24 อันดับ สุดยอดมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย! Part 2

posted: 2 years ago
1,423 views
24 อันดับ สุดยอดมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย! Part 2

comments

หลังจากพาร์ทก่อนๆ เราได้พาไปทำรู้จักไปกับเหล่ามหาเศรษฐีในลำดับที่ 13 – 24 กัน แล้ว สำหรับพาร์ทที่ 2 นี้ เราจะมาตามติดกันต่อ ในการจัดอันดับที่ 1 – 12 ผู้เป็นสุดยอดมหาเศรษฐี ที่มีเงินมากที่สุดในประเทศไทย จากนิตยสารฟอร์บส์ ประจำปี 2016!

เราตามไปดูกันต่อดีกว่า ว่าอีก 12  อันดับ ตัวท็อป ตัวพ่อ ที่เหลือนั้น จะมีใครกันบ้าง

12. วิชัย ทองแตง : 1.6 พันล้านบาท

วิชัย ทองแตง

วิชัย ทองแดง คือ อดีทนายความคนดัง ที่ปัจจุบันผันตัววางมือจากอาชีพทนายมาเป็นนักลงทุนอิสระในตลาดหุ้น โดยมีจุดเริ่มต้นจากการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก่อนที่จากนั้นจะค่อยๆ คืบคลานเข้าไปในหลายธุรกิจ ด้วยการเข้าไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ โดยเน้นไปที่ธุรกิจที่จะมาแรงใน ‘อนาคต’ จนเขาได้ฉายาว่า ‘พ่อมดตลาดหุ้น’ ซึ่งแค่บริษัทไหนมีชื่อเขาอยู่ในหุ้น ก็สามารถขายหุ้นต่างๆ ได้!

ธุรกิจที่ วิชัย ทองแดง เข้าไปซื้อขายหุ้นนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มหลักด้วยกันตอนนี้ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจเฮลต์แคร์ หรือ ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ โณงพยาบาลเอกชนต่างๆ, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, ธุรกิจพลังงานทดแทน, กลุ่มธุรกิจสื่อ เช่น บริษัท เคเบิ้ล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ CTH, กลุ่มธุรกิจไอซีที

และในปัจจุบัน ยังมีธุรกิจต่างๆ อีกมากมาย เช่น อีเอ็มเอส ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ธุรกิจโทรคมนาคม ผลิตและรับเหมาติดตั้งอุปกรณ์โทรคมนาคม), ธุรกิจเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ผลิต และรับเหมาติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี  นอกจากยังรวมไปถึงธุรกิจเติมเงินมือถือ ที่สามารถชำระเงินออนไลน์ผ่านตู้เติมเงินอัตโนมัติ ซึ่งได้มีการขยายการลงทุนไปประเทศฟิลิปปินส์ และเวียดนาม อีกด้วย

 

11. วิลเลี่ยม อี.ไฮน์เนคกี้ : 1.62 พันล้านบาท

บิล ไฮเนค

วิลเลี่ยม อี.ไฮน์เนคกี้ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า ‘บิล ไฮเนค’ นักธุรกิจสัญชาติไทย เชื้อสายอเมริกัน ผู้ก่อตั้งเครือบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล หนึ่งในกลุ่มบริษัทด้านการบริการที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในแวดวงธุรกิจ

ทั้งนี้ ธุรกิจในเครือไมเนอร์ กรุ๊ป มีมากกว่า 30 บริษัทในเครือ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ร้านอาหาร โรงแรม แบรนด์แฟชั่น รวมทั้งเป็นผู้นำเข้าแบรนด์ดังจากต่างประเทศเข้ามาในไทย และยังสร้างแบรนด์สัญชาติไทยขยายออกไปสู่ตลาดอินเตอร์อีกด้วย โดยปัจจุบันนี้ ไมเนอร์ กรุ๊ป มีธุรกิจอยู่ทั่วโลก ดูแลโรงแรมและรีสอร์ตอยู่กว่า 80 แห่ง ร้านอาหารกว่า 1,300 สาขา และร้านค้าอีกกว่า 200 ร้านทั้งในเอเชีย แอฟริกา และออสเตรเลีย

แบรนด์ดังๆ ที่อยู่ในการดูแลครอบคลุมไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของคนรุ่นใหม่ ทั้งโรงแรมเครืออนันตรา, โรงแรมโฟว์ซีซั่นส์, เดอะ พิซซ่า คอมปะนี (The Pizza Company), สเวนเซ่นส์ (Swensen’s), แดรี่ ควีน (Dairy Queen), ซิซซ์เล่อร์ (Sizzler), เบอร์เกอร์ คิง (Burger King), เดอะ คอฟฟี่ คลับ (The Coffee Club), ไทย เอ็กซ์เพรส (Thai Express), เอสปรี (Esprit), แกป (GAP), บอสซินี (Bossini), ทูมี่ (Tumi), ชาร์ลส แอนด์ คีธ (Charles&Keith), เพโดร (Pedro), เรดเอิร์ธ (Redearth) ฯลฯ

หลายคนอาจจะไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเขาเท่าไหร่นัก และอาจจะเกิดข้อสงสัยว่าทำไมเขาจึงถูกนับเป็นมหาเศรษฐีของไทยกันได้นั้น สาเหตุเป็นเพราะว่า ‘บิล ไฮเนค’ ได้ย้ายตามครอบครัวเข้ามาอาศัยอยู่ในไทย ตั้งแต่อายุ 14 ปี  เนื่องจากพ่อของเขาเป็นทหารประจำกองทัพสหรัฐฯ แต่ต่อมาได้ย้ายมาทำงานด้านต่างประเทศ ส่วนแม่ของเขาทำงานเป็นนักข่าวของนิตยสารไทม์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จนในที่สุดเขาก็โอนย้ายเป็นสัญชาติไทยในที่สุด และอยู่ไทยมายาวนานมากถึง 50 ปี ทำให้เขาเป็นชาวอเมริกัน หัวใจไทย ที่เข้าใจในการตลาดไทยมากคนหนึ่งเลยทีเดียว

 

10. ทักษิณ ชินวัตร : 1.65 พันล้านบาท

ทักษิณ ชินวัตร

แน่นอนว่า ไม่ใช่เพียงแค่ชื่อเสียงในเรื่องของทางการเมืองของไทยเท่านั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า ทักษิณ ชินวัตร จัดว่าเป็นมหาเศรษฐี นักธุรกิจที่ร่ำรวยมากทีสุดคนหนึ่งเลย โดยส่วนมาก ทักษิณจะถือหุ้นตามอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ไม่ใช่เพียงแค่ในไทยเท่านั้น แต่ยังลงทุนธุรกิจต่างๆ ในต่างประเทศ ทำให้เขามีทรัพย์สินครอบครองสูงมากพอที่จะอยู่ในลำดับที่ 10 นี่ได้!

 

9. สันติ ภิรมย์ภักดี : 2.4 พันล้านบาท

สันติ ภิรมย์ภักดี 02

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด หรือที่รู้จักกันในนาม ‘เบียร์สิงห์’ นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจสุดโด่งดังที่ไม่ว่าใครต่างก็ต้องรู้จัก โดยมีหัวหอกสำคัญอย่าง สันติ ภิรมย์ภักดี เป็นผู้สืบทอดธุรกิจเบียร์ที่มีมาอย่างยาวนาน จากตระกูล ภิรมย์ภักดี ที่ริเริ่มผลิตเบียร์เป็นแห่งแรกๆ ในไทย

บุญรอดบริวเวอรี่ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘สิงห์ คอร์ปอเรชั่น’ นั้น เมื่อเวลาผ่านไป ก็ไม่ได้เพียงแค่ผลิตแต่เบียร์ แต่ยังรับผิดชอบในการบริหารและทำการตลาดของผลิตภัณฑ์อื่นๆ อย่าง โซดา, น้ำดื่ม, เครื่องดื่มสุขภาพ, น้ำแร่ธรรมชาติ, ผลิตภัณฑ์ข้าวสารบรรจุถุง และสาหร่ายทะเลทอดกรอบ ภายใต้เครื่องหมายการค้า สิงห์, ลีโอ, บีอิ้ง, เพอร์ร่า, ซันโว, ไซเดอร์เบย์, บุญรอดฟาร์ม, พันดี และ มาชิตะ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอื่นๆ ในเครือ เช่น ผลิตแก้ว พลาสติก ต่างๆ ที่ใช้ในเครื่องดื่มที่รับดูแล นั่นเอง

 

8. นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ : 3.1 พันล้านบาท

นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ

นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘หมอเสริฐ’ นั้น นอกเหนือจะเป็นเจ้าของหุ้นใหญ่ในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพแล้ว เขายังเป็นผู้ริเริ่ม สายการบินบางกอก แอร์เวย์ส และล่าสุด ยังจัดทำ ดิจิตอลทีวีอย่าง PPTV ที่กำลังได้รับความนิยม และมาแรงในฐานะทีวีดิจิตอล  แหม ครบเครื่องทั้งธุรกิจการคมนาคม สุขภาพ และสื่อขนาดนี้ จึงทำให้เขาได้ตำแหน่งที่ 8 ไปครองได้อย่างไม่น่าแปลกใจ

 

7. วิชัย ศรีวัฒนประภา : 3.3 พันล้านบาท

วิชัย ศรีวัฒนประภา

วิชัย ศรีวัฒนประภา นักธุรกิจชาวไทยที่มีชื่อเสียง ปัจจุบันเป็นเจ้าของกลุ่มกิจการ ‘คิง เพาเวอร์’ และประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ในอังกฤษ

โดยกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ (King Power Group) เป็นบริษัทด้านธุรกิจค้าปลีกสินค้าปลอดอากรของไทย ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้าปลอดอากร, ร้านค้าปลอดอากรตามสนามบินในไทยต่างๆ นอกจากนี้ยังมี ภัตตาคารรามายณะ, โรงละครอักษรา, โรงแรมพูลแมน กรุงเทพ คิง เพาเวอร์ รวมถึงกิจการร่วมค้าเอเชียนฟุตบอลอินเวสต์เมนท์ เจ้าของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี อีกด้วย

 

6. กฤตย์ รัตนรักษ์ : 3.5 พันล้านบาท

กฤตย์ รัตนรักษ์

กฤตย์ รัตนรักษ์ หนึ่งในผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในบรรดานักธุรกิจในประเทศไทย เจ้าของ บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 และหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา(มหาชน) จำกัด

ปัจจุบันกฤตย์ลาออกจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา และดำรงเพียงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด และเป็นประธานกรรมการสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 นอกจากนี้ กฤตย์ยังมีหุ้นใหญ่ในบริษัทมีเดีย ออฟ มีเดียส์ และบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวงทำให้เขาได้ตำแหน่งที่ 6 ไปครอง

 

5. วานิช ไชยวรรณ : 3.9 พันล้านบาท

วานิช ไชยวรรณ
วานิช ไชยวรรณ นักธุรกิจไทย ผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  บริษัทประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประเทศไทย แน่นอนว่า ก่อนที่กลุ่มธุรกิจของไทยประกันชีวิตจะกลายเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ดังเช่นทุกวันนี้นั้น วานิช ไชยวรรณ ต้องใช้เวลาก่อร่างสร้างมานาน 40 ปี

วานิชยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจต่อมา จนกระทั่งปัจจุบันตระกูลไชยวรรณมีกลุ่มธุรกิจที่เข้าไปถือหุ้นใหญ่อยู่ 6 สาย ประกอบไปด้วย สายประกันภัย, สายการเงิน, สายอุตสาหกรรม, เครื่องดื่ม, สายโบรกเกอร์ประกันภัย และสายอสังหาริมทรัพย์ รวม 18 บริษัท นอกจากสายธุรกิจ 6 สายดังกล่าวแล้ว ตระกูลไชยวรรณยังมีการร่วมทุนในลักษณะเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย

 

4. เฉลิม อยู่วิทยา : 9.7 พันล้านบาท

เฉลิม อยู่วิทยา

นักธุรกิจชาวไทย ทายาทของ เฉลียว อยู่วิทยา ผู้ก่อตั้งบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังอันโด่งดังอย่าง ‘กระทิงแดง’ โดยมีหุ้นส่วน ดีทริช เมเทสซิทซ์ นักธุรกิจชาวออสเตรีย ก่อตั้งบริษัท Red Bull GmbH. ในประเทศออสเตรีย ซึ่งผลิตและวางจำหน่ายกระทิงแดงในยุโรปภายใต้ชื่อการค้า ‘เรดบูล’ และส่งไปขายในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก

เรดบูล หรือ กระทิงแดง มีการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการเข้าสู่วงการกีฬา โดยเป็นผู้สนับสนุนทีมแข่งรถ เรดบูลเรซซิง ที่ได้รับตำแหน่งแชมเปียนโลกรถสูตรหนึ่งประจำปี 2010 และสโมสรกีฬาฟุตบอลเรดบูลรวม 5 แห่ง

นอกจากนี้ เรดบูลยังเป็นผู้สนับสนุนรายการแข่งขันกีฬาประเภทเอ็กซทรีมมากมาย และยังมีทั้งนิตยสารเรดบูล เลทิน และเรดบูล เวอร์ซัส ทีวี ช่องเอชดีทีวีแบบไม่เก็บค่าชมที่แพร่ภาพอยู่ในยุโรป ซึ่งนี่เองที่ทำให้แบรนด์ เรดบูล ตีตลาดได้ในยุโรป!

สำหรับการบริหารธุรกิจของนายเฉลิมที่เป็นที่รู้จักกันอย่างอย่างกว้างขวาง คือการดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม ไวเนอรี่ เทรดดิ้งพลัส จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย เครื่องดื่ม สปาย ไวน์คูลเลอร์, เป็นผู้ผลิตไวน์ชื่อ “มอนซูน แวลลีย์” (Monsoon Valley) และ เครื่องดื่มแอปเปิ้ลไซเดอร์ล่าสุดภายใต้แบรนด์ MOOSE ( มูส ) และ บริหาร Red Bull ในประเทศอังกฤษ

 

3. ครอบครัวจิราธิวัฒน์ : 13 พันล้านบาท

จิราธิวัฒน์

ในยุคทองของห้างสรรพสินค้าแบบนี้ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล คงเป็นหนึ่งในห้างที่หลายๆ คนต้องเคยไปเที่ยวแน่นอน โดยเบื้องหลังห้างสรรพสินค้าทั่วไทยนี่ มี ‘ครอบครัวจิรราธิวัฒน์’ อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ หรือที่ใครหลายๆ คนอาจจะรู้จักกันในนาม กิจการเครือ ‘เซ็นทรัลกรุ๊ป’

‘เซ็นทรัล’ กำเนิดจากห้างสรรพสินค้า ก่อนจะเติบโตและขยายกลุ่มธุรกิจ จนปัจจุบัน ได้ขยายออกเป็น 10 กลุ่มธุรกิจ หลายสิบบริษัท ครอบคลุมทุกความต้องของชีวิตตั้งแต่ตื่นเช้า กระทั่งเข้านอน นอกเหนือจากห้างสรรพสินค้า และโรงแรม แล้ว  ยังมีกลุ่มธุรกิจค้าปลีกอย่าง ศูนย์การค้า ร้านอาหาร แม้กระทั่ง ออฟฟิศเมท (Office Mate) และบีทูเอส (B2S) ทุกอย่างนี้ ล้วนอยู่ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ปทั้งสิ้น

ความแข็งแกร่งเหนือสิ่งอื่นใดคือสายเลือดที่ข้นเสียยิ่งกว่าน้ำ ทำให้การบริหารงานในเครือต่างๆ ล้วนแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยังมีเหล่าทายาทหน้าใหม่เข้ามาช่วยงาน ผลัดเปลี่ยนไปรุ่นต่อรุ่น ทำให้ธุรกิจมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

 

2. เจริญ สิริวัฒนภักดี : 15.5 พันล้านบาท

เจริญ สิริวัฒนภักดี

และนี่คือ เจริญ สิริวัฒนภักดี ผู้ครองอันดับ 2 นักธุรกิจชาวไทยเชื้อสายจีน ที่พลิกผันจากคนจนคนธรรมดา สู่การเป็นเจ้าของธุรกิจระดับแนวหน้าของไทย ซึ่งมีธุรกิจหลายแขนงอย่าง อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, บริษัท TCC และอีก ฯลฯ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ หรือที่รู้จักกันในนามเจ้าของ บริษัทเบียร์ช้าง และบริษัทอื่นๆ ในเครือ

นอกจากนี้ เจริญ สิริวัฒนภักดี ยังเป็นผู้สนับสนุนหลักของสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันในฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เจ้าของกิจการ โรงแรม พลาซ่า แอททินี่ ในกรุงเทพมหานคร และในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา อีกด้วย

 

1. ธนินท์ เจียรวนนท์ : 18.5 พันล้านบาท

ธนินท์ เจียรวนนท์

คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ผู้บริหารสูงสุดในเครือเจริญโภคภันฑ์ รับผิดชอบบริหารงานในตำแหน่งประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร ผู้มีทรัพย์สินมากถึง 18.5 พันล้านบาท

เครือเจริญโภคภัณฑ์ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีว่าเป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีกลุ่มธุรกิจในเครือฯ รวม 10 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร, กลุ่มธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และเคมีเกษตร, กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ, กลุ่มธุรกิจการตลาดและการจัดจำหน่าย, กลุ่มธุรกิจพลาสติก, กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม, กลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรมทั่วไป กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร และกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง

นอกจากธุรกิจการเกษตรแล้ว เครือเจริญโภคภัณฑ์ ยังทำธุรกิจอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น ธุรกิจค้าปลีกร้านเซเว่น อีเลฟเว่น, ธุรกิจโทรคมนาคมในบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น เป็นต้น

เอ่ยมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเจ้าสัวธนินท์ถึงได้อันดับ 1 ไป!

ครบถ้วนกันไปแล้ว กับรายชื่อมหาเศรษฐีของไทยทั้ง 24 คน มีใครเดาได้ถูกต้องบ้างไหมเอ่ย?  แน่นอนว่ากว่าจะมาได้ไกลถึงขนาดนี้ เพียงแค่กำลังเงินอย่างเดียวคงไม่พอ วิสัยทัศน์ การบริหาร แผนการตลาด รวมถึงทีมงานก็สำคัญเช่นกัน

แบบนี่สิที่เรียกว่า มีเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรู้จักใช้(ลงทุน) ให้เกิดประโยชน์ด้วยนะ!


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon