จะแต่งงานทั้งที ควรคิดค่าสินสอดเท่าไร ให้สมน้ำสมเนื้อ

posted: 4 months ago
จะแต่งงานทั้งที ควรคิดค่าสินสอดเท่าไร ให้สมน้ำสมเนื้อ

comments

เมื่อคนสองคนบ่มความรักมาจนสุกงอมแล้ว ก็ย่อมอยากที่จะสร้างครอบครัวด้วยการแต่งงาน แต่แค่ความรักอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เพราะยังมีองค์ประกอบอีกหลายอย่างให้พิจารณา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความเหมาะสม พื้นฐานครอบครัว จารีตประเพณี หรือแม้แต่ค่าสินสอดทองหมั้น ก็มีส่วนสำคัญมิใช่น้อยทำให้หลาย ๆ คู่กุมขมับกันเลยทีเดียว



ทั้งนี้ถือว่าเป็นปัญหาโลกแตกก็ว่า เพราะจะแต่งงานทั้งทีค่าสินสอดทองหมั้นจะคิดอย่างไรถึงจะเหมาะสม และดูสมน้ำสมเนื้อ ไม่เวอร์จนฝ่ายชายต้องคิดมาก ซึ่งงานนี้ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ของสองครอบครัว ดังนั้น ต้องคุยกันให้เคลียร์ชัดเจนตั้งแต่ต้นยันจบ จะได้ไม่มีปัญหาในภายหลัง

และวันนี้ Rabbit Daily ได้หาคำตอบมาให้เรียบร้อยแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เหมือนกรณี นักแสดงสาวกับนักร้องหนุ่ม ที่กำลังตกเป็นข่าวใหญ่โตในสื่อออนไลน์ กรณีการเรียก “สินสอด 80 ล้าน” ที่พาดพิงกันไปมาถึงขั้นต้องเลิกราแตกหักกันไป ทำให้เกิดข้อถกเถียงในโลกออนไลน์ว่าสินสอดที่เหมาะสมนั้นควรเป็นเท่าไหร่ดี

จากข้อมูลวิทยานิพนธ์ที่น่าสนใจของนายภศุ ร่วมความคิด เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ) เจ้าของผลงาน หัวข้อเรื่อง “ถ้าฉันจะแต่งงาน ควรได้รับ หรือต้องจ่ายสินสอดเท่าไร” คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งวิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ เป็นการศึกษาเชิงประจักษ์ ประเมินมูลค่าสินสอด โดยใช้แบบจำลองที่เรียกว่า เฮดโดนิค

โดยการแต่งงานถือเป็นการสร้างข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างฝ่ายชายกับฝ่ายหญิงอย่างหนึ่ง เพราะในวัฒนธรรมไทยการให้สินสอด ถือเป็นสิ่งสำคัญของพิธีแต่งงาน ซึ่งการเรียกสินสอดของฝ่ายหญิง มักมีการตกลงเบื้องต้นก่อนขั้นตอนการเจรจาสู่ขอจริง ถ้าฝ่ายหญิงเรียกสินสอดที่สูงเกินไป ฝ่ายชายก็จะทำการต่อรอง จนกระทั่งได้มูลค่าสินสอดที่ฝ่ายหญิงพอใจ และฝ่ายชายสามารถจ่ายได้

จากผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาสินสอด ขึ้นอยู่กับระดับรายได้ การศึกษา ภาระรับผิดชอบต่อครอบครัว และการได้แต่งงานเป็นบุคคลลำดับที่เท่าไรของบ้านก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ

เช่น เมื่อคู่แต่งงาน (ฝ่ายชายหรือหญิง) มีระดับรายได้สูงขึ้น 1 บาท จะทำให้มูลค่าของสินสอดเพิ่มขึ้นไป 2 บาทเศษ เมื่ออายุของคู่แต่งงานสูงขึ้น 1 ปี จะทำให้มูลค่าสินสอดเพิ่มขึ้นไปอีก 8,986 บาท หากคู่แต่งงานมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ มูลค่าสินสอดจะเพิ่มขึ้นไปอีก 174,818 บาท และหากคู่แต่งงานออกเรือนหรือแต่งงานเป็นคนแรกของครอบครัว จะทำให้มูลค่าของสินสอดเฉลี่ยเพิ่มขึ้นไปอีก 227,064 บาท

นอกจากนี้แล้วการแต่งงานเร็วจะดี เพราะรายได้ยังต่ำ และอายุก็น้อย มูลค่าของสินสอดก็พลอยต่ำตามไปด้วย แต่จากการประมวลผลแบบแยกฝ่ายชายออกจากฝ่ายหญิงเขาว่า กลับให้ผลการศึกษาดังนี้

เมื่อฝ่ายชายมีรายได้สูงขึ้น 1 เท่า จะเต็มใจจ่ายค่าสินสอดให้ฝ่ายหญิงเพิ่มขึ้น 20% แต่ถ้าฝ่ายหญิงเป็นผู้มีรายได้สูงขึ้น 1 เท่า กลับต้องการจะเรียกค่าสินสอดจากฝ่ายชายเพิ่มขึ้นถึง 32%

ขณะที่ ระยะเวลาในการคบหา และตำแหน่งหน้าที่การงานของฝ่ายหญิง ยังเป็นอีก 2 ปัจจัยที่มีผลต่อความเต็มใจจ่ายค่าสินสอดเพิ่มขึ้นของฝ่ายชาย รวมทั้งความเป็นความเป็นคนกรุงเทพฯของฝ่ายหญิงยังมีผลต่อการเรียกค่าสินสอดเพิ่มขึ้นของฝ่ายหญิงด้วย แต่ไม่มีผลกับฝ่ายชาย

ยกตัวอย่าง หากคู่บ่าวสาว ต่างมีรายได้เฉลี่ยคนละ 20,000 บาทต่อเดือน มีอายุ 30 ปี ทั้งคู่เป็นคนกรุงเทพฯ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี และแต่งงานเป็นคนแรกของครอบครัว โดยที่ต่างคนต่างไม่มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวของตน และทั้งคู่ไม่ได้มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูง

ค่าสินสอดที่ถือว่าได้ดุลยภาพ จะคำนวณออกมาได้เป็น (2.2205 ×รายได้ต่อเดือน) + (8,986.92×อายุ) + (ถ้าเป็นคนกรุงเทพฯ 174,818.6) + (227,064.1 ถ้าแต่งงานเป็นลำดับแรกของครอบครัว)

หรือเท่ากับ (2.2205×20,000 บาท) + (8,986.92×30 ปี) + (174,818.6 เพราะเป็นคนกรุงเทพฯ) + (227,064.1 เพราะแต่งงานเป็นคนแรกของบ้าน) ค่าสินสอดที่เหมาะสม คือ 715,590.3 บาท

แต่ถ้าเปลี่ยนโจทย์ใหม่เป็นว่า คู่สมรส จบการศึกษาไม่เกินระดับมัธยม หรือ ปวช. ต่างมีรายได้เฉลี่ย 20,000 บาทต่อเดือน มีอายุ 30 ปี ทั้งคู่เป็นคนกรุงเทพฯและแต่งงานเป็นคนแรกของครอบครัว โดยที่ต่างคนต่าง มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวของตน แต่ไม่ได้มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูง

มูลค่าของสินสอดที่เหมาะสมจะกลายเป็น (2.2205 × รายได้ต่อเดือน) + (8,986.92×อายุ) + (เพราะเป็นคนกรุงเทพฯ 174,818.6) – (454,350.5 เพราะจบการศึกษาไม่เกินมัธยม/ปวช.) + (227,064.1 เพราะแต่งงานเป็นลำดับแรกของครอบครัว) – (134,160.8 เพราะมีภาระต้องดูแลครอบครัวของตน) ค่าสินสอดที่เหมาะสมคือ 127,389 บาท

อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงค่าสินสอดอย่างเดียวเท่านั้น ยังไม่รวมค่าชุดแต่งงาน ค่าถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง ค่าสถานที่จัดงานเลี้ยง ค่าขันหมาก ของชำร่วย ค่าแต่งหน้า ทำผม ค่าดนตรี ค่าอาหาร ฯลฯ ที่คนสองคนต้องร่วมกันคิดคำนวณออกมาให้ดีก่อนที่งานแต่งครั้งนี้ค่าใช้จ่ายจะบานปลายไปกันใหญ่

แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งสำคัญของการใช้ชีวิตคู่ คือความรักอันแท้จริงที่ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวมีให้แก่กัน ที่จะเป็นตัวตัดสินได้ว่า คนสองคนที่รักกันจะอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า อย่างที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายอวยพรกันไว้ในวันแต่งงานหรือไม่


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon