3 วิธีการออมเงิน แบบไหนเหมาะกับใคร?

posted: 1 year ago
1,526 views
3 วิธีการออมเงิน แบบไหนเหมาะกับใคร?

comments

พอเริ่มทำงานมาได้สักระยะหนึ่ง หลายคนอาจจะเริ่มมองหาช่องทางการออมเงิน เพื่อเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองในอนาคต แต่อาจจะมีบางรายที่มักมีคำถามให้กับตัวเองเกิดขึ้นในใจว่า ถ้านำเงินไปลงทุนเพื่อเป็นการออมแบบนี้แล้วเงินต้นจะหายไปมั้ย เพราะการลงทุนมักมาควบคู่กับความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอน แล้วการออมเงินอย่างไหนกันล่ะ? ที่จะเหมาะสมกับมากที่สุด…ไปดูกัน

Woman hands with coins in glass jar, close up

ออมเงินกับธนาคาร

วิธีแรก ออมเงินกับธนาคาร ซึ่งถือว่าเป็นก้าวแรกในการออมเงินที่ทุกคนน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี ก่อนจะพัฒนาต่อไปสู่การลงทุนประเภทรูปแบบอื่น ๆ  ทั้งนี้เรามาทำความรู้จักกับการฝากเงินว่าฝากแบบไหนกันบ้าง
1. บัญชีฝากออมทรัพย์ (Saving Deposit Account) เป็นบัญชีที่หลายคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งการออมเงินแบบบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นออมเงินแบบง่าย ๆ และมีความเสี่ยงน้อย ดอกเบี้ยไม่สูงมากหากเทียบกับการออมเงินประเภทอื่น ๆ มีสภาพคล่องสูงเพราะสามารถฝากถอนเงินได้ตามความต้องการโดยไม่มีการกำหนดเวลาในการถอนเงินอย่างแน่นอน แถมยังมี ATM เป็นตัวช่วยเพิ่มความสะดวกในการเบิกถอนเงิน ดังนั้นเราจึงต้องสร้างวินัยการออมให้กับตัวเองในแต่ละเดือน เพื่อไม่ให้เพลิดเพลินกับการถอนเงินออกมาใช้ได้อย่างง่ายดาย

2. บัญชีเงินฝากประจำ (Fixed Deposit Account) เป็นการออมเงินเพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคต โดยมีกำหนดระยะเวลาการฝากเงินให้เลือก เช่น 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี หรือ 2 ปี ยิ่งเลือกระยะเวลาในการฝากเงินนานเท่าไหร่ อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับก็จะเพิ่มสูงขึ้น และจำกัดการฝากขั้นต่ำเริ่มที่ 1,000 – 5,000 บาท ทั้งนี้ในกรณีของบุคคลธรรมดาจะต้องเสียภาษีอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นอกจากนี้แล้ว ถ้าเกิดกรณีถอนเงินออกมาก่อนครบกำหนด จะไม่ได้รับอัตราดอกเบี้ยตามที่ธนาคารได้แจ้งเงื่อนไขไว้ในเบื้องต้น

3. บัญชีเงินฝากประจำแบบปลอดภาษี จุดเด่นคืออัตราดอกเบี้ยที่สูง และอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับไม่ต้องเสียภาษี ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารจะกำหนดแตกต่างกัน ต้องฝากทุก ๆ เดือน เท่า ๆ กัน จนครบกำหนด ซึ่งจะมีกำหนดระยะเวลา 2 ปี ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นการลงทุนที่ง่ายและปลอดภัยที่สุด แต่ถ้าถอนออกมาก่อนครบกำหนดก็จะมีเงื่อนไขเช่นเดียวกับฝากประจำคือ จะไม่ได้รับอัตราดอกเบี้ยตามที่ธนาคารได้แจ้งเงื่อนไขไว้ในเบื้องต้น


close up of father and son hands holding red piggy bank

ออมกับประกันชีวิต

วิธีที่ 2 ออมให้รูปแบบประกันชีวิต ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการวางแผนการออมเงิน ที่จะเข้ามาช่วยให้การวางแผนให้ตรงตามเป้าหมายที่ต้องการของแต่ละคน ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ เช่น เพื่อนำไปใข้สิทธิในการลดหย่อนภาษีได้ การวางแผนออมเพื่อเก็บไว้เป็นค่ารักษาพยาบาล การออมเพื่อการเกษียณอายุ การออมเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว การออมเพื่อเก็บไว้เป็นหลักประกันให้ลูกหลาน รวมถึงการออมเพื่อนำไปใช้เป็นทุนการศึกษาอนาคตของลูกได้

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่เราพอได้ยินชื่อก็นึกถึงแค่เรื่องความคุ้มครอง และภาระในการจ่ายเบี้ยประกันไปนาน ๆ แต่ความจริงแล้ว รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันการทำประกันชีวิต หรือประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ สามารถเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างวินัยในการออมเงินได้ นอกจากจะช่วยในเรื่องการให้ความคุ้มครองชีวิตแล้ว ยังช่วยในเรื่องของกระจายความเสี่ยงทางการเงินได้อีกด้วย

ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ที่น่าสนใจ ควรเป็นแบบจ่ายสั้น คุ้มครองยาว เช่น โครงการ เมืองไทย Super Saving 14/7 ที่จ่ายเบี้ยสั้นๆ เพียง 7 ปี ไม่ต้องมีภาระนาน แต่ได้รับความคุ้มครองนานเท่าตัว ถึง 14 ปี เหมาะสำหรับคนอยากมีเงินออมแถมยังลดหย่อนภาษีได้ เริ่มต้นออมเพียงเดือนละ 1,980 บาท(ทุนประกัน 100,000 บาท เพศหญิง อายุ 30ปี) หรืออีกแบบที่น่าสนใจคือ โครงการ เมืองไทย รับทรัพย์ตลอดชีพ 90/7 สำหรับคนที่มองหาหลักประกันให้อนาคต อยากมีเงินก้อนโตให้ตัวเองและครอบครัว โดยออมเงินแค่ 7 ปี ได้ความคุ้มครองถึงครบอายุ 90 ปี ทั้งนี้ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ นอกจากมีความคุ้มครองชีวิตแล้ว ก็ยังมีเงินผลประโยชน์ให้อีกด้วยนะ ขึ้นอยู่กับแต่ละแบบก็จะมีเงื่อนไขการจ่ายผลประโยชน์ที่แตกต่างกันไป บางแบบเมื่อครบกำหนดสัญญา ก็จะได้รับเงินก้อนตามทุนประกันที่เลือกซื้อไว้ บางแบบก็มีเงินจ่ายคืนระหว่างปีกรมธรรม์ ให้เราได้ชื่นใจระหว่างทาง แต่ถ้าเกิดเราไม่สามารถจ่ายเบี้ยประกันได้ต่อจะทำอย่างไร ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะเดี๋ยวนี้ประกันชีวิตสะสมทรัพย์หลายๆ แบบเค้าก็เปิดโอกาสให้ผู้เอาประกันสามารถกู้ยืมเงินจากกรมธรรม์ของตัวเองได้ด้วยนะ ส่วนจะได้เท่าไหร่และต้องทำอย่างไรบ้างก็ต้องลองเข้าไปอ่านเงื่อนไขของแต่ละแบบประกันอีกที โดยสรุป ทำไว้เถอะ ดีแน่นอนจ้า

ข้อดีการทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

1. เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการออมให้กับตัวเองและครอบครัวเพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เราเป็นอะไรไป ครอบครัวก็จะได้เงินก้อนที่เราสะสมไว้ รวมกับทุนประกันตามเงื่อนไขของกรมธรรม์แต่ละประเภท เพราะฉะนั้นก่อนทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ สิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ เงินที่จะจ่ายค่าเบี้ยประกันต้องเป็นเงินที่กันเอาไว้แยกจากเงินสำหรับเหตุฉุกเฉิน และมีความสามารถในการจ่ายค่าเบี้ยประกันด้วยจำนวนที่เท่ากันทุกเดือนเป็นเวลามากกว่า 1 ปีได้

2. การออมเงินประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ผลตอบแทนที่ได้จากการทำประกันชีวิตไม่ต้องเสียภาษีไม่ว่าจะเป็นเงินจ่ายคืนระหว่างสัญญา หรือเงินครบสัญญาเมื่อครบกำหนดสัญญาก็ตาม

3. การทำประกันชีวิตสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตไปใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีได้โดยเบี้ยประกันชีวิตที่สามารถลดหย่อนภาษีได้นั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภทคือ เบี้ยประกันชีวิตแบบที่มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 100,000 บาท (ทั้งนี้ เป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ฉบับ 172 ซึ่งประกาศณวันที่ 30 ธ.ค.51) ส่วนอีกประเภทคือ เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญเมื่อผู้มีรายได้อายุ 55 ปีขึ้นไป ถึงอายุ 85 ปีหรือกว่านั้น สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 200,000 บาท (ทั้งนี้เป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับ 194 ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 28 ก.พ. 54) ซึ่งทั้ง 2 ประเภทสามารถลดหย่อนได้ตามจำนวนปีที่ท่านมีการชำระค่าเบี้ยประกันภัย


Couple Saving Money

ออมกับ LTF และ RMF

ถึงตรงนี้แล้ว วิธีที่ 3 ออมเงินกับกองทุนรวม LTF หรือ RMF กองทุนคู่แฝด ซึ่งบางคนก็ยังสงสัย LTF คืออะไร ? RMF คืออะไร ?

เริ่มกันที่แฝดผู้พี่กองทุนรวม LTF (Long Term Equity Fund) หรือกองทนหุ้นระยะยาว เหมาะกับมนุษย์เงินเดือนและคนที่มีรายได้ประจำ เน้นลงทุนในหุ้นเป็นหลัก ดังนั้นความเสี่ยงก็จะสูง เนื่องจากจำนวนเงินทั้งหมดจะถูกนำไปลงทุนนหุ้น โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ลงทุนต้องซื้อและถือหน่วยลงทุนไว้อย่างน้อย 5 ปีปฏิทิน และสามารถได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินที่ได้ในแต่ละปี แต่ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ส่วนแฝดผู้น้องกองทุนรวม RMF (Retirement Mutual Fund) หรือ กองทุนรวมเพื่อสำรองเลี้ยงชีพ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเงินบำนาญในวัยเกษียณ จะเปรียบเสมือนกับการออมในระยะยาว โดยเริ่มจากปีที่ลงทุนไปจนถึงอายุ 55 ปี ซึ่งการออมขั้นต่ำจะอยู่ที่ 5,000 บาท ซึ่งถ้าใครวางแผนอนาคตตอนแก่อยากมีเงินใช้จ่ายโดยที่ไม่ต้องไปเดือดร้อนลูกหลาน การออมเดือนละ 5,000 กับ RMF ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ และยังสามารถนำไปลดหย่อนทางภาษีได้อีกด้วย


ทั้งนี้การออมเงินในแต่ละรูปแบบ ต่างมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลการออมเงินแต่ละประเภทก่อนตัดสินใจ โดยเลือกการออมเงินที่เหมาะสมสำหรับคุณ เพราะการออมแต่ละแบบมีความเสี่ยงมากน้อยไม่เท่ากัน อยู่ที่ความสามารถอยู่ผู้ออมที่จะรับได้


avatar
by Anchalee Sabuysuk
"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น" พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon