เวิลด์แบงก์ ระบุไทยเริ่มหลุดพ้นความยากจน ก้าวสู่ความมั่งคั่ง

posted: 11 months ago
เวิลด์แบงก์ ระบุไทยเริ่มหลุดพ้นความยากจน ก้าวสู่ความมั่งคั่ง

comments

ภายหลังจากที่ธนาคารโลกได้สำรวจประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิคถึงการพัฒนาระบบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา ล่าสุดถือว่าเป็นข่าวดี เมื่อประเทศไทยและมาเลเซียกำลังจะเป็นประเทศที่หลุดพ้นจากความยากจน และมีการเติบโตจากเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็สอดคล้องกันกับนโยบายของรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ที่ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่จะทำให้ประเทศไทยของเรานั้นหลุดพ้นจากประเทศยากจน



นายชูเดีย แชตตี้ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ธนาคารโลก และ นางสาวแคทเธอลีนา เลเดอร์ชิ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก กล่าวถึงรายงานแนวโน้มการเติบโตแบบมีส่วนร่วมของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในระยะยาว ชื่อ Riding the Wave : An East Asian Miracle for the 21st Century โดยในรายงานได้บอกว่า ในประเทศที่กำลังพัฒนาภูมิภาคเอเชียตะวันออก และแปซิฟิก เป็นผู้นำแสดงให้ทั่วโลกได้เห็นว่า การเติบโตอย่างรวดเร็ว การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ จะช่วยลดความยากจนได้อย่างชัดเจน และจะทำให้คนเกือบล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนด้วย รวมถึงโมเดลใหม่ ๆ ในการสร้างการเจริญเติบโตในภูมิภาคอย่างยั่งยืน เพื่อที่จะลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้มีความเสมอภาคมากยิ่งขึ้น โดย ประเทศไทยและมาเลเซียเริ่มหลุดพ้นจากความยากจน กำลังก้าวสู่ความมั่งคั่งแล้ว

ทั้งนี้ธนาคารโลก ได้เสนอ 3 แนวทาง ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำไว้ในรายงาน ได้แก่ ให้โอกาสด้านเศรษฐกิจกับผู้มีรายได้น้อย มีระบบการดูแลด้านสังคม สาธารณสุข ประกันสังคม และการส่งเสริมการออม รวมถึงการใช้เครื่องมือ เช่น ภาษี เครื่องมือทางการเงิน มาช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ด้าน ดร.ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ในรายงานฉบับนี้ของธนาคารโลกได้มีการเสนอโมเดลใหม่ในการแก้ไขปัญหาความยากจนด้วย ก็จะมาเน้นความยั่งยืนลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งรัฐบาลก็บรรจุเอาไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมไปถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ที่ระบุไว้ชัดเจนว่า จะกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคมาเพิ่มรายได้ เพิ่มการจ้างงาน ขณะเดียวกันก็จะเพิ่มหลักประกันสุขภาพให้กับประชาชน คู่ขนานไปกับการให้ประชาชนออมเงินผ่านทางกองทุนการออมแห่งชาติ และกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติรองรับผู้สูงอายุนั่นเอง

สำหรับตัวเลขผลสำรวจปัญหาความยากจนในประเทศไทย จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดังนี้

1.รัฐบาลและธนาคารโลกใช้เส้นความยากจนที่คำนวณโดยหลักวิชาการในการพิจารณาถึงจำนวนคนจน โดยที่ธนาคารโลกใช้เกณฑ์ 1.9 ดอลลาร์ สรอ.ต่อคนต่อวัน (หรือประมาณ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน) และประเทศไทยใช้เกณฑ์ 2,667 บาทต่อคนต่อเดือน

• วิธีการคำนวณเส้นความยากจนเพื่อวัดระดับความยากจนใช้หลักแนวคิดวิชาการและประเภทของข้อมูลที่เป็นสากล และประเทศต่างๆ ใช้ในแนวทางเดียวกัน คือ การยึดหลักรายได้หรือรายจ่ายขั้นต่ำสุดที่เพียงพอต่อการดำรงชีพของประชาชนแต่ละคน ควบคู่ไปกับการใช้โครงสร้างของครัวเรือน ได้แก่ สมาชิก เพศ และวัย และพื้นที่ ในการพิจารณาถึงองค์ประกอบการใช้จ่ายด้วย

• ฐานข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณเส้นความยากจนนั้น ใช้ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (Socio-economic survey) ซึ่งเป็นการสำรวจสถานะความเป็นอยู่ของครัวเรือนทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และอื่น ๆ ที่ได้มีการดำเนินการจัดเก็บข้อมูลต่อเนื่องทุกปี และเป็นการสำรวจที่มีการเก็บข้อมูลตัวอย่างขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีตัวอย่างการสำรวจประมาณ 45,000 ครัวเรือน และประชากร 125,346 คน

• ธนาคารโลก ได้ใช้เส้นความยากจนที่ระดับ 1.9 ดอลลาร์ สรอ.ต่อคนต่อวัน หรือประมาณ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้เกณฑ์ของธนาคารโลกดังกล่าวอยู่บนฐานที่เทียบกับความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ (PPP) ปี 2554 เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบความยากจนของนานาประเทศได้ และหากใช้เกณฑ์การวัดดังกล่าวสัดส่วนความยากจนของไทยจะอยู่ที่ร้อยละ 0.04 สำหรับประเทศไทยใช้เกณฑ์เส้นความยากจนที่ 2,667 บาทต่อคนต่อเดือน (ปี 2559) และสัดส่วนความยากจนเท่ากับร้อยละ 8.6

2. รัฐบาลตระหนักดีว่าการที่ประเมินสถานการณ์ความยากจนของประเทศให้สามารถสะท้อนสถานการณ์ที่แท้จริงได้นั้น จำเป็นต้องใช้ตัวชี้วัดจากหลายด้านมาประกอบกัน ดังนั้น นอกจากการใช้เส้นความยากจนซึ่งเป็นการวัดในรูปแบบตัวเงิน (รายจ่าย) ในการระบุจำนวนคนจนแล้วรัฐบาล โดย สศช. ยังได้พิจารณาตัวชี้วัดสถานการณ์ความยากจนในด้านมิติอื่นที่มิได้อยู่ในรูปแบบของตัวเงินแต่สะท้อนการมีโอกาสทางสังคมและการเข้าถึงบริการของภาครัฐ มาร่วมในการวัดด้วย ได้แก่ ดัชนีความก้าวหน้าคน ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนการเข้าถึงโอกาสทางสังคมและการเข้าถึงบริการภาครัฐในด้านต่าง ๆ เช่น สุขภาพ การศึกษา ที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม คมนาคมและการสื่อสาร เป็นต้น ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความจนเงิน จนโอกาส และสภาพแวดล้อมการดำเนินชีวิต ในการจัดทำนโยบายในแก้ปัญหาความยากจนและช่วยเหลือคนจน

3. การจัดทำนโยบายเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและการช่วยเหลือคนจน จึงใช้เครื่องมือหลายอย่างประกอบกัน โดยเส้นความยากจนจะช่วยบ่งบอกความยากจนที่ว่ามีผู้ที่ยากจนเป็นจำนวนมากน้อยเพียงใด ซึ่งรัฐบาลจะนำข้อมูลอื่นที่สะท้อนการดำรงชีพในมิติของการมีโอกาสและการเข้าถึงบริการของประชาชนมาพิจารณาประกอบด้วย ในขณะเดียวกันข้อมูลการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการภาครัฐจะถูกนำมาใช้ประกอบเพื่อการระบุ ตรวจสอบ ติดตาม ในการที่จะออกแบบเครื่องมือการให้ความช่วยเหลือ (มาตรการ) ได้สอดคล้อง / ตรงกับลักษณะของกลุ่มเป้าหมายที่มาลงทะเบียน รวมทั้งสามารถบริหารจัดการที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงกลุ่มได้ด้วย



4. ข้อเท็จจริงสถานการณ์ความยากจนของประเทศไทย

• ในปัจจุบันประเทศไทยใช้เส้นความยากจนที่เป็นทางการคือ 2,667 บาทต่อคนต่อเดือน หากมองย้อนไปในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบว่าปัญหาความยากจนในภาพรวมของประเทศไทยลดลงมาก โดยจำนวนคนจนได้ลดลงประมาณ 28 ล้านคนในช่วงเวลาดังกล่าว จากจำนวนผู้ยากจน 34.1 ล้านคนในปี 2531 เหลือเพียง 5.8 ล้านคนในปี 2559 สัดส่วนคนจนลดลงจากร้อยละ 65.2 เป็นเพียงร้อยละ 8.6 ในปี 2559

• เมื่อพิจารณารวม “คนจน” และ “ผู้ที่เกือบจน” พบว่ามีแนวโน้มลดลงมากจาก 39.2 ล้านคนในปี 2531 เหลือเพียง 11.6 ล้านคนในปี 2559 โดยความยากจนยังกระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคเหนือ มีสัดส่วนร้อยละ 12.96, 12.35 และ 9.83 ของประชากรในแต่ละภาคตามลำดับ และจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุด 10 ลำดับแรกในปี 29 โดยเรียงลำดับจากสัดส่วนคนจนสูงที่สุดดังนี้ แม่ฮ่องสอน นราธิวาส ปัตตานี กาฬิสินธ์ นครพนม ชัยนาท ตาก บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ น่าน ตามลำดับ


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon