โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี

posted: 2 years ago
โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี

comments

ช่วงปลายปีแบบนี้เรื่องเป็นที่สนใจมากที่สุดเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆ แน่นอนว่าหนีไม่พ้นเรื่อง “ลดหย่อนภาษี” สำหรับคนที่วางแผนไว้ก็จัดการลงมือให้เรียบร้อย แล้วถ้าใครไม่มีแผนก็มีแนวโน้มที่จะมาซื้อลดหย่อนกันเอาปลายปีเนีjยแหละ สินค้าการเงินที่ตอนนี้ได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากทางสรรพากรอยู่ตอนนี้มีอยู่ 3 ทางเลือก

1. ประกันชีวิต

โดยเบี้ยประกันชีวิตที่ได้รับลดหย่อนนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1.1 เบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไป ได้ลดหย่อนเบี้ยประกันตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 100,000 บาท
1.2 เบี้ยประกันแบบบำนาญ ส่วนนี้จะได้รับลดหย่อนตามจ่ายจริงไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท แต่จะมีเงื่อนไขเพิ้มมาอีกนิดหน่อยก็คือ ถ้านำเบี้ยส่วนประกันชีวิตแบบบำนาญไปรวมกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)/กบข. และ กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) ต้องไม่เกิน 500,000 บาทด้วย

โดยสำหรับใครที่ชื่นชอบ ประกันชีวิตแบบบำนาญเป็นพิเศษหรือคนที่ไม่มีความต้องเรื่อง “ทุนประกัน” สามารถซื้อประกันชีวิตแบบบำนาญได้รวม 300,000 บาท (สามารถนำส่วนของประกันชีวิตแบบบำนาญแทนสิทธิ์ของประกันชีวิตแบบปกติได้ แต่ประกันชีวิตแบบปกติไม่สามารถไปใช้ส่วนลดหย่อนของแบบบำนาญได้)



2. กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long-Term Equity Fund หรือ LTF)

เงื่อนไขก็คือซื้อได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท โดยการลงทุนหลักของ LTF จะลงทุนในหุ้นไทยเป็นส่วนใหญ่ (อย่างน้อย 65%)

rmf and ltf

3. กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF)

เงื่อนไขคือซื้อได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แล้วเมื่อรวมกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) หรือ กบข. และเบี้ยประกันแบบบำนาญต้องไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับ RMF ถือว่าเป็นการลงทุนที่มีทางเลือกเยอะมากกว่า LTF เพราะว่า RMF มีสินทรัพย์การลงทุนให้เลือกลงทุนที่หลากหลายมากกว่าตั้งแต่ ตลาดเงิน ตราสารหนี้ หุ้น ไปจนถึง อสังหาริมทรัพย์หรือทองคำ น้ำมัน ก็มีให้เลือกลงทุนเช่นกัน

โดยส่วนใหญ่ทั่วๆ ไปแล้วเวลาเราจะจัดการเรื่อง “ลดหย่อนภาษี” มักจะไปจัดการกันช่วงปลายปี ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วการทยอยจัดการเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นปีได้ประโยชน์มากกว่าหลายด้าน ทั้งเรื่องของการ “ขาดสภาพคล่อง” เพราะเวลาที่เราตั้งใจลดหย่อนปลายปีทีเดียวเราต้องใช้เงินก้อนจำนวนมาก เพราะถ้าซื้อเต็มที่ทั้ง 3 ตัวต้องใช้เงินสูงสุดถึง 1,300,000 บาท ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะบริหารจัดการไม่ทันสูงมาก



นอกจากนี้การทยอยลงทุนยังช่วย “จำกัดความเสี่ยง” ได้อย่างดีโดยเฉพาะการทยอยลงทุนใน LTF และ RMF ส่วนเรื่องของประกันชีวิตการจ่ายที่เดียวน่าจะเป็นผลดีมากกว่าเพราะไม่โดนเบี้ยปรับและยังมีโอกาสได้รับส่วนลดเบี้ยประกันด้วย

แล้วเวลาที่เราลดหย่อนเราต้องใช้เครื่องมือลดหย่อนให้ถูกประเภทด้วย เช่นถ้าเป้าหมายเราคือการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง บางคนเลือกใช้ประกันชีวิต ถ้าถามว่าใช่มั้ยคำตอบก็คือใช้ได้ แต่ยังไม่เหมาะสมเท่ากับ LTF สักเท่าไหร่ เพราะปัจจุบันกรรมธรรม์ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ให้ผลตอบแทนที่ประมาณ 2% แล้วเมื่อรวมผลประโยชน์ทางภาษีเข้าไปน่าจะได้ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 3-4% เท่านั้นHiRes-3-1-new

ดังนั้นถ้าเรามามองเรื่องผลตอบแทนจากกรมธรรม์ในกรณีที่เราใช้ “ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์” อาจจะเป็นตัวเลือกที่ไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่ เพราะในระยะยาวการใช้ LTF หรือ RMF น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะแก่นแท้ของประกันชีวิตเป็นเรื่องของ “หลักประกัน” ดังนั้นเรื่องของการออมเงินเป้าหมายอื่นน่าจะเหมาะสมมากกว่านั้นเอง เพราะผลตอบแทนของ LTF ในอดีตให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงถึง 12%(ยังไม่รวมผลประโยชน์เรื่องภาษี) ทั้งนี้การลงทุนมีความเสี่ยง อย่าลืมศึกษาก่อนการลงทุนด้วยทุกครั้ง

แล้วหลักการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีใน LTF ยังคงเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันอยู่เยอะพอสมควร เพราะส่วนใหญ่มักคิดว่าพอลงทุนครบ 7 ปีแล้วเดี๋ยวเราถอนเงินที่ครบกำหนดออกมา แล้วหมุนนำไปลดหย่อนน่าจะดีที่สุด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วควรนำเงินก้อนใหม่เข้าไปลงทุนมากกว่า เพราะการลงทุนใน LTF เป็นเงินที่เราสามารถเก็บไว้ยามที่เราเกษียณได้ การที่เราหมุนเงินมาจ่ายนั้น จะทำให้ความมั่งคั่งของเราไม่เติบโตเท่าที่ควร และมีความเสี่ยงตอนหลังเกษียณเรามีเงินไม่พอใช้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัวมากสำหรับคนวัยเกษียณ


avatar
by JK, CFP®

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon