10 บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งโลกเทคโนโลยี ที่กำลังมาแรงสุดๆ

posted: 1 year ago
10 บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งโลกเทคโนโลยี ที่กำลังมาแรงสุดๆ

comments

คุณเคยสังเกตไหมว่า การใช้ชีวิตในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากอดีตมากแค่ไหน? ลองคิดตามกันดูเล่นๆ กันครับ ว่าวันนี้เมื่อสิบปีที่แล้วเรากำลังทำอะไรกันอยู่

  • บางคนอาจเล่นเกมงูในโทรศัพท์ที่เต็มไปด้วยปุ่มกด
  • บางคนอาจกำลังมองหาแผ่น CD ที่จะใช้ในการทำงาน
  • บางคนอาจกำลังส่งแฟกซ์ให้กันอยู่ก็เป็นได้

สิ่งที่เราพูดมาทั้งหมดแทบจะเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นในปัจจุบันอีกเลย ซึ่งเป็นผลมาจากการแทนที่ของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ดีกว่า ตอบสนองการใช้ชีวิตให้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งกว่าที่เคย

ในปัจจุบันการแข่งขันด้านการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะการคิดค้นนวัตกรรมสุดเจ๋งขึ้นมาได้สักชิ้น จะส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด หรืออาจมีผลถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนทั้งโลกเลยก็เป็นได้


10 บริษัท ที่ยิ่งใหญ่ได้ด้วยเทคโนโลยีสุดสร้างสรรค์

เราจะมาทำความรู้จักกับ 10 องค์กรยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกาและจีน ที่มีแววประสบความสำเร็จในโลกใบใหม่ด้วยการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์สุดๆ ว่าแต่จะมีบริษัทอะไรบ้าง จะใช่บริษัทที่เราอยากร่วมงานหรือเป็นบริการและผลิตภัณฑ์ที่เราเคยใช้หรือเปล่านะ?

 

บริษัทยักษ์ใหญ่

10. Spark Therapeutics (มูลค่าองค์กร 1.9 พันล้านดอลลาร์)

เป็นบริษัทที่มีความโดดเด่นด้านงานวิจัย และเทคโนโลยีในการรักษาโรคทางพันธุกรรม เริ่มต้นดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2013 โดยใช้เทคโยโลยีและความรู้ที่สั่งสมมาจากโรงพยาบาลเด็กฟิลาเดลเฟียเป็นเวลากว่าสองทศวรรษ

ทำให้ Spark Therapeutics มีความเข้าใจเรื่องกลไกและความผิดปกติทางพันธุกรรมของมนุษย์เป็นอย่างดี จึงได้มีการออกแบบการรักษาที่มีความเฉพาะเจาะจงและส่งผลดีต่อผู้ป่วยในระยะยาวได้

ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้กับผู้คนและครอบครัว ที่ได้รับผลกระทบจากโรคทางพันธุกรรมเป็นอย่างมาก สมกับเป็นองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ว่า โลกของการใช้ชีวิต จะไม่ถูกจำกัดด้วยโรคทางพันธุกรรม

ลองนึกถึงจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคทางพันธุกรรม ที่กำลังรอรับการรักษาอยู่ทั่วโลกดูสิครับ ถ้าวันหนึ่ง Spark Therapeutics มีการวิจัยพัฒนารูปแบบการรักษาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ถึงตอนนั้นคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าพวกเขาคือหนึ่งในผู้ที่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ รวมถึงมีรายได้เป็นกอบเป็นกำอย่างแน่นอน


บริษัทยักษ์ใหญ่

9. Regeneron (มูลค่าองค์กร 55.5 พันล้านดอลลาร์)

เป็นบริษัทด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ ที่มุ่งเน้นการคิดค้นยา รักษาโรคร้ายแรงต่างๆ เพื่อส่งมอบให้กับผู้ป่วยที่กำลังทรมานกับการใช้ชีวิต

โดยในปัจจุบัน Regeneron ได้คิดค้นตัวยามากมายที่รับการรับรองจาก FDA นอกจากนี้ ยังมีอาสาสมัครนับหลายแสนราย ที่ให้ความร่วมมือสนับสนุนงานวิจัยพัฒนาตัวยาต่างๆ อีกด้วย

คนที่เจ็บป่วยจากโรคร้ายแรงมีอยู่ทุกหนแห่ง การวิจัยและพัฒนาตัวยาเพื่อรักษาเยียวยาอาการเจ็บป่วยจึงเป็นสิ่งที่โลกใบนี้ต้องการอยู่เสมอ ในอนาคต Regeneron จะกลายเป็นชื่อที่โด่งดังในวงการแพทย์ และเป็นที่รู้จักของทุกคนอย่างแน่นอน


บริษัทยักษ์ใหญ่

8. Tencent (มูลค่าองค์กร 350 พันล้านดอลลาร์)

บริษัทยักษ์ใหญ่ เจ้าของเครือข่ายสังคมที่ใหญ่ที่สุดจากจีน โดยมีแอปมากมายที่คนไทยอย่างเรารู้จักเป็นอย่างดี ได้แก่ WeChat , Sanook และ JOOX แต่ถึงแอปต่างๆ จะได้ผลตอบรับที่ดีและมีรายได้มหาศาลเพียงใด Tencent ก็ยังขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอื่นๆ อย่างอสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ รวมถึงการเซ็นสัญญาเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัทอเมริกันอย่าง HBO , NBA และ Warner Bros.

แถมยังมีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จด้านอื่นๆ อีกมากมาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในปัจจุบัน Tencent จะมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีรายได้มหาศาลไม่น้อยไปกว่ายักษ์ใหญ่แห่งจีนอย่าง Alibaba อีกด้วย

สิ่งที่จะทำให้ Tencent ยิ่งประสบความสำเร็จในอนาคต คงเป็นการไม่หยุดนิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่เลือกที่จะลงทุนกับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อที่จะครอบคลุมทุกกิจกรรมในการใช้ชีวิตของผู้คนได้อย่างแท้จริง


บริษัทยักษ์ใหญ่

7. Kite Pharma (มูลค่าองค์กร 5.7 พันล้านดอลลาร์)

Kite Pharma เป็นบริษัทผู้นำด้านการบำบัดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และการรักษาโรคมะเร็ง มีความโดดเด่นด้านการคิดค้นนวัตกรรม ที่มุ่งเน้นการใช้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย(T-cell) ในการกำหนดเป้าหมายและฆ่าเซลล์มะเร็ง ไม่ต้องพึ่งพาการรักษารูปแบบเดิมๆ ที่อาจไม่ค่อยได้ผลและยังส่งผลข้างเคียงอีกมากมาย

มะเร็ง คือหนึ่งในโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกเป็นลำดับต้นๆ แต่การรักษาด้วยวิธีที่ได้รับความนิยมอย่าง การใช้รังสี หรือการให้ยาเคมีบำบัดกลับไม่ได้ผลเท่าที่ควร แถมยังอาจส่งผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยได้อีกด้วย

หากอนาคตการพัฒนาใช้ T-cell ในการรักษาผู้ป่วยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เราอาจได้เห็นสถิติการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งลดลงไปก็เป็นได้


บริษัทยักษ์ใหญ่

6. iFlytek (มูลค่าองค์กร 6.8 พันล้านดอลลาร์)

iFlytek เป็นองค์กรด้านซอฟแวร์ ที่มุ่งเน้นการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีด้านภาษาและระบบการพูดอัจฉริยะ อย่างการสั่งการด้วยเสียงผ่านแอปต่างๆ หรือการใช้เสียงสั่งการบ้านหรือรถยนต์ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่แปลกใหม่สักเท่าไหร่นัก

แต่สิ่งที่ทำให้  iFlytek ขึ้นมาเป็นผู้นำของเทคโนโลยีประเภทนี้ได้ ก็คือการแก้ไขจุดอ่อนของระบบสั่งการด้วยเสียง โดยการสังเคราะห์เสียงเพื่อลดความผิดพลาดของการประมวลภาษา จนกลายเป็นผู้นำด้านระบบสั่งการด้วยเสียงที่มีมาตรฐานดีที่สุด

ระบบการสั่งการที่สะดวกรวดเร็วอย่างระบบสั่งการด้วยเสียง คือสิ่งที่ผู้พัฒนามากมาย พยายามจะใช้เป็นหนึ่งในฟังก์ชั่นของเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคตเราอาจได้เห็น iFlytek ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีกับบริษัทยักษ์ใหญ่อีกมากมายก็เป็นได้


บริษัทยักษ์ใหญ่

5. Alphabet (มูลค่าองค์กร 673.9 พันล้านดอลลาร์)

เป็นบริษัทแม่ที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดย Google ให้เป็นบริษัทโฮลดิ้ง คือบริษัทที่่ไม่มีธุรกิจหลักเป็นของตัวเอง แต่จะอาศัยรายได้จากการถือหุ้นในบริษัทอื่นเป็นหลัก

การปรับโครงสร้างแบบนี้ทำให้ Google กลายเป็นบริษัทย่อยที่จะโฟกัสอยู่กับสินค้าและบริการ ที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ช่วยแยกงานส่วนอื่นที่เคยอยู่ภายใต้ Google ออกไปดำเนินการอย่างอิสระภายใต้บริษัทแม่อย่าง Alphabet ทำให้โครงการสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

การถือกำเนิดของ Alphabet อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีมากมาย ด้วยทุนเดิมทั้งด้านข้อมูลงานวิจัยและศักยภาพในการพัฒนาที่ได้มาจาก Google จะทำให้ Alphabet กลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต ได้อย่างรวดเร็วแน่นอน


บริษัทยักษ์ใหญ่

4. 23andMe (มูลค่าองค์กร 1.1 พันล้านดอลลาร์)

23andMe เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่มีความเชี่ยวชาญด้านยีน ที่ให้บริการด้านการทดสอบทางพันธุกรรม เพื่อประโยชน์เรื่องสุขภาพ ความผิดปกติ และข้อมูล DNA ของลูกค้า เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการดูแลสุขภาพ รวมถึงการรักษาพยาบาลต่อไป

DNA ของคนเราเปรียบเสมือนกุญแจ ที่จะไขความลับไปสู่อดีตและอนาคตของเราได้ การที่ 23andMe เอาจริงเอาจังกับการทดสอบทางพันธุกรรมแบบนี้ ในอนาคตพวกเขาจะยิ่งมีบทบาทนอกเหนือไปจากในวงการแพทย์อย่างแน่นอน


บริษัทยักษ์ใหญ่

3. Amazon (มูลค่าองค์กร 497.3 พันล้านดอลลาร์)

Amazon คือผู้ดำเนินธุรกิจที่ประสบความสำเร็จที่สุดของกลุ่ม E-commerce ในประเทศสหรัฐอเมริกา และนอกเหนือไปจากเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักช็อปออนไลน์แล้ว

Amazon ยังมุ่งเน้นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีด้านอื่นๆ อย่างการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อให้คอมพิวเตอร์มีการเรียนรู้ และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ Amazon ยังไม่ละทิ้งความสำคัญของช่องทางการค้าขายรูปแบบดั้งเดิม ได้เปิดตัว Amazon go ร้านสะดวกซื้อที่ไม่ต้องต่อคิวหรือใช้เงินสดเลยด้วยซ้ำ

เพียงแค่เดินเข้ามาในร้าน เปิดแอปพลิเคชั่น Amazon go เลือกสินค้าที่ต้องการแล้วเดินออกไปได้ทันที เงินค่าสินค้าจะถูกหักออกจากบัญชี Amazon โดยอัตโนมัติ เห็นไหมล่ะ ว่า Amazon คือผู้นำด้านการค้าปลีกแห่งอนาคตอย่างแท้จริง


บริษัทยักษ์ใหญ่

2. SpaceX (มูลค่าองค์กร 12 พันล้านดอลลาร์)

จากความฝันที่ยิ่งใหญ่ของ Elon Musk ซีอีโอและวิศวกรหลักของ SpaceX ที่ต้องการให้ผู้คนได้มีสิทธ์ไปท่องเที่ยวในอวกาศ จึงได้ก่อตั้งบริษัทด้านธุรกิจการขนส่งทางอวกาศ SpaceX ขึ้นในปี พ.ศ.2545

โดยมีการวิจัยพัฒนาจรวดอวกาศเป็นของตัวเองถึงสองรุ่นคือ ฟัลคอน1 และ ฟัลคอน9 นอกจากนี้พวกเขายังมีเป้าหมายที่จะลดค่าใช้จ่ายในการส่งจรวด สำหรับการตั้งอาณานิคมที่ดาวอังคารในอนาคตอีกด้วย

จากวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ทำให้ใครหลายคนต่างคาดการณ์ว่าในอนาคต SpaceX จะเป็นบริษัทอวกาศที่ทรงอิทธิพลเทียบเคียงกับ NASA ได้เลยทีเดียว


บริษัทยักษ์ใหญ่

1. Nvidia (มูลค่าองค์กร 90.9 พันล้านดอลลาร์)

อินวิเดีย คือบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ชื่อดัง ที่ได้การยอมรับว่าเป็นผู้ผลิตการ์ดจออันดับหนึ่ง ที่ครองใจชาวเกมเมอร์มาอย่างยาวนาน สิ่งที่ทำให้ Nvidia น่าจับต่อมองเป็นที่สุดก็คือ พวกเขาจะไม่หยุดอยู่แค่ในเครื่องคอมพิวเตอร์อีกต่อไป

ในไม่ช้า Nvidia จะผันตัวไปมีอิทธิพลกับกิจกรรมอื่นๆ โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) อย่างเช่น

  • การจับมือกับ Audi เพื่อพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ
  • ประยุกต์ใช้ในการตอบโต้กับมนุษย์ราวกับ J.A.R.V.I.S. ในภาพยนต์ Iron-man
  • การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบอื่นๆ เท่าที่จะมีความเป็นไปได้

Nvidia จะไม่เป็นที่รู้จักแค่กลุ่มชาวเกมเมอร์อีกต่อไป เพราะในอนาคต Nvidia จะกลายเป็นผู้บทบาทกับการใช้ชีวิตของทุกคน และเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกได้อย่างแน่นอน

มีทั้งบริษัทชื่อดังที่เรารู้จักและบริษัทชื่อแปลกที่ไม่คุ้มหูใครหลายๆ คน จนอาจสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีบริษัทชื่อดังที่เราคิดไว้ในใจบ้างเลย ก็อย่างที่บอกไปว่าทั้งหมดนี้คือ บริษัทที่มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในอนาคต โดยจะมีบทบาทในโลกของเทคโนโลยีมากขึ้นอย่างน่าตกใจ

ได้รู้แบบนี้แล้ว ใครที่มีไอเดียอยากร่วมงานกับบริษัทเหล่านี้ ก็ถือว่าเป็นความคิดที่ดีนะครับ เพราะนอกจากจะได้ทำงานกับบริษัทที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เงินเดือนเยอะ สวัสดิการดี มีเพื่อนร่วมงานสุดอัจฉริยะแล้ว ยังถือว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคตอีกด้วย

(ทั้งหมดนี้ก็คือการจัดอันดับโดย MIT Technology สถาบันด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา และเนื้อหามีการสอดแทรกความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนไว้บ้างเล็กน้อย)


avatar
by Satorn
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon