ปัญหาโลกแตก… ให้เงินพ่อแม่เท่าไรจึงจะเหมาะสม

posted: 1 year ago
ปัญหาโลกแตก… ให้เงินพ่อแม่เท่าไรจึงจะเหมาะสม

comments

เมื่อถึงคราวพ้นจากรั้วมหาลัย และเริ่มต้นชีวิตทำงานแล้ว นอกจากประสบการณ์ใหม่ๆ เชื่อว่าคงมีคุณลูกหลายคนทีเดียว ที่มาพร้อมกับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ไว้บนหลัง โดยเฉพาะหน้าที่ดูแลพ่อแม่นั่นเอง และถ้ายิ่งคุณมีพ่อคุณแม่ที่กำลังย่างเข้าสู่วัยเกษียณ ก็คงอดคิดไม่ได้ว่า เราควรให้เงินคุณพ่อคุณแม่เท่าไหร่ดีนะ ? ถึงจะเหมาะสม พอเหมาะ และวินๆ ทุกฝ่าย ?


1.ดูฐานะกันทั้งสองฝ่าย

การดูแลที่ดีนั่น นอกเหนือจากดูแลอีกฝ่ายแล้ว ยังหมายถึงการดูแลครอบครัวโดยที่ตัวคุณไม่เดือดร้อนอีกด้วย คงดูไม่ดีแน่ๆ หากคุณยังใช้เงินแบบเดือนชนเดือน ให้เงินพ่อแม่ไปเสียเยอะแต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาขอเงินพ่อแม่อยู่เช่นเดิม เพราะแท้จริงแล้ว พ่อแม่ทุกคนนั้น ล้วนแล้วแต่คาดหวังให้ลูกๆ สามารถดูแลตัวเองได้ ในวันที่พวกเขาไม่อยู่เสียมากกว่า ดังนั้น ขั้นแรก คุณต้องดูทั้งฐานะของตัวเอง ฐานะของพ่อแม่ ณ ปัจจุบัน เสียก่อน

  • หากคุณยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ แต่พ่อแม่ยังมีรายได้ ส่วนใหญ่ครอบครัวในข้อนี้อาจจะยังไม่ต้องการเงินลูกมากนัก แต่เราก็อาจช่วยในเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ในบ้าน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต หรือกับข้าวกับปลาในบางมื้อ หรือเลี้ยงมื้ออาหารท่านในโอกาสพิเศษๆ ให้เงินโบนัสประจำปีแก่ท่านก็ได้

 

  • หากคุณไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่แล้ว แต่ท่านยังมีรายได้ ในส่วนของครอบครัวนี้อาจจะไม่แตกต่างจากข้อที่แล้ว แต่คุณอาจจะไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนค่าใช้จ่ายในบ้าน (ซ้ำการที่คุณออกมาอยู่เอง พ่อแม่คุณอาจจะลดค่าใช้จ่ายในบ้านลงด้วยซ้ำนะ!) เผลอๆ บางบ้านอาจจะเป็นห่วงคุณเกินพอดี ให้เงินเพิ่มเติมมาด้วย ทางที่ดีเพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณดูแลตัวเองได้แล้ว อาจจะไม่รับเงินเหล่านั้น แต่หมั่นหาเวลาไปเยี่ยม พาท่านไปเที่ยว ให้โบนัสเงินพิเศษแก่ท่าน หรืออาจจะพาไปเลี้ยงอาหารบ้างก็ได้

Morning coffee and fresh news

  • หากคุณมีพ่อแม่ที่เกษียณ หรือไม่มีรายได้แล้ว ลองคำนึงถึงหลักการใช้จ่ายต่างๆ ดู ถ้ายังอาศัยอยู่ด้วยกันก็อาจจะสบายหน่อย อย่างน้อยๆ ก็ประหยัดค่าเช่าหอ ค่าผ่อนบ้าน รวมไปถึงค่าอาหารอีกด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายประจำตัวของพ่อแม่ ก็อาจจะให้ไม่มากเท่าตอนคุณออกมาอยู่คนเดียว แต่ต้องส่งเงินให้ท่าน เพราะถือว่าคุณได้ออกค่าใช้จ่ายพื้นฐานในตัวบ้านไปแล้วนั่นเอง

 

  • หากคุณมีครอบครัวแล้ว ในข้อนี้ เราขอแนะนำว่า อย่ารบกวนคู่ชีวตของคุณจะเป็นการดี หรือหากรบกวน ต้องรบกวนให้น้อยที่สุด เพราะคุณต้องคำนึงว่า อีกฝ่ายเองก็มีครอบครัวของอีกฝั่งที่ต้องดูแลเช่นกัน และคุณก็อาจจะตกลงกับพ่อแม่ของคุณให้เรียบร้อย เพราะเงินบางส่วนคุณตองใช้จ่ายในครอบครัว หากขาดตกบกพร่องเพิ่มเติม คุณก็สามารถให้เพิ่มเติมได้ เช่น ค่ารักษาพยาบาท เป็นต้น

 

  • หากพ่อแม่ยังคงมีหนี้อยู่ ข้อนี้นับว่าอันตรายมากเลยทีเดียว และถ้าพ่อแม่ของคุณไม่ได้ทำงานด้วยแล้ว คุณจะต้องเป็นผู้รับภาระหนี้สินต่างๆ อยู่ คุณอาจจะต้องจำกัดการใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบ ระมัดระวัง อาจจะเน้นหนักไปที่การใช้จ่ายหนี้เพื่อให้ปลดหนี้สินเหล่านั้นให้ไวที่สุด เพื่อชีวิตที่สบายภายหลัง

Women assisted wheelchair


2. พ่อแม่มีนิสัยใช้เงินแบบไหน ?

แน่นอนว่าตอนเด็กๆ หรืออาจจะยังเรียนไม่จบ คุณอาจจะไม่ทันได้สังเกตว่า พ่อแม่ท่านใช้จ่ายเงินอย่างไร เมื่อคุณโตมากขึ้น คุณจะรับรู้ได้ถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของท่านๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น บางท่านอาจจะตระหนี่ บางท่านอาจจะชื่นชอบการเสี่ยงดวงอย่างหวย การพนัน บางท่านอาจจะหมดเงินไปกับเหล้า เบียร์ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า คุณอาจจะต้องดูแลค่าใช้จ่ายให้กับพ่อแม่เป็นพิเศษเสียหน่อย หากท่านใดท่านหนึ่งมีแนวโน้มว่าจะจับจ่ายง่าย ซึ่งนิสัยเหล่านี้ ก็มีหลายคนเลยทีเดียว หากเข้าสู่วัยเกษียณ จู่ๆ ก็ปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายเงินจนกลายเป็นฟุ่มเฟือยเสียอย่างงั้นก็มีเช่นกัน  

หากกลัวว่าพ่อแม่ของคุณจะใช้จ่ายเงินเกินตัว  ชอบใจอ่อนให้คนอื่นหยิบยืมเงินง่าย หรืออาจจะขี้ลืม สุ่มเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์ ลองให้เงินเป็นรายสัปดาห์ หรือให้ครั้งละพอประมาณ เมื่อมีเหตุต้องใช้เงิน หรือซื้อของ คุณก็อาจจะออกเพิ่มเติมตามการพิจารณาของคุณได้ แต่ถ้าท่านเป็นคนที่รู้จักใช้เงินทองอยู่แล้ว ก็สามารถให้เงินรายเดือนได้ตามสะดวกได้เลย

นอกจากนี้  สิ่งที่คุณต้องควรระวังเป็นพิเศษคือเรื่องทำบุญ แน่นอนว่าคนเราเมื่อแก่ตัวลง อาจจะต้องการหาหนทางสงบสุข แต่หากการทำบุญเหล่านั้นมาในคราบของมารศาสนา หรือเอาเงินเข้าตัว ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะชน เราก็แอบๆ อยากให้คุณเบรกเรื่องให้เงินท่านไว้น่าจะดีกว่า (อาจจะเน้นไปซื้อของให้ท่านเองโดยตรง ดีกว่าให้ท่านถือเงินสดปริมาณมากๆ แทน)

Keeping diary


3. คำนวนกันเท่าไหร่ จำนวนเงินถึงจะเหมาะสม

เมื่อลองสำรวจทั้งฐานะ การเงิน สถานภาพของคุณ และพ่อแม่ท่านแล้ว หลายคนอาจยังสงสัยอยู่ดีว่า ต้องให้เงินเท่าไหร่ดีนะ ?

ปรกติแล้ว การให้เงินเดือนที่เหมาะสมนั้น จะเฉลี่ยอยู่ที่ 10 – 15% ของรายได้ ที่คุณได้ ในกรณีที่คุณเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในบ้านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หรืออยากให้เงินพ่อแม่ แต่ท่านยังคงมีรายได้อยู่

เมื่อเงินเดือนเพิ่มขึ้น คุณสามารถเพิ่มเงินที่ให้ท่านในแต่ละเดือนเพิ่มขึ้นได้ เป็น 20% และไม่เกิน 25% ของรายได้คุณ เพราะสัดส่วนที่เหลือนั้น นอกจากจะต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ที่เหลือก็ยังต้องเก็บสำรองไว้เผื่อฉุกเฉิน ไว้ลงทุนต่อยอดในอนาคต รวมถึงเก็บไว้เผื่อคนที่มีครอบครัว มีลูกแล้ว

หรือถ้าหากบางคน อาจจะไม่ได้ให้เงินเดือนกับพ่อแม่ ก็อาจจะให้โบนัสทุกปีกับพ่อแม่ก็ได้ รวมไปถึงการซื้อข้าวของต่างๆ เมื่อครั้งไปเยี่ยมท่าน พาไปเลี้ยงอาหารในบางครั้ง ก็ถือว่าเป็นรายจ่ายที่เหมาะสม หากพ่อแม่ของคุณนั้นมีรายได้ และฐานะที่มีมากกว่าคุณ

Adult Daughter Talking To Depressed Father At Home


4. ออมเงินตอนนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองเท่านั้น

คงมีหลายคนไม่น้อย ทีพ่อแม่นั้นยังคงมีรายได้ และไม่ยอมรับเงินของลูกหลาน (อย่างน้อยๆ ก็ตอนนี้) แต่ครั้นจะให้ไปรอจ่ายเมื่อท่านเกษียณอายุ หรือวางงานจากมือที่ทำแล้วก็คงเสียเวลาแย่ ดังนั้น ลองนำเงินที่ตั้งใจจะให้พ่อแม่ แบ่งสัดส่วนเก็บออมไว้ในยามฉุกเฉิน (เผื่อกรณีคนในครอบครัวเจ็บป่วย เกิดอุบัติเหตุ หรือต้องใช้เงินด่วน) และอีกส่วนให้นำเงินไปลงทุนต่างๆ เพื่อเป็นการเพิ่มเงินในกระเป๋า และเพิ่มเงินในอนาคตหากต้องดูแลพ่อแม่

แน่นอนว่า การลงทุนกับกองทุนรวมต่างๆ ก็น่าสนใจ รวมไปถึง การทำประกันเพื่อการเกษียณไว้ให้กับพ่อแม่ โดยที่ตัวคุณเองนำเงินที่ต้องให้เงินท่าน มาเป็นการจ่ายค่าเบี้ยประกัน เมื่อถึงคราวครบรอบกรมธรรม์ที่กำหนดไว้ ทางประกันจะทยอยจ่ายค่าสินไหม ค่าเบี้ยประกันต่างๆ ในแต่ละเดือน คืนสู่กระเป๋าพ่อแม่ของคุณ

ซึ่งถ้าหากจำเป็น ต้องเพิ่มเงินค่าใช้จ่าย คุณก็แค่เพิ่มเงินเล็กน้อย บวกกับเงินประกันที่จะทยอยจ่ายทุกเดือน เท่านี้การให้เงินพ่อแม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดหนักอีกต่อไป หรือจะลองหาประกันที่ออมได้ง่ายๆ เพื่อเก็บเป็นเงินก้อน ไว้ให้พ่อแม่ในยามเกษียณก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีเช่นกัน

แน่นอนว่าไม่เพียงแค่เบี้ยประกันในแต่ละเดือนเท่านั้น แต่หากคุณจ่ายประกันครบตรงกำหนดเวลา สิ่งที่ได้นอกเหนือจากค่าตอบแทนตามกรมธรรม์แล้ว ประกันเหล่านี้ยังได้ให้สิทธิ์การคุ้มครองต่างๆ ด้วย เช่น การคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุ คุ้มครองเมื่อเสียชีวิต เป็นต้น และหากคุณเป็นบุคคลที่ต้องเสียภาษีด้วยแล้ว หนทางนี้จะช่วยให้คุณลดหย่อนภาษีได้อีกด้วยนะ

Grandfather And Granddaughters Relaxing On Sofa At Home


5. เงินไม่ใช่ทั้งหมดของการแสดงออกทางความรัก

แม้ว่าหน้าที่ของลูกๆ คือการดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า แต่คุณต้องระลึกถึงเสมอว่า ต่อให้คุณให้เงินกับพ่อแม่มากมายแค่ไหน แต่ถ้าหากคุณไม่ใส่ใจ ไม่คอยดูแลพ่อแม่ในยามเจ็บป่วย เงินทองมากมายเท่าไหร่คงไม่มีค่า เพราะสิ่งที่พ่อแม่หลายคนต้องการ อาจเป็นเพียงความรัก ความเอาใจใส่ของลูกหลานมากกว่า

และในทางกลับกัน หากคุณ คอยพาท่านไปโรงพยาบาล ชวนไปเที่ยว หมั่นไปยี่ยม หรือแค่หาเวลาทานอาหารร่วมกัน แม้ว่าเงินทองที่คุณให้อาจจะไม่มากมายนัก แต่เชื่อได้ว่าเพียงเท่านี้พ่อแม่ก็ต่างมีความสุขแล้ว

ทั้งนี้แล้ว ก็ต้องขึ้นกับทัศนคติของแต่ละครอบครัวแล้วล่ะ ว่ามีทัศนคติแบบไหน ลองคุยและหาทางออกร่วมกัน หากท่านอยากให้คุณช่วยแบ่งปันเงิน ก็ลองคุยเพื่อหาจำนวนที่เหมาะสมร่วมกันดู หรือหากท่านไม่ต้องการเงินจากคุณ จะเก็บไว้เป็นเงินออม ทำประกัน หรือลงทุนอะไรให้ท่าน ก็พูดคุยกันได้

ดังนั้น ไม่เพียงแค่บริหารเงิน บริหารการลงทุนต่างๆ ให้ดีแล้ว อย่าลืมบริหารเวลาให้กับครอบครัว และคนที่คุณรักด้วยล่ะ แบบนี่สิที่เขาถึงเรียกว่า Lucky in game Lucky in love ของจริง!!!

Portrait Of Multi-Generation Chinese Family Relaxing In Park Tog


จะเห็นได้ว่า หากลองคำนวน บริหารเงินต่างๆ ดู ภาระหน้าที่ในการเป็นลูกของคุณ จะไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก และทำให้การเงินของคุณสะดุดได้อย่างแน่นอน


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon