จับมือเพื่อนร่วมงานไหว้พระ แวะชิมอาหารเด็ด เช็คอินแลนด์มารค์เมืองเก่า

posted: 1 week ago
จับมือเพื่อนร่วมงานไหว้พระ แวะชิมอาหารเด็ด เช็คอินแลนด์มารค์เมืองเก่า

comments

ใครว่าวันเดียวเที่ยวไม่หมด ในช่วงวันหยุดหรือวันว่างๆจากการทำงานแบบนี้ ใครยังไม่มีแพลนจะออกไปไหนไกล ทีม  HISOBUS จะขอชวนคุณมาจัดทริปเล็กๆเช่ามินิบัสเหมารถบัสแบบวันเดียว ยกขบวนเพื่อนร่วมงานไปไหว้พระ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์รอบกรุงเทพ แวะชิมอาหารดังเจ้าสุดอร่อย และถ่ายรูปสวยๆตามคาเฟ่สไตล์ชิคๆกันดีกว่า วันเดียวก็พอไม่ต้องขอหลายวันก็สามารถอิ่มอกอิ่มใจ พร้อมอิ่มท้องกันได้ครบจบในทริปนี้ ถ้าพร้อมแล้วตามเราไปชมกันเลยดีกว่า!

 

วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร

เริ่มกันที่แรกในฟากฝั่งธนบุรีที่เราจะยกขบวนเพื่อนเหมารถบัสกันไปนั่นก็คือ “วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร” หรือ ที่เรียกสั้นๆว่า “วัดกัลยาณมิตร” วัดเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ครั้นสมัยของรัชกาลที่ 3 โดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต กัลยาณมิตร) ซึ่งกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธฺ์คู่บ้านคู่เมืองของฝั่งธนบุรีกันไปเรียบร้อย ณ วัดแห่งนี้นั้นมีความเชื่อและโดงดั่งในเรื่องของการเดินทาง การขอพรให้เดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย มีมิตรไมตรีที่ดี โดยที่การไปไหว้พระที่วัดแห่งนี้ จะมีคติอยู่ว่า “เดินทางปลอดภัยมีมิตรไมตรีที่ดี”  นั่นเอง เมื่อมาถึงในวัดแห่งนี้แล้วก็ควรที่จะจุดธูปเทียนบูชาพระตามลำดับที่ทางวัดได้จัดไว้ แล้วตรงต่อไปที่วิหารหลวงเพื่อไปสักการะ “พระพุทธไตรรัตนนายก” หรือหลวงพ่อโต กันต่อ โดยเครื่องสักการะจะประกอบไปด้วย ธูป 3 ดอก เทียนแดงคู่ และดอกไม้พวงมาลัย เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง

นอกเหนือจากพระพุทธไตรรัตนนายกแล้วนั่น ณ วัดกัลยานมิตรแห่งนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของ “พระพุท

รูปปางปาลิไลยก์” ซึ่งวัดกัลยาณมิตรแห่งนี้ถือว่าเป็นวัดเดียวที่มีพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษบานอยู่โดยจะตั้งอยู่ในพระอุโบสถทางด้านขวาของพระวิหารหลวงนั่นเอง นอกจากนี้บนฝาผนังของพระอุโบสถยังเต็มไปด้วยจิตกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ และแสดงความงดงามของศิลปะแบบจีนไว้อย่างลงตัวเป็นที่ดึดดูดสายตาแก่ผู้มาเยือนวัดแห่งนี้ยิ่งนัก อีกจุดไฮไลท์ของวัดกัลยาณมิตรแห่งนี้ คือ “หอระฆัง” ซึ่งเป็นที่ตั้งของหอระฆังใบใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่ส่งเสียงดังกังวาล สร้างความศรัทธาไปทั่ววัด และ หอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ ซึ่งเป็นที่เก็บของพระไตรปิฏกและพระคัมภีร์ต่างๆมากมายอีกด้วย นับเป็นวัดที่เต็มไปด้วยความสวยงามของศิลปะไทย-จีน ความเลื่อมใสศรัทธา และเหมาะแก่การไปเยือนในช่วงวันหยุดนี่ที่สุดเลยว่ามั้ย

 

วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร หรือ วัดแจ้ง

 

ไปกันต่อกับสถานที่ที่สองที่เราจะพาไปแนะนำสำหรับทริปวันหยุดแบบนี้ มาทั้งที ต้องจัดเต็มจะได้อิ่มบุญกลับบ้านไปกันอย่างถ้วนหน้า ตามไปไหว้พระกันที่ “วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร” หรือ “วัดแจ้ง” กันเถอะ วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหารแห่งนี้นั้นถือเป็นวัดโบราณที่สร้างเมื่อสมัยอยุธยา และเมื่อถึงครั้นสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ได้โปรดเกล้าอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 2 มาบรรจุพุทธอาสน์ของพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก และได้พระราชทานนามวัดแห่งนี้ใหม่ว่า “วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร” ในที่สุด โดยภายในวัดนั้นมีจุดไฮไลท์ต่างๆมากมายให้ได้ไปสักการะบูชา อาทิ พระอุโบสถ พระวิหารหลวง หอสมุดสมเด็จพระพุฒาจารย์ และ พระอุโบสถน้อย-พระวิหารจุฬามณี ที่ควรค่าแก่การไปสักการะซักครั้งมื่อมาถึงวัดอรุณแห่งนี้

วัดอรุณแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นอีกวัดนึงที่มีเสียงล่ำลือ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยงทั้งชาวไทย และต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยมีเอกลักษณ์คือ พระปรางค์ ซึ่งใครหลายๆคนนั้นล้วนแต่อยากจะมาสัมผัสความงามของวัดอรุณกันทั้งนั้น เนื่องด้วยวัดอรุณแห่งนี้มีสถาปัตยากรรมอันงดงามที่ประเมินค่าไม่ได้

และตั้งเด่นเป็นสง่าริมแม่น้ำสายสำคัญของประเทศไทยอย่าง แม่น้ำเจ้าพระยา โดยช่วงเวลาที่เหมาะกับการไปเก็บณูปสวยๆของพระปรางค์นั้น แนะนำว่าให้มาตอนเย็นเพื่อที่จะได้ชมบรรยากาศของพระปรางค์ท่ามกลางพระอาทิตย์ตกดิน เป็นวิวทิวทัศน์ที่เรียกได้ว่าสวยงามชนิดที่ว่าหาที่ไหนไม่ได้เลยแหละ

 

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร หรือ วัดระฆัง

มากันที่วัดสุดท้ายที่เราพาทุกท่านไปเยือนสำหรับทริปวันเดียวก็เที่ยวจบกับ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ต้องอยู่ในลิสต์ของเราวันนี้เลย วัดระฆังนั้นถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา รัชกาลที่ 1  วัดแห่งนี้จึงกลายเป็นหราณที่คนนิยามมาไหว้พระ ขอพรกันอย่างเนืองแน่น ในสมัยอดีตภายในวัดแห่งนี้มีการขุดเจอระฆังโบราณในเขตวัด จึงทำให้กลายมาเป็นที่มาของชื่อโดยปริยาย และสำหรับระฆังใบที่ถูกขุดเจอนั้น สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดเกล้าฯ ได้มีการนำไปไว้ที่วัดพระแก้ว และทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างชดเชยให้วัดระฆังใหม่ 5 ลูก และพระราชทานชื่อให้กับวัดใหม่ว่า “วัดระฆังโฆสิตาราม”

สำหรับวัดระฆังแล้ว นอกจากจะเป็นที่กราบไหว้บูชา และขอพรแล้ว คนยังนิยมมาปล่อยนกปล่อยปลากันอีกด้วย โดยมีคติและคำเชื่อที่ว่าการมาวัดระฆังนั้น จะ “มีชื่อเสียงโด่งดัง คนนิยมชมชอบ” นั่นเอง และจุดไฮไลท์ของการมาเยือนวัดระฆังนั้นคือการมากราบไหว้ปิดทองรูปหล่อ  สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และการท่องบทสวดขินบัญชร ซึ่งมีความเชื่อว่าการท่องเป็นประจำจะสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ภายในวัดนั้นยังมีอีกหลายจุดสำคัญ อาทิ ตำหนักทอง ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีและสมเด็จพระสงฆราช (ศรี) มาก่อน เยี่ยมชมหอไตร หรือตำหนักจันทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโบราณสถานที่มีความสวยงามอยู่ไม่น้อย หรือ การทำบุณปล่อยสัตว์น้ำที่ท่าน้ำของวัด ล้วนต่างก็เป็นกิจกรรมที่สร้างความสงบสุขให้แก่ตนเองมากเลยทีเดียว

 

หลังจากที่ได้เที่ยววัด สักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ตนเองกันแล้ว เราจะขอพาทุกคนๆไปแวะร้านอาหารชื่อดังแห่งย่านพระนคร และร้านคาเฟ่สุดชิลเพื่อเติมพลังหลังจากที่เหนื่อยกันมาทั้งวันแบบนี้ นอกจากจะอิ่มอกอิ่มใจแล้ว เราจะยกขวนไปอิ่มท้องกันต่อเลย รับรองว่าถูกใจหนุ่มสาวชาวออฟฟิศแน่นอน!

 

Farm to Table Organic Cafe

มากันที่ร้านแรกอย่าง Farm to Table Organic Cafe ซึ่ง ร้านนี้ถือเป็นสาขาที่สองของ Farm To Table ที่ตั้งอยู่แถวนนทบุรี ใครที่ติดใจในรสชาติต้องไม่พลาดที่จะแวะมาที่ร้านใหม่นี้ ร้าน Farm to Table Organic Cafe เป็นร้านเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยย่านปากคลองตลาด ตัวร้านถูกแต่งแต้มและรีโนเวทจากบ้านโบราณให้ออกมาเป็นคาเฟ่สุดชิคที่ให้บรรยากาศแนวย้อนยุค คลาสสิคแต่ทันสมัย ภายในร้านร้านจึงเน้นการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่สร้างอบอุ่น ไม่ว่าจะเป็นผนังอิฐบล็อค โต๊ะไม้ และเก้าอี้ไม้สีเข้ม ตัดกับเคาน์เตอร์ลายหินอ่อนสีขาว และไฟสีส้ม

                ทางร้านจะมีเสริฟทั้งอาหารคาวและหวาน โดยกิมมิคหลักของทางร้านคือเน้นวัตถุดิบออร์แกนิคธรรมชาติ มั่นใจเลยได้ว่าทานแล้วดีต่อใจ อร่อยสดใหม่จากฟาร์มทุกจาน แถมราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิด แนะนำข้าวน้ำพริกอ่องหมู (82 บาท) ที่เสริฟมาแบบแน่นจาน แถมยังดึงดูดไปด้วยสีสันที่น่าลิ้มลอง หรือจะลองสลัดผักออร์แกนิค โดยทางร้านใช้ผักออร์แกนิคส่งตรงจากฟาร์ม ปลอดภัย และคุณภาพถือว่าสดกว่าตามซุปเปอร์มาร์เก็ตมาก มาถึงร้านนี้ก็ไม่ควรพลาดที่จะลิ้มลองขนมหวานสุดอร่อยที่หลายๆคนพูดเป็นเสียงเดียวกันอย่างพร้อมเพรียงว่าเด็ดมาก! โดยเฉพาะไอศครีมเจลาโต้สูตรโฮมเมดของทางร้านโดยเฉพาะ ซึ่งทำออกมาได้อย่างหลากหลายโดยมีการใช้ส่วนประกอบจากผัก ผลไม้ และธัญพืชต่างๆรังสรรค์ออกมาในหาลายรสชาติ เช่น งาดำ ใบข้าวหอมนิล เฉาก๊วย มันม่วงอบน้ำผึ้ง และอีกมากมายที่มีให้เลือกชิม รวมไปถึงการครีเอทเมนูขนมหวาน โดยจะเน้นเบเกอรี่สูตรโฮมเมด เสริฟคู่กับไอศครีมของทางร้าน จนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของทางร้านไปอย่างเรียบร้อย เช่น วาเฟิลสังชยามะพร้าวอ่อน วาเฟิลอบร้อนๆ กลิ่นหอมโชยทานกับมะพร้าวอ่อน เสริฟพร้อมไอศครีม และซอสสังขยา เป็นอะไรที่เข้ากันสุดๆเลยนะ หรือจะลองเป็นบราวนี่และบลอนดี้สูตรของทางร้านก็ขายดีไม่แพ้กัน ทานคู่กับไอศครีม บอกได้คำเดียวเลยว่าฟินสุดๆสำหรับขนมหวานจานนี้ ใครไม่อยากพลาดแบบนี้ต้องรีบจองตัวเพื่อนร่วมงาน เหมารถบัสแล้วไปกับ HISOBUS กันได้เลย รับรองว่าได้ไปเช็คอินที่คาเฟ่ชิคแบบนี้แน่นอน

 

พิกัด: 179 ถนนอัษฎางค์ แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200

📞 02 115 2625

เวลาทำการ:  10.00 -20.00

 

 

Make me Mango Cafe สาขาท่าเตียน

ร้าน Make me Mango Cafe เปรียบดั่งสวรรค์ของ Mango Lover เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นคาเฟ่ที่ขายทั้งขนม และของหวานจากมะม่วงทั้งนั้น คาเฟ่โทนสีเหลืองสุดอบอุ่นแห่งนี้ เป็นอีกหนึ่งร้านย่านฝั่งพระนครที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยตรงข้ามวัดโพธิ์ โดยทางร้านได้แปลงโฉมตึกเก่าอายุกว่า 40 ปี มาเป็นคาเฟ่ที่เอาใจสายมะม่วงโดยเฉพาะ! ร้าน Make me Mango Cafe เป็นร้านเล็กๆคูหาเดียว ที่ถูกตกแต่งด้วยไม้และเหล็กเป็นหลัก ภายในร้านจะโล่ง โปร่ง แสงสามารถส่องได้ทั่วถึงภายใน จึงสร้างบรรยากาศของความอุ่นและสบายตาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว คาเฟ่มะม่วงแห่งนี้ถูกออกแบบมาในในสไตล์มินิมอลซึ่งน่าจะเป็นที่ชื่นชอบแก่ทุกคนเพราะมีมุมถ่ายรูปสวยๆอยู่เต็มไปหมด เรียกว่าเพลิดเพลินจนลืมเวลากันไปเลยทีเดียว

มาเยือนถึงคาเฟ่แห่งมะม่วงแบบนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมนูขนมหวาน และของหวานเครื่องดื่มจะเป็นแนวไหน ก็ต้องมะม่วงแน่นอนอยู่แล้ว! ทุกๆเมนูของทางร้านจะเน้นใช้มะม่วงน้ำดอกไม้เป็นหลัก เพราะนอกจากจะให้ความหวานอย่างลงตัวแล้ว สียังสดใส และยังมีความหอมหวานมากเป็นพิเศษอีกด้วย เมนูแนะนำของทางร้าน เช่น  Make me Mango (185 บาท) ซึ่งภายในจานจะประกอบไปด้วย มะม่วงสุกพันธ์น้ำดอกไม้ เสริฟกับไอศครีมมะม่วง ข้าวเหนียวมูน สังขยา และพุดดิ้งมะม่วง โดยมีถั่วและน้ำกะทิสุดหอมมันมาคู่กัน หรือจะเป็น Mango Bingsu (175 บาท) ไอติมเกล็ดน้ำแข็งรสนมราดด้วยซอสมะม่วง โดยจะเรียงมะม่วงสุกไว้ด้านบนอย่างสวยงาม และปิดท้ายด้วยวิปปิ้งครีม และไอศครีมมะม่วง เรียกว่าทานแล้วสดชื่น ดับร้อนได้ดีทีเดียว นอกจากขนมหวานแล้ว ทางร้านยังมีอาหารไว้ให้บริการอีกด้วย โดยจะเมนูยอดฮิต เช่น ผัดไทยกุ้งสด และข้าวเหนียวไก่ทอด ส้มตำ เรียกว่าร้านนี้อิ่มครบทั้งคาวหวาน เพรียบพร้อมไปด้วยมุมถ่ายรูปสุดชิคพร้อมไปอวดเพื่อนๆกันอย่างเต็มที่

 

พิกัด: 67 ถนนมหาราช แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพ 10200

📞02 6220899

เวลาทำการ:  10.30-20.30

 

 

Blue Whale

พิกัดถัดไป .. ถ้าไม่ได้มาถือว่าพลาดมาก เราจะนำทุกท่านไปเยือนคาเฟ่ปลาวาฬสีน้ำเงินสุดฮิปอย่าง ร้าน Blue Whale ที่เป็นทั้งคาเฟ่และร้านอาหารสไตล์ฮิป ออกแบบด้วยโทนสีฟ้าขาว ภายในร้านตกแต่งด้วยธีมของท้องทะเล และยังมีการใช้มาสคอตอย่าง เจ้าปลาวาฬสีน้ำเงิน เป็นเอกลักษณ์ประจำคาเฟ่แห่งนี้ โดยภายในร้านเองจะมีรูปปลาวาฬตัวใหญ่อยู่ทั่วทุกมุมกำแพงตึกอีกด้วย ร้าน Blue Whale ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ตั้งอยู่ ณ ซอยมหาราช ตรงข้ามกับวัดโพธิ์ เป็นร้านเล็กๆ 1 ห้องคูหาที่ซ่อนตัวอยู่ในตึกแถว ใครที่กำลังวางแผนสำหรับทริปทำบุญในย่านนั้นอยู่ละก็ ขอบอกว่าต้องแวะไปเยือนที่นี่ให้ได้ เพราะคุณจะหลงรักและหลงใหลในคาเฟ่แห่งนี้ไปโดยไม่รู้ตัว ภายในร้าน Blue Whale มีทั้งหมดด้วยกัน 3 ชั้น โดยที่สามารถเลือกที่นั่งกันได้ตามใจชอบ ซึ่งภายในร้านเองมีที่นั่งไม่เยอะมากนัก แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าทุกมุมของร้านนี้ล้วนแต่มีมุมสวยๆ น่ารัก แปลกตาและไม่เหมือนใครให้ได้เก็บภาพกัน รับรองว่าไปแล้วไม่ผิดหวัง ได้รูปสวยๆ บรรยากาศฟินๆกลับมาอวดเพื่อนๆกันแน่นอน แลัต้องขอแอบบอกกันเบาๆไว้ก่อนนะว่าวันเสาร์อาทิตย์คนจะแน่นเป็นพิเศษ ฉะนั้นทีม HISOBUS แนะนำให้ไปในวันธรรมดาดีกว่านะจ๊ะ

ต้องเรียกว่าเล็กพริกขี้หนูจริงๆ สำหรับร้าน Blue Whale ถึงแม้ร้านจะไม่ใหญ่มากนักแต่เค้ามีบริการทั้งอาหารคาว หวาน เครื่องดื่มที่รังสรรค์ออกมาได้น่าตาดี ถ่ายรูปสวย และรสชาติยังอร่อยมากๆอีกด้วย โดยทางเจ้าของร้านนี่แหละที่มีความถนัดในการทำอาหาร และบาริสต้าจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทุกจานจึงมีความครีเอทีฟ และสวยงามเป็นอาหารตามากๆ เมนูอาหารซิกเนเจอร์ของทางร้านก็จะมี อาทิ  Pan-seared salmon with stir fried eringi & basil หรือ ข้าวกระเพราเห็ดออริจิและปลาแซลม่่อน โดยทางเชฟจะเลือกใช้ปลาแซลม่อนชิ้นหนาย่างมาสุกกำลังดี เสริฟกับช้าวสวยร้อนๆและเห็ดออริจิผัดกระเพรา เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ครีเอทมาได้อย่างลงตัว และตกแต่งมาได้อย่างชวนน่ารับประทานที่สุด อีกเมนูแนะนำที่ทานง่ายและดีต่อสุขภาพเหมาะสำหรับมื้อสายๆในวันหยุดจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ดลย กับ Smoked Salmon Scrambled Eggs หรือ ครัวซองต์แซลมอนรมควัน+ไข่คน โดยทางร้านใเลือกใช้ครัวซองค์โฮลวีตปิ้งร้อนๆ สอดไส้ด้วยปลาแซลม่อนรมควันและไข่คนเนื้อเนียนนุ่ม ราดด้วยซอสครีมเลม่อน กลายเป็นอีกหนึ่งเมนูที่เป็นที่ถูกอกถูกใจแก่หลายๆท่านที่ได้ลิ้มลองความกลมก่อมและลงตัวของจานนี้ มากันถึงเครื่องดื่มของทางร้าน Blue Whale กันบ้าง โดยเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของทางร้านนั่นก็คือ Butterfly Pea Latte หรือลาเต้อัญชัญ ความแปลกใหม่ที่ลงตัว ทางร้านเลือกใช้น้ำอัญชัญ ผสมกับความหอมของกลิ่นชินนาม่อน ความหวานจากไซรัปวนิลลา และกลมกล่อมด้วยรสนม เป็นเมนูที่ใครไปเป็นต้องสั่งเลยกับเมนูนี้ และยังมีอีกหลากหลายเมนูให้ลิ้มลอง (ถ้าจะให้เล่าวันนี้คงไม่หมด) ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม เช่น Strawberry Vanilla Syrup, Salted Caramel Chocolate, Mocha Grass Jelly Coconut Milk และขนมหวานอย่าง Blueberry Coffee Mascarpone ขนมปังชาโคลท้อปด้วยครีมชีสมาสคาโปเน่ ผสมกับกาแฟแบบฉบับโฮมเมด อีกทั้งยังมีบลูเบอรี่สดและเมล็ดบัควีต ปิดท้ายด้วย เอสเพรสโซ่เข้มข้นอีกชั้น แค่ส่วนผสมก็ดูอลังแล้ว บอกเลยว่ารสชาติอลังมากกว่านี้แน่นอน

 

พิกัด: 392/37 ถนน มหาราช พระนคร กรุงเทพมหานคร 10200

📞 096 997 4962

เวลาทำการ:  จันทร์ – อาทิตย์ (ปิดทุกวันพฤหัสบดี) 10.00-20.00

 

GOODJOB Cafe

 

คาเฟ่แห่งสุดท้ายที่จะมาแนะนำกันสำหรับวันเดย์ทริป เราจะยกขบวนกันไปนั่งชิลกันที่ GOODJOB Cafe ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์สำหรับคนที่ชื่นชอบงานเขียน งานศิลปะ งานประดิษฐ์ เพราะนอกจากจะเป็นคาเฟ่สุดชิคแล้ว ภายใต้ร้านเล็กๆแห่งนี้ยังเป็นร้านขายเครื่องเขียนชองแบรนด์ GOODJOB อีกด้วย โดยงานออกแบบทั้งหมดเกิดจากแรงบันดาลใจจากทางเจ้าของร้าน คุณสุจินต์ โอสถารยกุล ซึ่งทำการคว้ารางวัลดีไซน์มามากมายในการสร้างสรรค์แบรด์เครื่องเขียนไทย รวมถึงงานออกแบบ จนได้พัฒนาต่อยอดออกมาจนเป็นคาเฟ่เก๋ๆชิคๆแห่งนี้

ณ ร้านหัวมุมของย่านท่าเตียนแห่งนี้เป็นโลเคชั่นของร้าน GOODJOB Cafe ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั่นเอง ภายในร้านยังคงแตกแต้มและเน้นความคลาสสิค โดยมีสไตล์การตกแต่งแบบไม่ตายตัว เน้นความเรียบง่าย สบายตา และจะมีมุมไฮไลต์อยุ่ที่บริเวณชั้นสองที่จะสามารถมองเห็นวิวของพระบรมมหาราชวังและวิถีชีวิตของชุมชนท่าเตียนได้อย่างเต็มที่ ภายในร้านนั้นเองแบ่งออกเป็นหลายโซนด้วยกัน มีทั้งโซนร้านขายเครื่องเขียน ของวินเทจ และโซนของคาเฟ่ ที่จะมีเครื่องดื่มและเบเกอรี่ไว้บริการนักท่องเที่ยว เพื่อคลายร้อน และนั่งพักผ่อนหย่อนใจเติมพลังพร้อมเดินเที่ยวต่อ ในส่วนของเมนูก็มีให้เลือกหลากหลาย อาทิ น้ำผักผลไม้สกัดเย็น เครื่องดื่มร้อน-เย็น และเบเกอรี่ต่างๆ เช่น Croissant Chocolate, บราวนี่ และ อาหารคาวอย่าง Croissant Ham Cheese เป็นต้น

 

พิกัด: 274 ถ.มหาราช เขตพระนคร กรุงเทพฯ

📞 08-1869-3731

เวลาทำการ:  09.30 – 18.00 น.

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับวันเดย์ทริปแบบจัดแน่นจัดเต็มแบบนี้ เพื่อนๆทีมไหนอยากไปไหว้พระอิ่มบุญ พร้อมอิ่มท้องแวะถ่ายรูปเยือนคาเฟ่ชื่อดัง และฟินกับบรรยากาศสุดชิคย่านพระนครแบบนี้ อย่าลืมรวมตัวเพื่อนๆ วางแผนเหมารถบัสแล้วมาใช้บริการเช่ารถบัสกับ HISOBUS ได้ที่ www.hisobus.com  กันนะ เราจะพาทุกท่านไปเยือนทุกที่ การันตีทุกความประทับใจแน่นอน ทริปหน้า HISOBUS จะพาไปเที่ยวที่ไหนต่อ รอติดตามอ่านกันนะ รับรองความฟินแน่นอน 🙂

———————————————————————————————–

การเดินทางท่องเที่ยวที่แสนสนุก ก็อย่าลืมมาทำประกันการเดินทางเพื่อช่วยให้มีความคุ้มครองระหว่างทริปของคุณกันนะ หากสนใจรายละเอียดสามารถดูได้ที่ https://rabbitfinance.com/travel-insurance/bki

 

 

 

 


avatar
by jullapong
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
loading icon