โรคหูดับ ดับยังไง ดับนานแค่ไหน เพราะกินหมูดิบจริงไหมไปดูกัน

posted: 1 year ago
1,417 views
โรคหูดับ ดับยังไง ดับนานแค่ไหน เพราะกินหมูดิบจริงไหมไปดูกัน

comments

หูดับ เป็นอีกโรคที่เคยเป็นกระแสฮือฮาในบ้านเรา ว่ากันว่าเกิดจากการกินหมูดิบ จริงหรือไม่ อาการเป็นอย่างไร แล้วดับนานแค่ไหน รักษาและป้องกันได้ยังไงวันนี้รู้กันค่ะ

โรคหูดับ คืออะไร

โรคหูดับ หูดับฉับพลัน หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Sudden Hearing Loss (SHL) คือ การที่ประสาทหูเกิดการเสื่อมทันทีทันใด หรือภายในระยะเวลาสั้นๆ เป็นภาวะสูญเสียการได้ยินอย่างเฉียบพลัน เป็นอาการที่หูไม่ได้ยินเสียงหรือสมรรถนะในการได้ยินเสียงบกพร่อง

หูดับ
ภาพจาก http://wm.thaibuffer.com/o/image/health/hearing.jpg

สาเหตุ

ส่วนใหญ่แล้ว ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดอาจเกิดจาก

1. การติดเชื้อไวรัส

เชื้อไวรัส เช่น ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด, หัดเยอรมัน, งูสวัด, คางทูม, ไข้หวัดใหญ่ อาจทำให้มีการอักเสบของประสาทหูและเซลล์ประสาทหู ทำให้อวัยวะดังกล่าวทำหน้าที่ผิดปกติไป เชื้อไวรัสสามารถผ่านเข้าสู่หูชั้นในทางกระแสเลือดผ่านทางน้ำไขสันหลัง ผ่านเข้าหูชั้นในโดยตรง (ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัดและไข้หวัดใหญ่ มักทำให้ประสาทหูเสื่อมทั้ง 2 ข้าง ส่วนไวรัสที่ทำให้เกิดโรคคางทูม มักทำให้ประสาทหูเสื่อมเพียงข้างเดียว) และนอกจากนี้ยังมี เชื้อ S.suis เป็นเชื้อที่มีปัญหาในการเลี้ยงสุกรที่ติดต่อสู่คน ซึ่งสามารถทำให้เกิดโรคสมองอักเสบ การกินเนื้อหมูสุกๆ ดิบๆ ก็อาจมีความเสี่ยงเช่นกัน

หูดับ
ภาพจาก http://wm.thaibuffer.com/o/image/health/20034985_pork.jpg
หูดับ
ภาพจาก https://s3-ap-southeast-1.amazonaws.com/photo.wongnai.com/photos/2016/09/04/1bb52697dd214f6f87e8e5210a0281f2-s.jpg

2. การอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นใน

เมื่อเกิดการอุดตันของหลอดเลือด ทำให้เซลล์ประสาทหูและประสาทหูขาดเลือด จึงทำหน้าที่ผิดปกติไป เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นใน หรือเซลล์ประสาทหูนั้น เมื่อมีการอุดตันจะทำให้เซลล์ประสาทหูตาย และเกิดประสาทเสื่อมได้ง่าย เส้นเลือดอาจอุดตันซึ่งมีสาเหตุหลากหลายทั้งจากความเครียด เสื่อมตามวัย ไขมันเกาะตามเส้นเลือด โรคความดันโลหิต เบาหวาน ขาดน้ำ ขาดออกซิเจนเรื้อรัง ลิ่มเลือดอุดตัน โรคหัวใจ เส้นเลือดอักเสบ เป็นต้น

หูดับ
ภาพจาก http://www.ranaroi.in.th/Gallery/201361017852.PNG

3. การรั่วของน้ำในหูชั้นในเข้าไปในหูชั้นกลาง

อาจเกิดจากการเบ่ง สั่งน้ำมูกแรงๆ ไอแรง ความดันในสมองสูงขึ้น ทำให้ประสาทหูเสื่อม มีอาการเวียนศีรษะ และเสียงดังในหู ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดได้จาก การบาดเจ็บที่ศีรษะจนเกิดการรั่วของน้ำในหู การผ่าตัดหูชั้นกลาง การเปลี่ยนแปลงความกดดันหูชั้นใน เนื้องอก การติดเชื้อจากหูชั้นใน ก็เป็นได้


4. สารพิษและพิษจากยา

เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาต้านจุลชีพ กลุ่ม amino glycosides

หูดับ
ภาพจาก http://health.mthai.com/wp-content/uploads/2014/02/160106509.jpg

5. โรคมีเนียหรือน้ำในหูไม่เท่ากัน

โรคนี้น้ำในหูที่มีปริมาณมาก อาจกดเบียดทำลายเซลล์ประสาทหู ทำให้ประสาทหูเสื่อมเฉียบพลันได้ มักมีอาการเสียงดังในหูหรือเวียนศีรษะบ้านหมุนร่วมด้วย


อาการและอาการแสดง

ผู้ป่วยจะมีอาการหูอื้อหรือการได้ยินลดลงในหูข้างที่เป็นอย่างเฉียบพลัน มักไม่ค่อยได้ยินเสียงเมื่อผู้พูดอยู่ไกล และมักได้ยินดีขึ้นในบรรยากาศที่เงียบสงัด ปราศจากเสียงรบกวน มักเป็นในหูข้างเดียว ถ้าเป็นทั้งสองข้างผู้ป่วยจะพูดดังกว่าปกติ อาจมีเสียงดังในหูซึ่งมักจะเป็นเสียงที่มีระดับความถี่สูง เช่น เสียงจิ้งหรีด เสียงจักจั่น หรือเวียนศีรษะร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจกลัวเสียงดังๆ หรือทนฟังเสียงดังไม่ได้ (เสียงดังจะทำให้เกิดอาการปวดหู และจับใจความไม่ได้)

หูดับ
ภาพจาก http://m.bangkokpattayahospital.com/images/stories/enewsletter/Aug_16/Tinnitus-ear.jpg

การวินิจฉัยของแพทย์

การวินิจฉัยโรคนี้ทำได้โดยการ

  • การซักประวัติ อย่างเช่น การสอบถามอาการทางหู รวมถึงสาเหตุที่เป็นไปได้ทั้งหมด
  • การตรวจร่างกาย ได้แก่ การตรวจหูด้วยเครื่องส่องหูเพื่อดูพยาธิในช่องหู เยื่อบุแก้วหู หูชั้นกลาง และบริเวณรอบหู รวมทั้งตรวจเพิ่มเติมทั้งตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจการได้ยิน เพื่อประเมินระดับความรุนแรง และตรวจคลื่นสมองในระดับก้านสมองและเอ็กซ์เรย์สมอง กระดูกหลังหู หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในบางราย

การรักษา

โรคนี้หากรู้ตัวควรรีบมาพบแพทย์ภายใน 2 สัปดาห์ เพราะเป็นช่วงที่อาการอาจจะสามารถหายไปเองได้ และหายจากโรคได้เร็วขึ้น ซึ่งการรักษาสามารถทำได้ดังนี้

1. ในรายที่ทราบสาเหตุ

รักษาตามสาเหตุ อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาประสาทหูที่เสื่อมให้คืนในสภาพปกติได้ มักจะรักษาตามอาการ (เช่น อาการเวียนศีรษะ, เสียงดังในหู) หรือป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

หูดับ
ภาพจาก http://www.thaihealth.or.th/data/content/28843/cms/thaihealth_c_fgnoptyz1368.jpg

2. ในรายที่ไม่ทราบสาเหตุ

มักจะมีโอกาสหายเองสูงถึงร้อยละ 60-70 ส่วนใหญ่การรักษาเน้นลดการอักเสบของประสาทหู โดยใช้ยาสเตียรอยด์ และให้ยาขยายหลอดเลือด เพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหูชั้นในมากขึ้น มีเลือดไปเลี้ยงหูชั้นในมากขึ้น รวมถึงลดการรั่วของน้ำในหูชั้นในที่เข้าไปในหูชั้นกลาง ยาวิตามิน อาจช่วยบำรุงประสาทหูที่เสื่อม
ยาลดอาการเวียนศีรษะ และการนอนพัก เพื่อลดการรั่วของน้ำในหูชั้นในเข้าไปในหูชั้นกลาง โดยยกศีรษะสูงประมาณ 30 องศาจากพื้นราบ เพื่อให้มีความดันในหูชั้นในน้อยที่สุด ไม่ควรทำงานหนักหรือออกกำลังกายที่หักโหม บางรายแพทย์อาจแนะนำให้นอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลประมาณ 1-2 สัปดาห์


การป้องกัน

แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยตรวจวัดระดับการได้ยินเป็นระยะๆ เพื่อประเมินผลการรักษา เพราะบางรายที่ยังไม่ทราบสาเหตุอาจพบได้ในภายหลัง นอกจากนั้นผู้ป่วยควรป้องกันไม่ให้ประสาทหูเสื่อมมากขึ้น โดย

หูดับ
ภาพจาก http://wm.thaibuffer.com/o/image/health/loss1.jpg
  • หลีกเลี่ยงเสียงดัง
  • ถ้าเป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, โรคไต, โรคกรดยูริกในเลือดสูง,โรคซีด, โรคเลือด ควบคุมโรคให้ดี
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีพิษต่อประสาทหู เช่น Aspirin, amino glycoside, quinine
  • หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ หรือการกระทบกระเทือนบริเวณหู
  • ลดอาหารเค็ม หรือเครื่องดื่มบางประเภทที่มีสารกระตุ้นประสาท เช่น กาแฟ, ชา, เครื่องดื่มน้ำอัดลม (มีสารคาเฟอีน), งดการสูบบุหรี่ (มีสารนิโคติน)
  • พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดความเครียด วิตกกังวล
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ฟังดูเหมือนจะน่ากลัว แต่แค่ป้องกันหูของเราดีๆ ก็ไม่เป็นไรนะคะ ที่สำคัญหากเริ่มมีอาการของโรคนี้ขึ้นมา ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด อาจจะหายเองได้ ไม่ต้องกังวลไปค่ะ


avatar
by *muiyoo*
ต้องเป็นเพราะชื่อหมุยยู้ แปลว่าสิ่งที่สวยงามแน่ๆ เลยได้มาเขียนเรื่องเกี่ยวกับความสวยความงาม แฟชั่น สุขภาพ เครื่องสำอาง ทำอาหาร เข้าทางทุกอย่าง ใครชอบสาระดีๆ แทรกคารมขบขันประสาชะนีบ้าๆ บอๆ ก็ขอให้มิตรรักแฟนเพลงติดตามกันไปนานๆ เนอะ^^

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon