ชอบมโนเต็มโซเชียล จะป่วยโรคหลอกตัวเองหรือเปล่า? มาเช็คกัน!!!

posted: 2 years ago
2,198 views
ชอบมโนเต็มโซเชียล จะป่วยโรคหลอกตัวเองหรือเปล่า? มาเช็คกัน!!!

comments

เชื่อว่าหลายคนคงมีโลกจิตนาการเป็นของตัวเอง โลกที่อยู่แล้วมีความสุข โลกที่อยู่แล้วรู้สึกปลอดภัย โลกที่ทุกสิ่งไปอย่างที่คาดหวัง…โดยเฉพาะในโลกโซเชียล โลกที่ใครหลายคนมารู้จักกันทั้งๆที่ไม่เคยเจอหน้า โลกที่คุณสามารถสร้างตัวตนคนใหม่ที่แตกต่างตัวจริงได้อย่างสิ้นเชิง! แต่รู้กันหรือเปล่าว่า อาการชอบมโนเรื่องนั้น เรื่องนี้ หรือการเผยแต่แง่ดีๆสวยๆของตัวเองลงโซเชียล จนทำเอาคนอ่านแอบเพลียไปตามๆกันนั้น อาจทำให้คุณเป็นโรคหลอกตัวเองก็ได้นะ ลองมาเช็คดูดีกว่าว่าสิ่งที่เราๆทำอยู่นั้นเข้าข่ายของโรคนี้หรือเปล่า?

โรคหลอกตัวเอง
มีใครกำลังมโนลงสื่อโซเชียลบ้างหรือเปล่า??

โรคหลอกตัวเองคืออะไร???

ในวงการจิตวิทยาเรียก โรคหลอกตัวเอง หรือโกหกตัวเอง นี้ว่า Pathological Liar คือ อาการผิดปกติทางจิตที่ทำให้ผู้ป่วยพูดโกหกได้เรื่อยๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือต้องการเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง

ทำไมถึงเป็นโรคหลอกตัวเอง?

สาเหตุของการเป็นโรคหลอกตัวเองนั้น ผลการวิจัยจากคณะจิตเวชศาสตร์ Chandigarh University ประเทศอินเดีย พบว่า จุดเริ่มต้นของการแต่งเรื่องหลอกตัวเองขึ้นมานั้น ก็เพื่อหลบหนีความจริงที่ไม่อยากรับรู้ จึงเกิดการสร้างเรื่องหลอกตัวเองซ้ำๆ จนกระทั่งเข้าใจว่าเรื่องที่มโนขึ้นมานั้นเป็นเรื่องจริง ซึ่งนอกจากผลการศึกษาชิ้นนี้แล้ว ทางจิตวิทยายังได้ระบุว่าอาจมีสาเหตุอื่นๆร่วมด้วย ได้แก่

  • ความผิดปกติทางประสาท เช่น ความพิการทางสมอง หรือความบกพร่องทางการเรียนรู้
  • ความขัดแย้งในครอบครัว
  • ถูกทำร้าย หรือถูกบังคับขืนใจในบางเรื่อง
  • มีลักษณะของนิสัยหรือพฤติกรรมเลียนแบบ
  • อาการของโรคบุคลิกภาพแปรปรวน
โรคหลอกตัวเอง
การโกหกอาจเกิดจากนิสัย

ประเภทของ โรคหลอกตัวเอง

โรคหลอกตัว สามารถจำแนกอาการออกได้ถึง 3 ประเภท

1. กลุ่มที่ป่วยเป็นโรคจิตเวช

อาการของประเภทนี้มักเกิดจากการหลงผิด ซึ่งส่งผลให้ความคิด ความเข้าใจ เป็นไปตามอาการหลงผิดของตัวเอง การเล่าความเท็จจะเกิดขึ้นอย่างลื่นไหล เสมือนว่าเป็นเรื่องจริง แต่ความเชื่องโยงของเรื่องราวอาจยังไม่ค่อยดีนัก การโกหกของกลุ่มที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชอยู่แล้วนั้นอาจไม่ได้เกิดจากเจตนา เพียงแค่คล้อยตามความคิดหลงผิดของตัวเองไปก็เท่านั้น และหากมีใครมาลบล้าง หรือขัดแย้งเในรื่องที่เขามโนขึ้น ก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่พอใจหรือโกรธขึ้นมาได้นั่นเอง  

2. กลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

ในกลุ่มของผู้ป่วยโรคซึมเศร้านี้อาการของโรคหลอกตัวเอง มักเกิดจากปมปัญหาร้ายแรงที่ฝังใจ อาจเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความหวาดกลัว เจ็บช้ำ จนไม่กล้าต่อสู้กับเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งเป็นที่มาของการสร้างเรื่องราวเท็จเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น และผลจากการทำอย่างนี้บ่อยๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนเกิดเป็นความเคยชินในการหลอกตัวเอง แต่ในความคิดลึกๆของจิตใจยังคงมีสติและจดจำความเจ็บปวดนั้นได้อยู่

3. กลุ่มที่มีปัญหาด้านบุคลิกภาพ

อาการของกลุ่มนี้จัดว่าเป็นนิสัยที่ชอบโกหก ชอบพูดเท็จจนติดเป็นนิสัย ซึ่งในข้อนี้หากไม่รีบปรับปรุงจะเกิดเป็นนิสัยชอบหลอกตัวเอง และติดเป็นคนพูดโกหกไปตลอดชีวิต

โรคหลอกตัวเอง
บางครั้งพวกเขาเหล่านั้นอาจไม่ได้มีเจตนาที่จะโกหก

มโนขั้นไหนถึงเรียกว่าเป็น โรคหลอกตัวเอง

แม้ว่าการโกหกจะเป็นหนึ่งในสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ แต่การจำแนกผู้ที่ป่วยเป็นโรคหลอกตัวเองนั้นทำได้ไม่ยาก เพราะผู้ป่วยมักจะพูดโกหกเรื่อยๆ พร้อมทั้งมโนบ่อยๆ ชนิดที่ไม่สนใจเลยว่า เรื่องที่โกหกออกมานั้นจะถูกหรือผิด ซึ่งในผู้ป่วยบางรายอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ตัวเองพูดและแสดงออกมานั้นเป็นเรื่องโกหก ผู้ที่มีแนวโน้มจะป่วยเป็นโรคหลอกตัวเอง จะมีอาการดังนี้

  1. เนื้อเรื่องที่เล่าจะเปลี่ยนไปตลอด
  2. ชอบมโน หรือโกหก แม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่ไม่น่าใช่เรื่องยากในการบอกความจริง
  3. ไม่ว่าคุณจะทำอะไร พวกเขาจะบอกว่าเขาทำได้ดีกว่า
  4. มักไม่เห็นคุณค่าของความจริง และชอบที่จะอยู่กับสิ่งที่ตัวเองคิดว่าจริง
  5. มักแสดงอาการต่อต้านเมื่อถูกตั้งคำถาม หรือถูกท้าทาย และมักคิดว่าเรื่องโกหกของพวกเขาไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน
  6. โกหกเพื่อให้ได้รับความเห็นใจ หรือทำให้รู้สึกดีขึ้น
  7. พวกเขาจะไม่ยอมรับในเรื่องที่เขาโกหกไว้
  8. พูดขัดแย้งกับตัวเอง เพราะเขาโกหกจนไม่รู้แล้วว่าเขาได้แต่งเรื่องอะไรไปบ้าง
  9. โกหกเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัย

แนวทางในการรักษาโรคหลอกตัวเอง

แนวทางในการรักษาผู้ป่วยโรคนี้นั้นมีอยู่มากมาย แต่อาจติดปัญหาตรงที่ผู้ป่วยมักไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วย หรือไม่ยอมก้าวออกมาจากโลกที่ตัวเองมโนขึ้นมา หากเป็นเช่นนั้นอาจต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของจิตแพทย์ และกำลังใจจากคนรอบข้าง ช่วยกันชักจูงให้เขายอมบำบัดรักษา ไม่ว่าจะด้วยการว่ากล่าวตักเตือน การค่อยๆปรับทัศนคติของผู้ป่วย รวมไปถึงการใช้ยาช่วยในการรักษา

อาการมโนจนกู่ไม่กลับนี่ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลยนะ ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้นอย่าปล่อยปละละเลยอาการเล็กๆน้อยๆของตัวเองและคนรอบข้างเลยเนอะ หากพบว่ามีอาการผิดปกติ การปรึกษาจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่าอายนะฮะ ^^ อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยจนสายเกินการ จนก่อให้เกิดปัญหาที่มีต่อชีวิตแน่ๆ 


avatar
by ...Love Scenes...
เพราะ 'ความรัก' คือ ฉากหนึ่งของชีวิต...(^3^)

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon