สายนวดรู้ไว้ ! 10 ประเภทการนวดผ่อนคลายยอดฮิตจากทั่วโลก

posted: 1 year ago
3,087 views
สายนวดรู้ไว้ ! 10 ประเภทการนวดผ่อนคลายยอดฮิตจากทั่วโลก

comments

ศาสตร์และศิลปะแห่งการนวดผ่อนคลาย ประเภทต่างๆ นั้นเป็นภูมิปัญญาโบราณของมนุษย์ที่ใช้ในการผ่อนคลายความตึงเครียดของร่างกาย ยิ่งยุคสมัยนี้มีการยกระดับการนวดให้เข้าไปอยู่ในสปาเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์คนเมือง ที่ต้องการผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากกิจกรรมต่างๆ นอกจากการนวดแผนไทยที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแล้ว ทราบหรือไม่ว่ายังมีการนวดอีกหลายแบบที่คุณอาจไม่เคยได้ลองมาก่อน Rabbit Daily ได้รวบรวมการนวดยอดฮิต 10 ประเภทจากทั่วโลกมาให้ความรู้เหล่าสายนวดที่ติดอกติดใจการนวดผ่อนคลาย ตามมาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง ?



1. การนวดแบบสวีเดน (Swedish Massage Therapy)

 การนวดแบบสวีเดน (Swedish Massage Therapy)


การนวดแบบสวีเดนเป็นวิธีการนวดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ที่แม้แต่ร้านสปาในเมืองไทยก็นำมาใช้ในการนวดผ่อนคลาย และยังช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือดและระบายของเสียออกจากกล้ามเนื้อ เทคนิคคือการลูบน้ำมันหอมระเหยไปที่ตัวอย่างช้าๆ และเพิ่มแรงกดลงบนฝ่ามือเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด


2. การนวดด้วยอโรมาเทอราปี (Aromatherapy Massage)

อโรมาเทอราปี (Aromatherapy Massage)


นับว่าเป็นวิธีการนวดที่ได้รับความนิยมอย่างสูงโดยเฉพาะในหมู่สาวๆ เพราะนอกจากกลิ่นหอมของน้ำมันที่สกัดจากธรรมชาติประเภทต่างๆ ที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายจากความตึงเครียด และยังมีสรรพคุณในการบำรุงผิวพรรณอีกด้วย อีกทั้งยังช่วยบำบัดอารมณ์ที่ขุ่นหมองให้สดชื่นขึ้น น้ำมันที่นิยมคือ กลิ่นลาเวนเดอร์ กุหลาบ มะลิ มิ้นท์ ดอกส้ม และคาโมไมลด์


3. การนวดด้วยหินร้อน (Hot Stone Massage)

การนวดด้วยหินร้อน (Hot Stone Massage)


การนวดตัวด้วยหินร้อนเป็นอีกหนึ่งวิธีการบำบัดที่เก่าแก่ หินที่นำมาใช้ก็จะมีหลายชนิด แตกต่างกันออกไปตามคุณสมบัติ ส่วนใหญ่จะเป็นหินภูเขาไฟเนื่องจากมีการสะสมแร่ธาตุสูง นอกจากนี้ยังมีหินสีต่างๆ ที่ช่วยปรับสมดุลของร่างกาย มักนิยมนวดหินร้อนควบคู่กับการทาน้ำมันผ่อนคลายเพื่อลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อจุดต่างๆ



4. การนวดเนื้อเยื่อส่วนลึก (Deep Tissue Massage)

การนวดเนื้อเยื่อส่วนลึก (Deep Tissue Massage)


หลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นเคยกับการนวดแบบนี้ แต่การนวดเนื้อเยื่อส่วนลึก หรือที่เรียกว่า การนวดดีพทิชชู่ จะช่วยในการปรับสมดุลโครงสร้างของร่างกาย และผ่อนคลายความตึงของเส้นเอ็น มักใช้กับนักกีฬาที่ต้องใช้กำลังกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวและผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุและมีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ สำหรับการนวดนั้นจะเน้นแรงกดน้ำหนักโดยใช้ทั้งนิ้วมือและข้อศอก


5. การนวดกดจุดแบบญี่ปุ่น (Shiatsu Massage)

การนวดกดจุดแบบญี่ปุ่น (Shiatsu Massage)


ศาสตร์การนวดกดจุดเพื่อบำบัดของชาวญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยม เพราะชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าในร่างกายคนเราจะมีช่องพลังงาน 12 ช่องทาง ที่ทำให้เกิดความสมดุลทั้งสภาวะร่างกายและอารมณ์ หากเกิดความผิดปกติจะทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก กระบวนการกดจุดจึงเน้นไปที่การนวดตามเส้นของพลังงาน โดยจะใช้นิ้วมือไล่กดจุดต่างๆ เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ปรับสมดุล ทั้งนี้การกดจุดแบบญี่ปุ่นจะเน้นแค่จุดที่เชื่อว่าเป็นช่องพลังงาน ไม่ได้กดเน้นหลายจุดเหมือนการนวดแผนไทย


6. การนวดแผนไทย (Thai Massage)

การนวดแผนไทย (Thai Massage)


การนวดแผนไทยโบราณเป็นศาสตร์บำบัดโรคที่เก่าแก่ของไทยซึ่งโด่งดังไกลไปทั่วโลก โดยจะเน้นการกด คลึง บีบ ดัด จุดต่างๆ ของร่างกายเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย บางครั้งก็จะใช้การประคบควบคู่ไปด้วย แม้แต่กระทรวงสาธารณสุขก็ยังบรรจุตำราการนวดแผนไทยไว้ในหลักสูตร ทำให้การนวดแผนไทยได้รับการยอมรับ ข้อเด่นอีกอย่างหนึ่งของศาสตร์แขนงนี้คือเทคนิคการจับเส้น ที่จะช่วยคลายความตึงเครียดและรักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามจุดต่างๆ


7. การนวดผู้ตั้งครรภ์ (Pregnancy Massage)

การนวดผู้ตั้งครรภ์ (Pregnancy Massage)


บรรดาคุณแม่ทั้งหลายที่ตั้งครรภ์เชื่อว่าต้องมีปัญหาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างแน่นอน เพราะเมื่ออายุครรภ์มากขึ้นก็ต้องรับน้ำหนักที่มากขึ้นตามไปด้วย วิธีการนวดสำหรับผู้ตั้งครรภ์จึงสามารถช่วยผ่อนคลาย ลดอาการปวดเมื่อย เพิ่มการไหลเวียนของเลือดได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญ หรือหากญาติจะช่วยนวดก็ต้องรับคำแนะนำที่ถูกต้องจากทางแพทย์ก่อน


8. การนวดกดจุดสะท้อนเท้า (Foot Reflexology)

การนวดกดจุดสะท้อนเท้า (Foot Reflexology)


เท้าเป็นอวัยวะสำคัญที่รองรับน้ำหนักของเราและรักษาสมดุลยามเราเดินหรือเคลื่อนไหว ดังนั้นก็ต้องหันมาดูแลสุขภาพเท้ากันบ้างแล้วล่ะ โดยการนวดสะกดจุดเท้าเป็นอีกหนึ่งวิธีนวดที่ได้รับความนิยมจากคนไทย เพราะเป็นวิธีการที่ทำได้ง่าย เพียงแค่ผู้นวดมีความรู้เกี่ยวกับจุดต่างๆ บนฝ่าเท้า ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงเส้นประสาทของอวัยวะส่วนอื่นๆ ในร่างกายได้ เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนและช่วยผ่อนคลายนั่นเอง


9. การนวดเพื่อการกีฬา (Sports Massage)

การนวดเพื่อการกีฬา (Sports Massage)


การนวดประเภทนี้เป็นการนวดที่ต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะทาง เพื่อบำบัดอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อที่ได้รับผลกระทบจากการเล่นกีฬา บรรดานักกีฬาอาชีพทุกคนจะต้องมีนักบำบัดวิชาชีพด้านนี้มาดูแลโดยเฉพาะ ศาสตร์แห่งการนวดเพื่อกีฬาได้นำการนวดหลายประเภทมาประยุกต์ใช้ทั้งการนวดแบบสวีเดน การนวดเนื้อเยื่อส่วนลึก บางครั้งก็ใช้การประคบเย็นร่วมด้วย


10. การนวดหลัง (Back Massage)

การนวดหลัง (Back Massage)


การนวดหลังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะบรรดาหนุ่มสาวออฟฟิศทั้งหลายที่ต้องนั่งทำงานท่าเดิมๆ ทั้งวัน มักมีอาการปวดหลังและเอว การนวดหลังจึงเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด อีกทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว เทคนิคจะอยู่ที่การลงน้ำหนัก หนัก-เบาของฝ่ามือ มักใช้วิธีการนวดแบบสวีเดนคือการทาน้ำมันและใช้มือลูบผิวควบคู่ไปด้วย


เห็นไหมล่ะว่าศาสตร์และศิลป์แห่งการนวดนั้นมีมากมายหลายประเภท สายนวดทุกคนก็สามารถเลือกแบบที่ตนเองชื่นชอบได้เลย นอกจากนี้ Rabbit Daily จะมีบทความสาระดีๆ มาเสิร์ฟให้สายนวดโดยเฉพาะกับ เฟ้นหา 10 ร้านสปาแนวใหม่ ให้คุณตามไปผ่อนคลายได้รอบกรุงฯ


avatar
by เคอร์เซอร์กะพริบ
อัพเดตกระแสฮิตติดโซเชียล เกาะติดอีเว้นท์ชิคๆรอบกรุง จับตาทุกความเคลื่อนไหวของเซเลบริตี้

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon