ์เงินในชื่ออื่นๆ ของทั้งโลก

 

ถึงแม้ปัจจุบันการพิมพ์เงินดอลล่าร์เข้าสู่ระบบของอเมริกาจะไม่จำเป็นต้องใช้ทองคำหนุนหลังก็ตาม แต่ประเทศอื่นยังจำเป็นต้องใช้เพื่อหนุนหลังอยู่ แล้วถ้าเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ ไม่แน่ว่าทองคำอาจจะกลายกลับมาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนก็เป็นไปได้เพราะในอดีตเราก็ใช้ทองคำเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมาก่อน (ใช้เหรียญทองเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน) แล้วถ้าเราลองไปดูประวัติศาสตร์อย่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ราคาทองก็ขยับปรับตัวขึ้นอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับค่าเงินดอยช์ มาร์ค (ช่วงปี ค.ศ. 1919-1923 หลังสงครามโลกที่เยอรมันแพ้สงคราม)



ถ้าพูดถึง “สินทรัพย์การลงทุน” โดยทั่วไปแล้ว ถ้ากระแสของเงินวิ่งไปทางไหนเยอะ “ราคา” ก็จะเพิ่มขึ้นอยู่แล้วถ้ามองว่าเงินทั้งโลกมีอยู่อย่างจำกัดถ้าจะซื้อสินทรัพย์หนึ่งอย่างต้องขายสินทรัพย์อีกอย่างหนึ่งออกมาซื้อ ก็เลยไม่แปลกว่าทำไมหุ้นถึงลง แล้วทองคำราคาถึงขึ้นมาได้ เพราะถ้าไปดูพอร์ตโดยรวมของกองทุนหลายๆ กองทุนแล้ว จะเห็นได้ว่าลดสัดส่วนการถือหุ้นลงแล้วมาถือทองคำหรือหุ้นเหมืองทองคำขึ้น ถ้าดูช่วงต้นปี 2016 ที่ผ่านมาหุ้นเหมืองทองคำที่ใหญ่อันดับต้นอย่าง Newmont Mining Corp ก็ปรับตัวขึ้นมาสูงสุดเกือบ 3 เท่าตัวแล้ว

สุดท้ายดู ๆแล้วตลาดหุ้นทั่วโลกจะชื่นชอบตัว “ฮิลลารี คลินตัน” มากกว่าเพราะพอมีข่าวเรื่องโดนตรวจสอบ E-mail จาก FBI รอบที่ 2 ตลาดหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศก็วิ่งลงทันทีแต่พอวันจันทร์ (07/11/2016)ที่ผ่านมา FBI ออกมาแถลงว่าไม่พบหลักฐานเอาผิดตลาดหุ้นก็กลับมาเขียวให้เห็นทันทีเช่นกัน

ขอบคุณภาพปก : http://www.thefiscaltimes.com/2016/03/17/Clinton-vs-Trump-Get-Ready-Nastiest-General-Election-Memory


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon