สถาบัน MIT เผย โรคเสพติดมือถึงมีอยู่จริงและส่งผลร้ายแรงกว่าที่คิด!?

posted: 8 months ago
สถาบัน MIT เผย โรคเสพติดมือถึงมีอยู่จริงและส่งผลร้ายแรงกว่าที่คิด!?

comments

ปัจจุบันนี้ทุกคนแทบจะมีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง และสังคมก้มหน้าก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งเราอาจเรียกมันว่า อาการของคนติดมือถือ แต่หารู้ไม่ว่าอาการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการอุปโลกขึ้นมาเท่านั้น เพราะว่ามันมีอยู่จริงและสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายเป็นอย่างมาก



การเสพติดมือถือนั้นมีความใกล้เคียงกับการเสพติดโซเชียลมีเดีย เพราะผู้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มเด็กวัยรุ่น มักจะเล่นโซเชียลมีเดียผ่านมือถือกันทั้งนั้น ทำให้การโทรคุยกันแทบจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากทุกคนสามารถเห็นหน้าและสื่อสารกันผ่านโลกโซเชียลได้ จึงทำให้มีการศึกษาจำนวนมากที่พยายามศึกษาเกี่ยวกับผลเสียที่ตามมาจากสมาร์ทโฟน ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017 ที่ผ่านมา สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์หรือที่รู้จักกันในชื่อ MIT ได้เผยแพร่ การทดลองของอาจารย์โรงเรียนสอนธุรกิจในประเทศอิตาลีและฝรั่งเศส ออกสู่สายตาให้ทุกคนได้ทราบกัน



โดยอาจารย์ทั้งสองคนตั้งกฎห้ามไม่ให้นักเรียนใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลาหนึ่งวัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ นักเรียนส่วนใหญ่เกิดความกระวนวาย เพราะไม่รู้ว่าจะเอาเวลาว่างไปทำอะไรดี เนื่องจากปกติพวกเขาจะต้องเช็คโทรศัพท์หรือเล่นโซเชียลมีเดียต่างๆ ในโทรศัพท์กันอยู่เสมอ เหมือนอย่างนักเรียนคนหนึ่งที่ปกติจะเช็คมือถือของตัวเองถึง 4 ครั้ง ในเวลาเพียงแค่ 10 นาที



การศึกษาในรูปแบบเดียวกันนั้นเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา พบว่าเด็กที่ไม่ได้เล่นมือถือจะทำงานที่ต้องใช้สภาวะทางด้านจิตใจได้แย่ลง รู้สึกสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป และยังส่งผลถึงทางร่างกาย เช่น อัตราการเต้นของหัวใจและความดันเลือดเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย และยังมีอีกการศึกษาหนึ่งที่พูดถึงการเพิ่มสูงขึ้นของผู้มีอาการซึมเศร้าและฆ่าตัวตายในปี 2010 – 2015 จากสถิติของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค หรือ CDC ที่ชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงได้รับผลกระทบค่อนข้างมากในช่วงที่สมาร์ทโฟนเริ่มเป็นที่นิยม โดยสถิติการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้นถึง 65% และหญิงสาวที่มีอาการซึมเศร้าก็เพิ่มอีกกว่า 58%



ในการสำรวจพบความเชื่อมโยงกันระหว่างสมาร์ทโฟนและปัญหาสุขภาพจิต โดยผู้ที่เล่นสมาร์ทโฟนมากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่ง 48% ของคนเหล่านั้นจะเกิดความคิดหรือวางแผนฆ่าตัวตาย ในขณะที่คนที่เล่นมือถือวันละแค่ 1 ชั่วโมงต่อวัน จะลดลงมาเป็น 28%



นอกจากนี้การศึกษาค้นคว้า ใน Radiological Society แห่งอเมริกาเหนือ ยังบอกอีกว่าอาการเสพติดนี้ได้ส่งผลไปถึงระบบประสาทและสมองของเรา จนทำให้เหมือนกับถูกครอบงำด้วยสิ่งเสพติดที่เรียกว่าสมาร์ทโฟนหรือโซเชียลมีเดีย แต่เมื่อวัยรุ่นเหล่านั้นได้รับการบำบัดพฤติกรรมการรู้คิด (CBT) สมองจะปล่อยสารเคมีออกมา ทำให้ลบล้างความรู้สึกเสพติดสิ่งนั้นไปได้



ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ คนส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่กับสมาร์ทโฟนมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่สามารถถอนตัวได้เลย โดยเฉพาะการได้จมเข้าไปอยู่ในโลกโซเชียล ซึ่งการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวยังคงมีต่อไปเรื่อยๆ ถ้าหากเพื่อนๆ ไม่อยากประสบปัญหานี้ล่ะก็ คงต้องใช้เวลากับมันอย่างเหมาะสมและอย่าให้มันมากระทบกับการใช้ชีวิตของตัวเองมากเกินไปแล้วกันเนาะ


avatar
by เฟิ้ม
v(^_^)v

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon