โรคซึมเศร้า VS โลกออนไลน์ จากกรณี ‘คนอะไรเป็นแฟนหมี’

posted: 1 year ago
โรคซึมเศร้า VS โลกออนไลน์ จากกรณี ‘คนอะไรเป็นแฟนหมี’

comments

เมื่อพูดถึงโรคซึมเศร้าแล้ว ในช่วงหลังๆ หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อโรคนี้กันมาบ้าง ด้วยการพยายามรณรงค์ให้คนเข้าใจในตัวโรคมากขึ้นรวมไปถึงการรณรงค์ให้คนไทยได้เข้าใจว่า การพบจิตแพทย์ไม่ว่าคุณจะเป็นโรคนี้หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่ประหลาด

และวันนี้ กระแสของเรื่องโรคซึมเศร้าก็ได้กลับมาอีกครั้ง จากการพูดถึงในกรณี เพจ ‘คนอะไรเป็นแฟนกับหมี’ ว่าแต่โลกออนไลน์มีผลอะไร ทำไมถูกพูดถึง วันนี้เราจะพาคุณถอดรหัสไปพร้อมๆ กันเลย


ทบทวนกันอีกสักหน โรคซึมเศร้า โลกที่ทั้งใบอยู่ในความมืด

โรคซึมเศร้า ดูเหมือนในระยะช่วง 3 – 4 ปี ที่ผ่านมาจะถูกพูดถึงมากขึ้น ทั้งจากกรณีนักร้องชื่อดังเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ทั้งกระแสต่างๆ ที่มีการพยายามให้คนทั่วไป เข้าใจ และรู้จักโรคนี้มากยิ่งขึ้น ทำให้โรคซึมเศร้าถูกพูดถึงเป็นพักๆ  ถ้าแบบนี้ เราลองมาทบทวนกันอีกสักหนดีกว่า ว่าคุณเข้าใจเรื่องราวของโรคนี้แน่นอนหรือยัง

โรคซึมเศร้านั้น นับได้ว่าเป็นโรคจิตเวชชนิดหนึ่ง ส่วนมากมักจะเกิดจากสารสื่อประสาทในสมองทำงานผิดปกติ และเมื่อสารที่ว่านี้ทำงานผิดปกติ จึงทำให้ผู้ป่วยแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมา โดยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

ซึ่งในกรณีของโรคซึมเศร้านั้น เกิดจากสารสื่อประสาทในส่วนของความเศร้าออกมามากจนเกินพอดี หากเป็นคนทั่วไป ร่างกายจะสามารถสั่งให้หยุดได้ แต่สำหรับผู้ป่วยในโรคนี้ ร่างกาย รวมไปถึงสมองจะสั่งให้สารดั่งกล่าวหยุดทำงานไม่ได้ นอกเสียจากต้องพึ่งยาที่ช่วยในการปรับสารสื่อประสาทในสมอง

แน่นอนว่า เมื่อสารในสมองไม่สามารถสั่งการให้หยุดได้ อาการของผู้เป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการ เศร้า ซึม มีความวิตกกังวล ท้อแท้ สิ้นหวัง รู้สึกหดหู่ และเบื่อหน่ายอยู่เกือบตลอดเวลา นอกจากนี้ยังรวมไปถึงอาการต่างๆ เช่น สมาธิสั้น หงุดหงิดง่าย ขาดความมั่นใจในตัวเอง ได้


Self harming teenager


การเป็นโรคซึมเสร้าไม่เพียงแต่กระทบต่อทางจิตใจ แต่กระทบต่อสภาพร่างกายอื่นๆ เช่น มีอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว นอนไม่หลับ เป็นต้น และเมื่อป่วยทั้งกายและใจไปพร้อมๆ กัน จะกลายเป็นการผลักดันให้ผู้ป่วยเกิดความคิดฆ่าตัวตายได้ เนื่องจากต้องการพ้นจากความทรมานเหล่านี้

ดังนั้น การดูแล รักษาโรคซึมเศร้านั้น เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ผู้ป่วยจะมีความคิดแง่ลบสูง สืบเนื่องมาจากสารในสมองผิดปรกติ สำหรับการดูแลเอาใจใส่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย แต่โดยหลักแล้ว การดูแล เอาใจใส่ นั้น คือการรับฟัง หลีกเลี่ยงคำเร้า หรือเนกาทีฟแก่ผู้ป่วย (ซึ่งคำเหล่านั้น จะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ต้องหมั่นสังเกตด้วย)

โดยจากสถิติแล้ว เราจะพบได้ว่า แท้จริงคนไทยล้วนป่วยเป็นโรคซึมเศร้าไม่น้อย มีสถิติคนฆ่าตัวตาย และมีแนวโน้มการเป็นโรคซึมเศร้าที่สูงมากๆ แต่จากความเข้าใจในสมัยก่อน ที่มักจะมองว่าการไปพบจิตแพทย์ เป็นเรื่องที่น่ากลัว ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ มักจะมีข่าวหน้าหนึ่ง เวลามีคนฆ่าตัวตายว่า ปรกติผู้ตายเป็นคนร่าเริง

แน่นอนว่าหลังจากเข้าพบหมอแล้ว ยาที่ได้รับมา ก็ใช่ว่าจะช่วยให้หายป่วยในทันที เพราะยาที่ได้ คือยาปรับสารสื่อประสาทในสมอง จึงจำเป็นจะต้องค่อยๆ ใช้เวลาให้ยาออกฤทธิ์ และผู้ป่วยเมื่อรักษาได้สักระยะแล้ว ก็จะเริ่มกลับมาควบคุมอารมณ์ของตนได้มากขึ้น และมีอาการดีขึ้น จนเปรียบเสมือนคนทั่วไปได้ หากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เหมือนพวก โรคมะเร็ง หรือหอบหืด



พบกันครึ่งทาง ระยะของคนป่วย และคนดูแล

หลังจากทบทวนความเข้าใจในเบื้องต้นไปแล้ว เราจะมามองถึงระยะการปรับตัวของผู้ป่วย และผู้ดูแลกันบ้าง ซึ่งหลายครั้งมีคนมองด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยลืมไปว่า การรักษานั้น ต้องได้ความความร่วมมือจากทุกๆ ฝ่าย แน่นอนว่า ผู้ป่วย และ ผู้ดูแล ก็ต้องร่วมมือด้วยเช่นกัน

แน่นอนว่า การหาหมอ ทานยาเพียงอย่างเดียว อาจช่วยได้ในระยะเวลาชั่วขณะ แต่การจะช่วยให้โรคดีขึ้นได้นั้น แม้แต่จิตแพทย์ก็แนะนำว่า ตัวผู้ป่วยเองต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ให้สอดรับกับโรคที่เป็นอยู่

เช่น หากคุณเป็นคน Sensitive กับคำพูดแง่ลบต่างๆ อาจจะลองห่างจากโซเชียลให้มากขึ้น หรือหันไปออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายผลิตสารความสุขต้านกับโรคที่เป็นอยู่ เป็นต้น

ส่วนผู้ที่ดูแลนั้น นอกจากจะต้องทำความเข้าใจแล้ว หากการรับรู้พลังงานในแง่ลบของผู้ป่วยส่งผลเสียกับคุณ ให้คุณค่อยๆ ถอยลงมาหนึ่งก้าว เพราะหากผู้ดูแลเกิดอารมณ์เสีย หรือทนรับแรงกดดันมากเกินไป ก็อาจจะพาลเหวี่ยง หรือพูดสิ่งที่กระทบกระเทือนจิตใจผู้ป่วยได้

ในกรณีที่ผู้ป่วย และผู้ดูแล เป็นบุคคลใกล้ชิด เช่น คนในครอบครัว คนรัก หรือแม้แต่เพื่อนสนิท เมื่ออยู่ในช่วงที่อารมณ์ปรกติทั้งคู่ ลองหันหน้าคุย เปิดใจ รวมถึงหาระยะทางตรงกลางร่วมกัน (อาจจะขอคำปรึกษาจากแพทย์ได้)

อย่าให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องคอยแบกรับความรับผิดชอบอยู่ฝ่ายเดียว เพราะจะเกิดความอึดอัด ความบาดหมาง และนำมาสู่ความไม่พอใจ ส่งผลต่อการรักษา และส่งผลต่อความสัมพันธ์ได้

การพุดคุยให้เข้าใจกันและกัน รวมไปถึงไม่ทำในสิ่งที่อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด จะช่วยให้การดูแล การรักษา รวมไปถึงระยะทางต่างๆ ไม่ดูอึดอัดมากจนเกินไป


Nurse take care of sad patient


คิดให้ดี หลังจอออนไลน์ คือคนอีกหนึ่งคน

หลายครั้ง เมื่อเกิดกรณีที่มีเรื่องของโรคซึมเศร้าเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะยังมีกลุ่มคนบางคนที่ยังไม่เข้าใจ และเรื่องนี้แหละที่นับได้ว่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังกับสังคมมานาน โดยเฉพาะกับโรคทางจิตเวชนั้น มักจะโดนคนในสังคมมองในภาพลักษณ์ที่ไม่ดีมาแต่ไหนแต่ไร

หากย้อนกันไปตั้งแต่สมัยก่อน สมัยที่การแพทย์ยังไม่พัฒนาอย่างในปัจจุบัน คนที่ป่วยเป็นโรคนี้จะถูกปฎิบัติอย่างโหดร้าย เช่น จับไปช๊อตไฟฟ้า จับขังคุก หรือเอาเหล็กแหลมแทงเข้าไปหลังเบ้าตา เพื่อทำลายสมองบางส่วน รวมถึงการถูกกีดกั้นออกจากสังคม

ถึงแม้ปัจจุบัน การแพทย์จะก้าวหน้าแล้วก็ตาม ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ยังไม่มีความเข้าใจ และหวาดกลัวในตัวโรคอยู่มาก จึงทำให้หลายคนคิดว่า การพบจิตแพทย์เป็นเรื่องที่ผิด รวมถึงผู้ป่วยในโรคนี้ไม่น่าคบหาด้วย จึงทำให้ โรคจิตเวชดูน่ากลัว และเป็นคนบ้าได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น


Unhappy Young Woman Being Bullied Online With Laptop


แน่นอนว่า ผลกระทบดังกล่าวนั้น แม้โลกจะเข้าสู่ยุคดิจิตอลแล้วก็ตาม ความคิดดังกล่าวก็ยังไม่หายไป เราจะเห็นได้จากคอมเม้นต์ประเภทต่างๆ เมื่อมีผู้พูดถึงโรคซึมเสร้า มีอาการต่อต้าน ไม่ยอมรับ ไม่เข้าใจ และมองว่าโรคดังกล่าวเป็นเพียงแค่ความนึกคิดไปเองของผู้ป่วย

จริงอยู่ ที่ผู้ป่วยไม่ใช่เพียงแต่โรคซึมเศร้า แต่ยังรวมถึงโรคอื่นๆ นั้น ไม่ได้หมายความว่าพวกเขามีอภิสิทธิชนเหนือผู้อื่นๆ แต่เราต้องเข้าใจด้วยว่า อีกฟากฝังของหน้าจอออนไลน์นั้น คืออีกหนึ่งชีวิตที่มีตัวตน มีลมหายใจ และมีความรู้สึก

หากคุณรู้สึกไม่โอเคที่จะต้องมารับพลังงานด้านลบของผู้ป่วย การค่อยๆ เดินออกมา อาจจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด ไม่ใช่การพูดจาแรงๆ คิดว่าอีกฝ่ายไม่จริงจัง คิดว่านี่เป็นเพียงโลกเสมือน ทั้งๆ ที่จริงแล้วไม่ใช่แบบนั้น

ลองเพิ่มความเป็นมนุษย์ให้มาก เปิดใจ และคิดถึงใจผู้ฟัง ผู้อ่าน ไม่ว่าเขาจะอยู่ต่อหน้า หรืออยู่หลังหน้าจอ แล้วสังคมทั้งโลกจริง โลกออนไลน์ จะดีขึ้นอย่างแน่นอน



เราเรียนรู้อะไรได้บ้าง จากรณีนิ้ ?

จากกรณีของ ‘คนอะไรเป็นแฟนกับหมี’ ถึงการแสดงความคิดเห็นจากเพจอื่นๆ ทำให้เราเห็นได้ว่า สังคมไทยนั้น ยังขาดความเข้าใจ ความรู้ ในเรื่องโรคจิตเวชอยู่พอสมควร และไม่เพียงความเข้าใจในเรื่องของโรคเท่านั้น แต่การแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ก็ยังต้องทำความเข้าใจให้มากกว่านี้

ทุกมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่คุณกำลังพูด โพสต์ แสดงความคิดเห็นเหล่านั้น มีผู้ฟังเป็นคนจริงๆ อยู่ที่หลังหน้าจอ

นอกจากเรื่องความเข้าใจทั้งในตัวโรคก็ดี เรื่องการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ก็ดี สิ่งหนึ่งที่เราได้ คือการทำความเข้าใจระหว่างตัวผู้ป่วยและตัวผู้ดูแล ต้องมีระยะห่างที่เท่ากัน หมายความว่า ผู้ป่วยก็ต้องให้ความร่วมมือต่างๆ ในการรักษา รวมไปถึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทัศนคติ ทานยาสม่ำเสมอ และผู้ดูแลต้องทำความเข้าใจ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่รับเรื่องราวต่างๆ ไม่ไหว ลองเขยิบ เดินห่างกันออกมาบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดความอึดอัดมากจนเกินไป และเพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ง่ายขึ้นด้วย


Red heart in female hands


ที่สำคัญ คำพูด มีพลังมากกว่าที่คุณคิด ไม่ว่าคำพูดนั้นจะเป็นไปในแง่ดี แง่ลบ จะเป็นการพูดต่อหน้า หรือพูดผ่านหลังจอ ดังนั้น คิดถึงอีกฝ่ายเข้าไว้ ทั้งคนป่วย คนทั่วไป คนดูแล จะอยู่ร่วมกันได้อย่างแน่นอน


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon