10 หนังสงคราม จากสงครามที่เกิดขึ้นจริงที่คุณต้องหามาดู

posted: 2 years ago
27,351 views
10 หนังสงคราม จากสงครามที่เกิดขึ้นจริงที่คุณต้องหามาดู

comments


“In modern war there is nothing sweet nor fitting in your dying. You will die like a dog for no good reason”

“ในสงครามไม่มีสิ่งไหนสวยงาม หรือ คู่ควรกับการตายของคุณ
คุณจะตายอย่างหมา โดยปราศจากเหตุผลที่ดีใดๆ”

เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ 1935

สงครามอาจเกิดจากข้อขัดแย้งของกลุ่มคนไม่กี่คน แต่ที่สุดมันจะนำมาซึ่งความสูญเสียของคนจำนวนมากเสมอ เราอาจคุ้นชินกับเรื่องราวของผู้กล้าในสมรภูมิ ชัยชนะ ธรรมะ อธรรม แต่อย่างที่บอกไป สงครามส่งผลร้ายกับทุกคน ไม่เฉพาะทหารหาญในสนามรบเท่านั้น และนี่คือ 10 หนังสงคราม ซึ่งสร้างจากสงครามที่เกิดขึ้นจริง อิงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์จริง (เป็นส่วนใหญ่) จากเรื่องราวของคนจริงๆ ที่คุณอาจไม่เคยชมมาก่อน มาดูกันซิว่าเรื่องไหนจะตรงใจคุณผู้อ่านบ้าง



Life Is Beatiful (La vita è bella) – 1997

“พ่อครับ ผมไม่ชอบรถไฟเลย”

“พ่อก็ไม่ชอบเหมือนกัน เดี๋ยวเรานั่งรถบัสกลับกัน เอามั้ย?”

“ได้ยินมั้ย? พ่อบอกว่าเราจะนั่งรถบัสกลับกัน” โจชัวบอกกับทหารนาซี

หนังสงคราม Life is Beatiful

กุยโด ชาวอิตาลีเชื้อสายยิว และ โจชัวลูกชายของเขา ถูกจับเข้าค่ายกักกันชาวยิวในอิตาลี ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โจชัวรอดตายจากการถูกต้อนไปรมควันพิษกับเด็กๆ คนอื่นได้ เพราะเด็กชายไม่ชอบอาบน้ำ แต่นั้นกุยโดจึงต้องพยายามโกหกลูกชาย ให้เล่นเกมซ่อนหากับทหารนาซี ซึ่งหากเด็กชายชนะ เขาจะได้รถถังเป็นรางวัล ด้วยความหวังและรอยยิ้มของกุยโด จะทำให้ทั้งคู่รอดไปจากเรื่องราวเลวร้ายทั้งปวงได้หรือไม่?

ตัวอย่างภาพยนตร์

ภาพยนตร์ดรามา – คอมเมดี้เรื่องนี้ กำกับและนำแสดงโดย โรแบร์โต้ เบนิญี่ (Roberto Benigni) เข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 71 ในปี 1999 ถึง 7 สาขา และคว้ารางวัลออสการ์ไปได้ 3 สาขา ได้แก่ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Roberto Benigni), สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ประเภทดราม่ายอดเยี่ยม และ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม

ฉากที่น่ารัก ตลก และ อบอุ่นที่สุด


The Great Escape – 1963

“คุณบ้าไปแล้ว . . . สองร้อยห้าสิบคน เดินออกจากที่นี่ไปเฉยๆ เนี่ยนะ?”

กัปตันฮิลท์

หนังสงคราม The Great Escape

ตัวอย่างภาพยนตร์

The Great Escape หรือในชื่อไทยว่า ‘แหกค่ายมฤตยู’ เป็นเรื่องราวของการวางแผนแหกคุกขังเชลยสงครามของทหารนาซีเยอรมันครั้งใหญ่ โดยเหล่าเชลยศึกฝั่งสัมพันธมิตร อย่าได้กลัวตัวเลขปีที่ถ่ายทำครับ ค.ศ. 1963 ก็ พ.ศ. 2506 แค่ 50 กว่าปีเอง แต่เรื่องราวยังคงสนุก สดใหม่ แถมยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์อีกหลายเรื่องในยุคหลัง เช่น The Shawshank Redemption ด้วย


Inglourious Basterds – 2009

“ฉันจะให้อะไรบางอย่างกับแก บางอย่างที่แกถอดออกไม่ได้”

ร้อยโท อัลโด เรน

หนังสงคราม Inglourious Basterds

ระหว่างที่นาซียึดครองฝรั่งเศส โซซานน่า ดรายฟัส เด็กหญิงชาวยิวรอดชีวิตจากการฆ่ายกครัวหลายปีต่อมาเมื่อเฟรดดิก โซลเลอร์ วีรบุรุษของนาซีตามจีบเธอ โดยเสนอที่จะจัดฉายรอบปฐมทัศน์ภาพยนตร์ชวนเชื่อที่เขานำแสดงในโรงหนังของเธอ ซึ่งจะเต็มไปด้วยคนใหญ่คนโตในพรรคนาซี รวมถึง ‘ท่านผู้นำ’ ด้วย โซซานนา จึงไม่พลาดที่จะแก้แค้น เรื่องราววุ่นวายมากขึ้น เมื่อข่าวไปถึง ‘แก๊งโคตรแสบ’ กองกำลังพิเศษอเมริกัน-ยิว ที่วางแผนสังหารฮิตเลอร์เช่นกัน

ตัวอย่างภาพยนตร์

หนังก็ดำเนินเรื่องตามสไตล์ผู้กำกับจอมเก๋า ‘เควนติน ตารันตีโน่’ แอคชั่นเลือดสาด บทพูดเชือดเฉือน แค่ได้ดูคริสตอฟ วัลซ์ (Christoph Waltz) ในบทผู้พันฮานส์ ลันดา ก็หนาวไปถึงขั้วหัวใจ พิสูจน์ความดีงามได้ใน ‘ยุทธการเดือดเชือดนาซี’


Pan’s Labyrinth (El Laberrinto del Fauno) – 2006

“แต่ผู้กอง การอยู่ในโอวาท โดยปราศจากการตั้งคำถาม
. . . นั่นเป็นสิ่งที่คนอย่างคุณเท่านั้นที่ทำ “

หนังสงคราม Pan's Labyrinth

‘อัศจรรย์แดนฝัน มหัศจรรย์เขาวงกต’ ชื่อไทยและโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่ทำให้ผู้ปกครองหลายคนหลงผิด ทะเล่อทะล่าตีตั๋วไปชมกับบุตรหลานมานักต่อนัก แพน ลาบีรินธ์ พาเราติดตามชีวิตของ โอฟีเลีย เด็กหญิงผู้คลั่งไคล้ในเทพนิยาย ซึ่งบังเอิญได้ค้นพบว่านางคือเจ้าหญิงจากดินแดนลึกลับห่างไกล ท่ามกลางบรรยากาศของสงครามกลางเมืองสเปน ในปี 1944

ตัวอย่างภาพยนตร์

แพน ลาบีรินธ์ คว้า 3 รางวัลออสการ์ในสาขาการถ่ายทำยอดเยี่ยม, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และแต่งหน้ายอดเยี่ยม แม้ว่าตัวหนังต้องอาศัยการตีความเพื่อทำความเข้าใจพอสมควร แต่ก็ไม่ได้เข้าถึงยากเกินไปนัก ซึ่งเมื่อดูจบก็จะเข้าใจเหตุผลของการเล่าเรื่องด้วยธีมเทพนิยาย สลับกับฉากสงคราม ซึ่งนำคุณไปสู่ตอนจบที่คุณจะจดจำไปตลอดชั่วชีวิต


Grave of the Fireflies (Hotaru no haka)
– 1988

พี่จ๋า ทำไมหิ่งห้อยถึงอายุสั้นนัก ? – เซตสึโกะ

 

หนังสงคราม Grave of the Fireflies

สตูดิโอจิบลิ (Studio Gibli) กับอีกหนึ่งผลงานที่ย้ำกับเราว่า อนิเมชั่นไม่ใช่เรื่องของเด็กๆเท่านั้นอีกต่อไป เรื่องราวของสองเด็กกำพร้าชาวญี่ปุ่น และชีวิตที่ต้องดิ้นรนท่ามกลางไฟสงคราม ในญี่ปุ่นยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ‘สุสานหิ่งห้อย’ เป็นผลงานคลาสสิกที่โดดเด่นและโด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่งของสตูดิโอ ซึ่งต่อให้หยิบมาดูกี่ครั้งก็สะเทือนใจกับชะตากรรมของ 2 พี่น้อง

ตัวอย่างภาพยนตร์


Das Boot – 1981

“อย่าถ่ายรูปทหารตอนนี้  รอให้เคราขึ้นเสียก่อน . . . อย่าให้พวกมันเห็นว่าเรามีแต่พวกหน้าละอ่อน เป็นเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแม่ ” – กัปตัน

หนังสงคราม Das Boot

ค.ศ. 1942 เยอรมันต้องการครองความเป็นเจ้าแห่งน่านน้ำแอตแลนติกเหนืออังกฤษ ด้วยการส่งทหาร 40,000 นายไปกับกองเรือดำน้ำ และทหารมากกว่า 30,000 นายไม่เคยได้กลับบ้าน

ตัวอย่างภาพยนตร์

เรามักจะคุ้นเคยกับภาพยนตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ในมุมมองของผู้ชนะสงคราม ซึ่งสร้างภาพฝั่งอักษะให้ชั่วร้าย โง่เง่า และเป็นฝ่ายเสียเหลี่ยมให้สัมพันธมิตรที่ฉลาดรู้ทันเสมอ ‘Das Boot หรือ The Boat’ คือหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่นำเสนอมุมมองจากอีกฝั่ง ขณะที่หนังสงครามเรื่องอื่นมัก ‘โฆษณาชวนเชื่อ’ ฝั่งตนเองกลายๆ Das Boot กลับฉายภาพความหดหู่ กดดัน ภาระที่แบกรับ มุมมองของผู้น้อยต่อผู้บังคับการ ได้อย่างน่าเห็นใจ และน่าสนใจทีเดียว


Schindler’s List – 1993

“ผู้ใดช่วยหนึ่งชีวิต ผู้นั้นช่วยโลกทั้งใบ ” – อิทซาค สเติร์น

หนังสงคราม Schindler's list

สร้างจากเรื่องจริงของ ออสการ์ ชินด์เลอร์ อดีตสายลับนาซี และเจ้าของโรงงานอาวุธและเครื่องเคลือบจอมละโมบ ที่แต่แรกต้อนรับนักโทษชาวยิวเข้ามาทำงานในโรงงานของเขา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจเท่านั้น ก่อนจะตระหนักถึงความโหดร้ายที่พรรคนาซีทำกับเชลยชาวยิว ออสการ์จึงทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างชาวยิว จากค่ายกักกันให้ได้มากที่สุด

ตัวอย่างภาพยนตร์

‘ชินด์เลอร์ ลิสท์ หรือ ชะตากรรมที่โลกไม่ลืม’ คว้ารางวัลออสการ์ไปถึง 7 จาก 12 สาขาที่เข้าชิง เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ไม่เพียงเพราะรางวัลที่หนังได้รับ แต่เพราะคุณค่าของเรื่องราวดีๆ ที่มนุษย์พึงมีและมอบให้แก่กันในวันเวลาที่โหดร้าย ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทุกคน เหนือกาลเวลา ชาติพันธุ์ และภาษาที่แตกต่างกัน


Saving Private Ryan – 1998

“เจมส์ ใช้ชีวิตให้คุ้มนะ ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า”

กัปตันมิลเลอร์

หนังสงคราม Saving Private Ryan

หลังจากยึดหาดนอร์มังดีได้ในวันดีเดย์ กัปตันมิลเลอร์ นำทหาร 8 นายจากกองพันเรนเจอร์ที่ 2 รับปฏิบัติการพิเศษในการพาตัว พลทหารเจมส์ ไรอัน กลับจากแนวหลังข้าศึก หลังจากคุณนายไรอัน แม่ของเจมส์ ได้รับโทรเลขแจ้งข่าวการเสียชีวิตของลูกชายคนที่ 3 (2คน ก่อนหน้าเสียชีวิตก่อนหน้าที่นิวกินี เจมส์เป็นคนที่4)

ตัวอย่างภาพยนตร์

สตีเวน สปีลเบิร์ก พ่อหมดแห่งฮอลลีวูด คว้าออสการ์สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 ต่อจากครั้งแรกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว กับ Schinder’s List หนังยังได้ออสการ์มาอีก 4 ตัวในสาขาถ่ายภาพ, บันทึกเสียง, ตัดต่อ และตัดต่อบันทึกเสียง ‘เซฟวิ่ง ไพรเวทไรอัน ฝ่าสมรภูมินรก’ ยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังสงครามสมัยใหม่ที่ดีที่สุดจากสื่อหลายสำนัก ที่พูดถึงความโหดร้ายของสงความ การสูญเสีย และคุณค่าชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง


Downfall (Der Untergang) – 2004

” แกคิดว่าแกเป็นใครมาขัดคำสั่งฉัน . . .พวกนายพลก็เป็นคนทรยศ ตาขาว ต่ำช้าทั้งนั้น . . .นายพลของเราเป็นสวะของชาวเยอรมันทั้งประเทศ “

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

หนังสงคราม Downfall

ตัวอย่างภาพยนตร์

หนังเล่าเรื่องชีวิต 10 วันสุดท้ายของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคนาซีในบังเกอร์หลบภัย ที่เบอร์ลิน ผ่านมุมมองของเทราด์ล ยุงเงอ (Traudl Junge) เลขาคนสนิท ดัดแปลงจากบันทึกจริงของเทราด์ล ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1989 44ปี หลังการเสียชีวิตของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ฉากที่โด่งดังของเรื่อง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ชมบางส่วนของภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งก็คือฉากที่ฮิตเลอร์ระเบิดอารมณ์ใส่ผู้นำระดับสูงของพรรคนาซี (ซึ่งถูกเอาไปตัดต่อล้อเลียนเสียฮาป่นปี้หมด) ซึ่งเนื้อหาใจความที่แท้จริงของฉากนั้น ส่วนหนึ่งก็คือประโยคที่เราคัดลอกมาด้านบนนั่นเอง Downfall พาไปเราไปสำรวจเบื้องลึกเบื้องหลังช่วงชีวิตสุดท้ายของอดีตผู้นำชั่วร้าย และบุคคลรอบๆ ตัวของเขา ความเปราะบางของพรรคนาซี การทรยศหักหลัง การเอาตัวรอด และการตายของฮิตเลอร์


Casablanca – 1942

“นั่นปืนใหญ่ . . . หรือเสียงหัวใจฉันเต้นนะ ?” – อิลซ่า ลุนด์

หนังสงคราม Casablanca

เมื่อสงครามโลกเริ่มขึ้น ชาวยุโรปหลายล้านต้องการลี้ภัยไปอเมริกา ใบส่งตัวลี้ภัยมีค่ากว่าทองคำ ขณะที่หลายคนต้องเดินทางมาคาซาบลังก้าเพื่อรอส่งตัว ริค ถือครองใบส่งตัวไว้ 2 ใบ กลับไม่สนใจจะไปไหน ใช้ขีวิตแหลกเหลว เปิดร้านเหล้าเคล้าราตรี กระทั่งนาซีมาถึงคาซาบลังกาเพื่อจับตัว วิกเตอร์ ลาสโซ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ริคก็ได้พบอิลซ่า หญิงสาวที่เคยทำให้เขาใจสลาย ผู้ที่บัดนี้คือภรรยาของลาสโซ อีกครั้ง

ตัวอย่างภาพยนตร์

หนังดีไม่มียุคสมัย หากจะใช้ประโยคนี้กับหนังสักเรื่อง Casablanca ก็ต้องเป็นหนึ่งในนั้นแน่นอน ใครจะไปคิดว่าหนังรักในธีมสงคราม จะยังคงดูได้สนุก คลาสสิก จนหลายๆ คนยกให้มันเป็นหนังรักที่ดีที่สุดตลอดกาล ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับบทพูดที่กระชับกินใจ มีความเชือดเฉือน ตลกร้าย มีความหมายในใจความสั้นๆ นั้น เพลงประกอบก็เพราะ และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือฝีมือการแสดงของ ฮัมฟรีย์ โบการ์ท (Humphey Bogart) และ อิงกริด เบิร์กแมน (Ingrid Bergman) ที่เล่นได้หล่อสวยมากๆ โดยเฉพาะรายหลังกับอีกประโยคสั้นอมตะที่ว่า..

 

“Kiss me. Kiss me as if it were the last time”

เพลงเพราะมากครับ ชื่อ ‘As Time Goes By’ โดย Frank Sinatra ครับ


 

มีเรื่องไหนที่เราชอบเหมือนกันไหมครับ หรือเรื่องไหนที่คุณชอบแล้วผมตกหล่นไป แนะนำให้ดูบ้างนะครับ พิมพ์ไว้ในคอมเมนท์เลย แล้วพบกับการแนะนำอันดับหนังอื่นๆ ได้ในครั้งหน้าครับ

มีหนังใหม่อะไรน่าดูบ้างนะสัปดาห์นี้ คลิก เข้าไปดูกันได้เลย แล้วอย่าพลาดรีวิวและหนังแนะนำใหม่ได้ ที่นี่


avatar
by ณพ วณช
จริงๆแล้วเป็นคนบ้าครับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon