ต้อง เสียภาษี จริงเหรอ? ถ้าเราพกกล้อง และโน้ตบุ๊กตัวเองไปต่างประเทศ ?!

posted: 5 months ago
ต้อง เสียภาษี จริงเหรอ? ถ้าเราพกกล้อง และโน้ตบุ๊กตัวเองไปต่างประเทศ ?!

comments

นับเป็นกระแสที่แรงใช้ได้ เมื่อจู่ๆ ก็มีข่าวออกมาว่า “บินไปนอก แบกโน้ตบุ๊ก กล้องถ่ายรูป ไป ต้องแจ้งศุลการกรทุกครั้ง” ทำให้หลายๆ คนออกมาแสดงความคิดเห็นไม่พอใจ และไม่เห็นด้วยกับข่าวดังกล่าว จนกลายเป็นกระแสวิพากวิจารณ์กันอย่างหลากหลาย

ว่าแต่ข่าวที่ว่านั้น แท้จริงเป็นอย่างไรบ้างนะ เรามาลองทำความเข้าใจรายละเอียดจริงๆ ให้มากขึ้นดีกว่า  


ทำความเข้าใจกันก่อน กับระบบเบื้องต้น

หลายคนทราบดีอยู่แล้วว่า กฏหมายศุลกากรนั้น ได้บอกเอาไว้ว่า ‘ให้ของติดตัวผู้โดยสารที่ได้รับการยกเว้นอากร คือของใช้ส่วนตัวที่มีปริมาณสมควรสำหรับใช้ส่วนตนและมีมูลค่ารวมทั้งหมดไม่เกิน 20,000 บาท (จะต้องไม่ใช่ ของต้องห้าม ของต้องกำกัด หรือเสบียง)’

หมายถึง คุณสามารถช็อปปิ้งมาได้ แต่ต้องไม่เอาอะไรมาเกิน 20,000 บาท ถึงจะสามารถเดินผ่านช่องเขียว (Nothing to Declare) ซึ่งเป็นช่องที่ไม่เสียภาษีได้สบายๆ

ในทางกลับกัน หากของที่ช็อปนั้นเกิน ก็ต้องแสดงความบริสุทธื์ใจ ด้วยการเข้าช่องแดง (Goods to Declare) เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิจารณาเก็บภาษี

แต่ถ้าใครหน้ามึน อยากจะเนียน ช็อปฯ มาเกิน 20,000 บาท แต่เดินผ่านช่องเขียว หากโดนสุ่มตรวจเจอ จะโดนข้อลงโทษหากหลีกเลี่ยงการสำแดง  ซึ่งคุณอาจจะโดนปรับ 4 เท่าของมูลค่าของ บวกค่าภาษีและอากร หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่สำคัญ ของที่หลีกเลี่ยงการชำระอากรต้องถูกริบเป็นของแผ่นดิน ตามกฎหมายศุลกากรอีกด้วย

แน่นอนว่า อาจจะมีหลายคนที่ไม่อยากเสี่ยง ก็เลือกจะเข้าช่องแดงทั้งทีที่รู้ว่าตัวเองชอปปิ้งเกิน แต่เราก็ต้องยอมรับ ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ยังหน้ามึนเดินเข้าช่องเขียว ทำให้ต้องเกิดการสุ่มตรวจ เพราะไม่สามารถตรวจสอบโดยละเอียดทุกใบด้วยปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเวลา เจ้าหน้าที่ นั่นเอง



แค่ 20,000 เอง ขอเยอะกว่านั้นไม่ได้เหรอ

หลายคนบ่นว่า 20,000 บาทมันน้อยเหลือเกิน น่าจะเพิ่มให้มากกว่านี้หน่อย อันนี้คงต้องบอกว่ายาก

เพราะตามกฎหมายภาษีศุลกากร สินค้านำเข้าทุกอย่าง (ไม่ว่าทางใดก็ตาม) ต้องเสียภาษี  หากเราจะอยากซื้ออะไรก็ควรซื้อในประเทศซึ่งสินค้าได้ผ่านการเสียภาษีอย่างถูกต้องมาแล้ว

ที่สำคัญ ในอดีตนั่น อนุโลมให้แค่ 10,000 บาท เสียอีก แต่มีการปรับเพิ่ม อลุ่มอะล่วยให้เป็น 20,000 บาท เพราะถ้าเรามองย้อนกลับไป หลายๆ ประเทศ เช่น อเมริกาอนุญาตให้คนละ 800 เหรียญ เท่านั้นเอง



อ้าว แล้วแบบนี้ทำไมพกกล้อง พกโน้ตบุ๊กไป ต้องแจ้งละ ?

เมื่อเข้าใจหลักการขั้นต้นแล้ว หลายคนก็ยังสงสัยอยู่ดี แบบนี้มันเกี่ยวอะไรกับพกของส่วนตัวอย่าง กล้อง โน้ตบุ๊ก  

จุดนี้เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ตามข้อกฏหมายกล่าวเอาไว้ว่า



“สำหรับผู้โดยสารที่จะเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ที่จะนำของมีค่าออกไป ซึ่งเป็นของเก่าที่ใช้แล้ว และมีจำนวนหรือปริมาณพอสมควร รวมทั้งมีเครื่องหมาย เลขหมายที่สามารถตรวจสอบได้ เช่น นาฬิกา กล้องถ่ายวิดีโอ กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์สำหรับพกพา เพื่อเป็นหลักฐานในการขอรับการยกเว้นอากรในฐานะของใช้ส่วนตัวตอนนำติดตัวกลับเข้ามาพร้อมกับตน ให้แจ้งต่อพนักงานศุลกากร ณ ห้องที่ทำการศุลการกรบริเวณห้องผู้โดยสารขาออก

เมื่อพนักงานศุลกากรตรวจสอบของที่จะนำออกไปแล้ว จะมอบใบรับแจ้งของมีค่าที่ผู้โดยสารนำติดตัวออกไปและจะนำกลับเข้ามาพร้อมกับตน เพื่อแสดงต่อพนักงานศุลกากรช่องแดงในวันเดินทางกลับเข้าประเทศไทย…

ทั้งนี้ของมีค่าหรือของส่วนตัวผู้โดยสารที่นำติดตัวไปขณะเดินทางออกนอกราชอาณาจักรและใช้เป็นปกติวิสัยในระหว่างการเดินทาง หรือเป็นเครื่องประดับการแต่งกายตามปกติ ไม่ต้องแจ้งต่อพนักงานศุลกากร”



หรือจะให้สรุปสั้นๆ แบบเข้าใจง่ายๆ จะหมายถึง คุณสามารถพก โน้ตบุ๊ก 20,000 บาท สมาร์ทโฟน 20,000 บาท นาฬิกาเพื่อน ราคาเหยียบแสน ไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องยื่น หรือใครอยากจะพกกระเป๋าแบรนด์เนมไปเที่ยวที่ต่างประเทศแบบไม่ซ้ำกัน 7 วัน 7 ใบ ก็สามารถทำได้ แต่ถ้ากังวลว่าเพิ่งซื้อมาใหม่ๆ ขากลับกลัวจะมีปัญหา ก็สามารถยื่นแจ้งไว้ได้

แน่นอนว่า ข้อปฏิบัตินี้ไม่ใช่ข้อบังคับ ไม่จำเป็นต้องยื่นกันทุกคน  เพราะกฏหมายนี้ออกมาเพื่อเอื้อให้กับผู้ที่จะนำของมีค่าออกไปปฏิบัติงานเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ไม่ต้องเกิดข้อซักถาม เวลาเดินทางกลับเข้าประเทศ

จะเห็นได้ว่า กลุ่มคนที่ยื่นจึงมีเฉพาะคนไปทำงานถ่ายทำละคร กองแฟชั่น หรือพวกออกไปทำเอ็กซิบิชั่นที่จะไปยื่นแสดงอุปกรณ์ เสื้อผ้า เครื่องประดับ ซึ่งข้าวของเหล่านี้จะมีราคาแพง และดูใหม่ เพื่อเซฟตัวเองตอนขาเข้า



แล้วเรื่อง Duty Free ล่ะ ว่ายังไง ?

อีกประเด็นหนึ่งที่ร้อนแรงไม่เบาก็คือข้อที่ระบุว่า “ของที่ซื้อจากร้านค้าปลอดอากรขาออกในเมือง หรือร้านค้าปลอดอากรภายในอาคารผู้โดยสารขาออก ณ สนามบิน จะต้องนำออกไปนอกราชอาณาจักรเท่านั้น หากนำกลับเข้ามาให้ผ่านการตรวจที่ช่องแดง (Goods to Declare) และชำระอากร”

หลายคนคงไม่รู้ว่านี่ก็เป็นกฏหมายเก่า เพราะจริงๆ “ตามหลักการในการจัดร้านค้าปลอดอากรขาออกในสนามบิน เป็นการให้สิทธิ์แก่ผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อนำสินค้าปลอดอากรออกไปนอกราชอาณาจักร

โดยผู้ซื้อจะต้องนำของที่ซื้อออกไปนอกราชอาณาจักรภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ซื้อ หากพ้นระยะเวลาที่กำหนดให้ร้านค้าปลอดอากรจัดทำบัญชีของที่มิได้นำออกภายในกำหนดตามแบบ กศก.66/1 และต้องรับผิดชอบในค่าภาษีอากรสำหรับของดังกล่าว…”

อธิบายง่ายๆ คือ สินค้าใน Duty Free จริงๆ แล้วต้องซื้อและนำออกนอกประเทศเท่านั้น หากนำกลับเข้ามาในประเทศ ก็ถือให้รวมอยู่ในมูลค่า 20,000 บาท ของที่คุณนำเข้า หากเกินจาก 20,000 บาท ที่กำหนดไว้ ต้องจ่ายค่าภาษีอากร แต่ไม่ใช่ว่าสินค้าทุกชิ้นที่ซื้อใน Duty Free ต้องเสียภาษี อย่างที่หลายคนเข้าใจ



อยากได้สั้นๆ ขอแบบง่ายๆ

หากให้สรุปกันแบบสั้นๆ เข้าใจง่ายทั้งหมดคือ คุณสามารถชอปปิ้งที่ต่างประเทศได้ ไม่เกิน 20,000 บาท จึงจะสามารถผ่านช่องเขียวได้ และไม่ต้องเสียภาษี หากชอปปิ้งเกินจากนั้นต้องเข้าช่องแดงเพื่อทำการเสียภาษี ไม่เช่นนั้นจะถูกปรับมากกว่าเดิม

ในส่วนการนำเอาของมีค่า อย่าง กล้อง โน้ตบุ๊ค มือถือ ไป ไม่จำเป็นต้องยื่นแจ้งทุกครั้ง ทางการไม่ได้บังคับ แต่ถ้าใครเพิ่งซื้อใหม่ๆ ไม่อยากจะถูกถามก็สามารถยื่นเรื่องได้

ส่วนของใน Duty Free ถูกนับให้เป็นสินค้าที่ต้องซื้อแล้วนำออกนอกประเทศ หากนำกลับเข้ามาจะถูกรวมในงบชอปปิ้งไม่เกิน 20,000 บาท ของคุณ



เอาเป็นว่าก็เข้าใจเพิ่มขึ้นกันแล้ว สำหรับกฏหมายต่างๆ ที่ถุกออกข่าวไป จริงๆ แล้วหลายอย่างไม่ใช่กฏหมายใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นกฏหมายเก่าที่หลายคนอาจจะมองข้ามไปได้

ถ้าจะให้ดี ก่อนไปเที่ยวทุกครั้ง อย่าลืมตรวจสอบข้อกฏหมาย ข้อบังคับต่างๆ แล้วคุณจะไปเที่ยวได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลอะไรอีกต่อไปแล้วล่ะ!


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon