แบตเตอรี่รถยนต์ หัวใจของรถ ที่ต้องดูแล

posted: 2 years ago
แบตเตอรี่รถยนต์ หัวใจของรถ ที่ต้องดูแล

comments

แบตเตอรี่รถยนต์เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ผู้ใช้รถให้ความสำคัญน้อยกว่าอุปกรณ์อื่นๆ นั่นก็เพราะยังไม่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับแบตเตอรี่ จนกระทั่งมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างเช่น สตาร์ทไม่ติด ซึ่งจริงๆ แล้วหากแบตเตอรี่เสื่อม ปัญหาสตาร์ทไม่ติดก็เป็นเพียงปัญหาหนึ่งเท่านั้น เพราะผลที่ตามมาจากแบตเตอรี่ที่เสื่อมจะส่งผลต่อระบบอื่นๆ ด้วย แบตเตอรี่จึงเปรียบได้กับหัวใจของรถ เป็นจุดเริ่มต้นของระบบการทำงาน แต่มักถูกละเลยจากการดูแล วันนี้เรามาลองมาดูกันว่าเราจะดูแลแบตเตอรี่ได้อย่างไรบ้าง



การทำงานของแบตเตอรี่

ภาพจาก : odagaisama.com
ภาพจาก : odagaisama.com

แบตเตอรี่จะทำหน้าที่ในการส่งกระแสไฟฟ้าไปยังส่วนต่างๆ ของรถ เช่น ระบบจุดระเบิดในขณะที่สตาร์ทเครื่องยนต์ รวมไปถึงระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ อย่าง วิทยุ และไฟส่องสว่างทั่วคันอีกด้วย ซึ่งดูจากการทำงานแล้ว อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า แบตเตอรี่เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า แต่แบตเตอรี่เป็นเพียงแหล่งเก็บไฟฟ้าสำรอง ที่คอยจ่ายไฟ ในยามที่ไดร์ชาร์จ (อุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้า) ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ทัน เช่น การขับขี่ในตอนกลางคืนที่ต้องใช้ไฟส่องสว่างมากกว่าปกติ ระบบก็จะดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้ ในขณะเดียวกันถ้าไดร์ชาร์จสามารถทำงานได้ดีขึ้น ก็จะมีกระแสไฟฟ้าเหลือจากการใช้งาน และจะถูกส่งไปที่แหล่งไฟฟ้าสำรอง หรือแบตเตอรี่นั่นเอง โดยไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จะถูกจ่ายออกไปก็ตอนสตาร์ทเครื่องยนต์เท่านั้น และเมื่อระบบทุกอย่างทำงาน กระแสไฟฟ้าจากไดร์ชาร์จ ก็จะถูกส่งเข้าไปในแบตเตอรี่ และเวียนเข้าออกอยู่ตลอด ทำให้แบตเตอรี่ไม่ได้ส่งไฟออกมาไปจนหมด เพราะฉะนั้นการที่แบตเตอรี่หมดจะเกิดขึ้นได้ใน 2 กรณี คือ

1.แบตเตอรี่หมดอายุการใช้งาน ทำให้เก็บไฟไม่อยู่

2.เกิดความผิดปกติที่ไดร์ชาร์จ ทำให้ประจุไฟฟ้าไม่เข้าไปที่แบตเตอรี่ หรือเข้าไปน้อยไม่เพียงพอต่อการใช้งาน

อายุการใช้งาน และแบตเตอรี่แต่ละประเภท

แบบเปียก

แบตเตอรี่แบบเปียกเป็นประเภทที่นิยมกันมาก โดยแบ่งออกได้เป็นอีก 2 ประเภท คือแบบที่ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยๆ ประมาณสัปดาห์ละ 1 ครั้ง กับแบบที่เติมน้ำกลั่นไม่บ่อยมาก โดยแบตเตอรี่แบบเปียกจะมีฝาเปิด-ปิดสำหรับเติมน้ำกลั่น โดยจะมีอายุการใช้งานประมาณ 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปี แต่ไม่ควรเกิน 3 ปีขึ้นไป ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งานด้วย เพราะหากดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องก็อาจทำให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน แต่ถึงอย่างไรหากหมดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ก็ควรที่จะเปลี่ยนลูกใหม่ดีกว่า

แบตเตอรี่รถยนต์ (1)

แบบแห้ง

แบตเตอรี่แบบแห้งคือแบตเตอรี่ที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น มีอายุการใช้งานที่นานกว่า ทนทาน และราคาแพงกว่า โดยแบตเตอรี่ชนิดนี้จะใช้งานได้ประมาณ 5-10 ปี โดยมีแต่ตาแมวที่เอาไว้คอยเช็คระดับน้ำกรด และระดับไฟชาร์จ แต่จะไม่มีฝาเปิด-ปิดสำหรับเติมน้ำกลั่น

การเปลี่ยนแบตเตอรี่

แบตเตอรี่รถยนต์

สำหรับการเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่นั้น ต้องคำนึงถึงปัจจัยที่จะเปลี่ยนก่อน อย่างเช่น หากคุณไม่ได้ไปเติมแต่งติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ให้กับรถ อย่าง เครื่องเสียง หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่ ที่มีขนาดแอมป์สูงขึ้น เพราะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้มีการคำนวณขนาดของแบตเตอรี่ที่เหมาะกับรถยนต์รุ่นนั้นๆ มาแล้ว แต่ถ้ามีการมีแต่งเติมอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้น ก็สามารถเปลี่ยนแบตที่มีขนาดแอมป์สูงขึ้นได้ โดยให้คำนึงถึงฐานแบตเตอรี่เดิมว่าสามารถรองรับแบตเตอรี่ลูกใหม่ได้หรือไม่ เพราะแบตเตอรี่ที่ขนาดแอมป์มากขึ้น ตัวแบตเตอรี่ก็ใหญ่ขึ้นด้วย และที่สำคัญไม่ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่มีขนาดแอมป์ลดลงอย่างเด็ดขาด แต่สามารถเพิ่มขนาดแอมป์ได้ โดยให้ไม่เกิน ประมาณ 10-30 แอมป์

ข้อควรระวังในการทำงานกับแบตเตอรี่

แบตเตอรี่รถยนต์

ในแบตเตอรี่จะประกอบไปด้วยสารเคมีภายใน อย่าง สารตะกั่ว น้ำกรด ดังนั้นการทำงานกับแบตเตอรี่จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ ควรเลือกชาร์จแบบช้าเอาไว้ โดยชาร์จไว้ประมาณ 5-10 ชั่วโมง และสำหรับแบตเตอรี่ลูกใหม่ด้วยเช่นกัน เพราะจะเป็นการรักษาสภาพแบตเตอรี่ให้เสื่อมช้าลง แต่ร้านเปลี่ยนแบตเตอรี่บางร้านจะใช้วิธีชาร์จเร็ว เพื่อรีบส่งงานให้ลูกค้า ซึ่งอาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว เพราะฉะนั้นต้องระวังจุดนี้ด้วย ส่วนข้อระวังอื่นๆ จะมีประมาณดังนี้

1.ไม่ควรสูบบุหรี่ หรือทำกิจกรรมที่เกิดประกายไฟ ในบริเวณที่ใกล้กับแบตเตอรี่

2.สวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตา และถุงมือ ทุกครั้งที่ต้องสัมผัสกับแบตเตอรี่ เพื่อป้องกันอันตรายจากน้ำกรด

3.เก็บแบตเตอรี่ และน้ำกลั่นให้พ้นมือเด็ก

4.ไม่ควรทิ้งแบตเตอรี่เก่าลงไปในถังขยะทั่วไป

5.ปฎิบัติตามคำแนะนำบนตัวแบตเตอรี่อย่างเคร่งครัด

6.ไม่ควรเอียง หรือตะแคงแบตเตอรี่เป็นอันขาด เพราะน้ำกรด และสารเคมี จะไหลออกมาทางรูระบายได้



การดูแลรักษาแบตเตอรี่

1.ทำความสะอาดสายไฟ ทั้งขั้วบวก และขั้วลบ และแบตเตอรี่ ด้วยน้ำอุ่น จากนั้นเช็ดให้แห้ง

2.ตรวจเช็คทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ และทาด้วยวาสลิน เพื่อป้องกันการเกิดคราบขี้เกลือ

3.หมั่นตรวจเช็คน้ำกลั่นอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้น้ำกลั่นแห้ง

4.เติมน้ำกลั่นในระดับพอดี ไม่น้อย หรือมากว่าขีด

5.ตรวจระดับกระแสไฟแบตเตอรี่อยู่เสมอ

6.ตรวจเช็คไดร์ชาร์จ หากเกิดปัญหาระบบไฟไม่เพียงพอ

7.ห้ามเติมน้ำกลั่นที่มีสีหรือสารเคมีเด็ดขาด

8.ให้สังเกตบริเวณตาแมวของแบตเตอรี่ ถ้าเป็นสีน้ำเงิน=ไฟยังดีอยู่, สีส้มแดง=แบตเตอรี่มีปัญหาต้องชาร์จไฟ หรือเติมน้ำกลั่น และสีขาว=แบตเตอรี่เสียต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่

นอกจากแบตเตอรี่แล้ว เรายังมีเรื่องของวงการยานยนต์ที่น่าสนใจอีกเพียบ ซึ่งทุกท่านสามารถติดตามได้ที่นี่ รวมถึงประกันรถยนต์ด้วย


avatar
by DeepA

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon