5 บุคคลระดับโลกที่รวยจากหุ้น

posted: 1 year ago
13,256 views
5 บุคคลระดับโลกที่รวยจากหุ้น

comments

โลกแห่งธุรกิจนั้น คือสนามชั้นยอดที่จะช่วยเปลี่ยนให้คุณกลายเป็นเศรษฐีได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเปลี่ยนให้คุณกลายเป็นผู้แพ้ได้เช่นกัน แต่จะมีสักกี่คนบ้างนะ ที่สามารถผ่านสมรภูมิอันแสนดุเดือดนี้ จนก้าวมายืนอยู่ทัพหน้าของวงการหุ้นได้

วันนี้ เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ 5 บุคคลระดับโลกที่รวยจากหุ้น หลายๆ คนอาจจะคุ้นหูคุ้นตากันไปบ้าง บางคนก็ยังถือว่าเป็นตำนานที่ยังคงมีชีวิตอยู่! มาดูกันสิ ว่าจะมีใครกันบ้าง ?


วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Edward Buffett)

เขาคือ นักลงทุน นักธุรกิจ และผู้ใจบุญชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงระดับโลก  บัฟเฟตต์เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ควบตำแหน่ง CEO ของบริษัทเบิร์กเชียร์ นอกจากนี้ เขายังเป็นเพื่อนกับ บิลล์ เกตส์ อีกหนึ่งมหาเศรษฐีระดับโลก ซึ่งเคยชวนให้เขาร่วมลงทุนในบริษัทไมโครซอฟท์ แต่วอรร์เรนก็ขอปฏิเสธ เนื่องจากไม่มีความเข้าใจในระบบธุรกิจประเภทนี้ แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยินดีที่จะบริจาคเงินจำนวนมหาศาลแก่มูลนิธิของบิลล์ เกตส์แทน

บัฟเฟตต์เป็นลูกชายคนเดียว และเป็นคนที่ 2 ในพี่น้องทั้ง 3 คน ของ ฮาเวิร์ด บัฟเฟตต์ โดยจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการของเขานั้น เริ่มต้นที่อายุ 11 ปี เมื่อเขาได้ลองหารายได้พิเศษด้วยการติดตั้งตู้เกมส์พินบอลหยอดเหรียญในร้านตัดผม และเคยเป็นเด็กขายหนังสือพิมพ์  ก่อนที่จะซื้อหุ้นเป็นครั้งแรกด้วยเงินเหล่านั้น

Warren-Buffet-Net-Worth

เมื่อครั้งที่ยังศึกษาในระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียอยู่นั้น บัฟเฟตต์ได้ศึกษาถึงปรัชญาการลงทุนจาก เบนจามิน เกรแฮม หลังจากนั้นก็นำปรัชญาการลงทุนจาก ฟิลิป ฟิชเชอร์ มาปรับประยุกต์เข้าด้วยกัน วอร์เรน บัฟเฟต์ ถือเป็นนักลงทุนที่เน้นคุณค่าของหุ้นที่มั่นคงในระยะยาว มากกว่าการเก็งกำไรในระยะสั้น

ในโลกของการลงทุน บัฟเฟตต์มักจะได้รับฉายาว่าเป็น เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา หรือไม่ก็ปราชญ์แห่งโอมาฮา เขามีชื่อเสียงจากปรัชญาการลงทุนด้วยการนำปรัชญาที่เคยศึกษามาประยุกต์จนใช้งานได้จริง

แม้ว่า บัฟเฟตต์ จะได้รับการจัดอันดับให้เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และได้รับการยกย่องเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดก็ตาม แต่เขามักจะมีความเป็นอยู่อย่างประหยัด และยังเปี่ยมไปด้วยความใจบุญ จากที่คอยบริจาคเงินอย่างสม่ำเสมอให้กับมูลนิธิการกุศลต่างๆ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ในช่วงครึ่งปีแรกของปี ค.ศ. 2008 ด้วยจำนวนเงิน 62,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังได้รับจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ ให้เป็นบุคคลที่รวยที่สุดเป็นอันดับสามในปี 2554 โดยมีทรัพย์สินประมาณ $50.0 พันล้าน และในปี 2555 นิตยสารอเมริกัน ก็ได้ยกย่องบัฟเฟตต์เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกอีกด้วย


เจสซี่ ลิเวอมอร์ (Jesse Livermore)

เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ หรือที่คนชอบเรียกเขาว่า J.L. เจ้าของฉายา Boy Plunger และ Great Bear of Wall Street Livermore  อีกหนึ่งตำนานนักลงทุน ที่มีแนวคิดการลงทุนที่น่าสนใจ แม้ว่าเขาอาจจะไม่ใช่นักลงทุนเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จมากมาย เพราะชีวิตการลงทุนของเขาเกือบ 20 ปี ผ่านมาทั้งจุดสูงสุดและจุดต่ำสุด เคยรวยระดับเงินล้านจากตลาดหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ แต่ในขณะเดียวกันก็เคยผิดพลาดล้มเหลว จนขาดทุนหมดตัวล้มละลายมาแล้ว

J.L.  เริ่มเข้าวงการหุ้นตั้งแต่อายุ 14 ปี เขาทะเลาะกับพ่อจนต้องหนีออกจากบ้าน ทิ้งชีวิตชาวไร่และการทำฟาร์มแบบพ่อและแม่ในเขตชนบทเมือง และเริ่มต้นจากการเป็นเด็กเดินโพย เขียนกระดานหุ้น ในห้องค้า Webber เมืองบอสตัน ตั้งแต่อายุได้ 15 ปี หลังจากนั้นเพียงปีเดียว เขาก็เริ่มเล่นหุ้น แต่เนื่องจากมีเงินน้อย เขาจึงเริ่มเล่นตาม ‘ห้องค้าเถื่อน’ ที่รับ ‘แทงหุ้น’ โดยอิงกับราคาหุ้นบนกระดาน โดยการเก็งกำไรครั้งแรกร่วมกับเพื่อนของเขา เขาสามารถทำกำไรได้ถึง $3.12  ต่อหุ้น หลังจากนั้นไม่นานเขามีกำไรสะสมถึง $1,000

Jesse Livermore

J.L.เก็งกำไรเก่งมากและทำกำไรจนทำให้ห้องค้าเถื่อนเกือบทุกแห่ง “แบล็กลิสต์” ไม่ให้เขาเข้าเล่นในห้องค้า ในที่สุดเขาก็เข้าสู่ตลาดหุ้นและเริ่มชีวิตของนักเก็งกำไรเต็มตัว เขาร่ำรวยจากการเล่นหุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ มีแนวคิดในการลงทุนว่า ไม่เชื่อในการถือหุ้นระยะยาว

วิธีการของเขาคือ การมองมหภาคบวก กับการจดบันทึกการเคลื่อนไหวของหุ้นที่เขาสนใจติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ เพื่อทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมของรายใหญ่ที่เล่นหุ้นตัวนั้นอยู่ (รวมทั้งพฤติกรรมของตัวเขาเองด้วย)  และเชื่อว่าไม่ว่าบริษัทจะดีเพียงใด เวลาที่ตลาดพัง หุ้นทุกตัวก็จะไป ดังนั้นภาวะตลาดจึงมึความสำคัญเหนือตัวหุ้น

J.L.เป็นบุคคลที่เคยเป็นเศรษฐีมากกว่าหนึ่งครั้งในชีวิต เพราะเขาเคยหมดตัวหลายครั้งและสามารถกลับมาเป็นเศรษฐีได้ใหม่ เขากล่าวว่า เขามักจะหมดตัว เพราะไม่สามารถอดใจที่จะไม่ฝ่าฝืนกฏเหล็กในการเทรดหุ้นของตัวเองได้

บั้นปลายชีวิตของ J.L. นั้น เขาเริ่มมีอาการซึมเศร้าเมื่อเข้าสู่บั้นปลายชีวิต และยิงตัวตายเมื่ออายุได้ 63 ปี โดยในช่วงก่อนตายเขาเพิ่งจะสูญเสียเงินจำนวนมากในตลาดหุ้น และยังไม่สามารถทำกำไรกลับคืนมาได้ และมีทรัพย์สินเหลือเป็นมรดกให้แก่ภรรยาประมาณ $5 ล้าน

แต่ถึงแม้ชีวิต J.L. จะล้มเหลว และจบอย่างน่าเศร้าสลดแค่ไหน แต่การเรียนรู้แนวคิดเรื่องการเทรดหุ้น การลงทุนต่างๆ ของเขา เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ น่าเรียนรู้อย่างมากต่อนักลงทุนในรุ่นหลังๆ ในอีก 80 ปีต่อมา เพราะเขาได้ทิ้งมรดกความรู้ ด้วยการเขียนวิธีการสำหรับคนที่มุ่งมั่นจะยึดการลงทุนเป็นอาชีพจริงๆ แบบเดียวกับเขาไว้ในหนังสือชื่อ How to Trade in Stocks นั้นเอง



คาร์ลอส สลิม เฮรู (Carlos Slim Helu)

จัดได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนักลงทุนที่มีชื่อเสียงระดับโลก คาร์ลอส สลิม คือ นักธุรกิจมหาเศรษฐีชาวเม็กซิกัน วัย 73 ปี บุคคลที่ได้ชื่อว่า เป็นคนที่รวยที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังครองตำแหน่งคนรวยที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แล้ว จากการจัดอันดับของฟอร์บส์ โดยเขามีทรัพย์สินมากมายถึง 73,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สลิมจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติเม็กซิโก ก่อนผันตัวเองมาเป็นโบรกเกอร์ในตลาดหุ้นและเริ่มเรียนรู้การลงทุนในธุรกิจหลายประเภท จนกระทั่งต้น ค.ศ. 1980 ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในละตินอเมริกาทำให้ธุรกิจจำนวนมากล้มครืน จึงเป็นโอกาสให้สลิมได้เข้าไปกว้านซื้อบริษัทที่ประสบปัญหาในราคาถูก ก่อนจะเปลี่ยนบริษัทเหล่านี้ให้กลายเป็นกิจการที่มีมูลค่ามหาศาลในเวลาไม่กี่ปีต่อมา ทั้งบริษัทจำหน่ายน้ำดื่ม บริษัทรับเหมาก่อสร้าง และห้างสรรพสินค้า

Carlos Slim Helu

โดยเฉพาะธุรกิจด้านการสื่อสารโทรคมนาคม อย่าง บริษัท เตเลโฟโนส เด เมฮิโก หรือ เตลเม็กซ์ (TELMEX) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานแบบผูกขาด ที่เขาซื้อมาจากรัฐบาลเม็กซิโกเมื่อปี 1990 ด้วยเงิน 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนั้น ยังมีบริษัทด้านการสื่อสารแบบไร้สาย อเมริกา โมบิล ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีผู้ใช้บริการมากกว่า 100 ล้านคนทั่วละตินอเมริกา

ไม่เพียงแต่การทำธุรกิจเท่านั้นที่ คาร์ลอส สลิม เฮลู ทำ นอกจากนี้เขายังมีโครงการตอบแทนสังคมอีกมากมายเช่นกัน เช่น มูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ของพ่อมดไอทีบิล เกตส์ ขณะที่คาร์ลอส สลิมเองก็ใช้ความร่ำรวยของเขาตอบแทนสังคมจนได้รับรางวัลจาก World Education and Development Fund

กลยุทธ์ทางการลงทุนที่น่าสนใจของสลิม คือการรู้จักฉกฉวยโอกาสทางธุรกิจได้ก่อนคนอื่น ๆ การรู้จักสร้างคอนเน็คชั่นในทุกรูปแบบทั้งเชิงการค้า และแนวการเมือง ซึ่งก็คือวิสัยทัศน์ที่เฉียบขาดของเขา จนทำให้ไม่มีคู่แข่งในตลาดเหลือรอด ซึ่งกลเม็ดเคล็ดลับนี้ตัวเขาเองบอกว่าเขาได้มาจากการอ่านหนังสือของ อัลวิน ทอฟเลอร์ นักเขียนระดับปรมาจารย์แนวการตลาดระดับโลกนั่นเอง


มาร์ติน ชวาร์ตซ์ (Martin Schwartz)

ชวาร์ตซ์ คืออีกหนึ่งสุดยอดเซียนหุ้นระดับตำนาน  ด้วยผลงานการเทรดของเขาที่ไม่ธรรมดา ในปีแรกของการเป็นเทรดเดอร์ เขาสามารถทำเงินได้ถึง $600,000 ก่อนเบิ้ลเป็นสองเท่าในปีถัดมา และเคยทำเงินได้ถึง $70,000 ในการเทรดเพียงหนึ่งวัน นอกจากนี้ เขายังได้ตำแหน่งแชมป์การเทรดในรายการ U.S. Investing Championship เมื่อปี 1984 ซึ่งถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับเหล่าบรรดานักเล่นหุ้นชาวอเมริกันเลยทีเดียว!!

สิ่งที่ทำให้ ชวาร์ตซ์ ประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์ หลังจากล้มเหลวมานานกว่า 10 ปี นั้น มาจากหลักการเทรดที่ไม่พยายามเพิ่ม volume การเทรด จนกว่าจะสามารถดับเบิลพอร์ตได้ เพราะคนส่วนใหญ่มักทำผิดพลาดโดยการพยายามเพิ่ม volume ในการเทรดทันทีที่เขาเพิ่งเริ่มจะที่จะมีกำไร และนั่นเป็นหนทางแห่งหายนะที่ทำให้ต้องเดินออกไปจากตลาดแห่งนี้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญ คือต้องพยายามหาลักษณะการลงทุน การเทรดหุ้นต่างๆ ที่ถนัด และเหมาะสมกับตัวเอง

Martin Schwartz

จุดเริ่มต้นของ ชวาร์ตซ์ นั้น เริ่มต้นจากเขาจบจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เขาเลือกทำงานที่ US Marine Corp. หลังจากนั้น จึงตัดสินใจลาออกไปเป็นนักวิเคราะห์ให้กับโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง ในช่วงที่เขาทำงานอยู่ ก็เริ่มเรียนรู้การลงทุนในตลาดหุ้น ทว่าก็ประสบความล้มเหลวตลอดในช่วงเวลา 10 ปีแรก จนเกือบจะต้องล้มละลายในช่วงปี 1970

แต่ ชวาร์ตซ์ ก็ไม่ได้สิ้นหวังไปเสียทีเดียว เพราะเขาไม่ยอมแพ้ และได้ค้นพบหนทางของตัวเอง คือหนทางในการเก็งกำไรโดยใช้เทคนิคคอล จนในที่สุด เขาจึงตัดสินใจลาออกจากงานในขณะที่มีเงินเก็บทั้งหมด $110,000 เขาใช้เงิน $92,500 จ่ายเป็นค่าที่นั่งใน floor ที่ตลาด American Stock Exchange ทำให้เขาเหลือเงินเพียง $20,000 เขาจึงต้องหยิบยืมเงินจากคนอื่นอีก $50,000 ทำให้เขามีเงินในการเริ่มต้นเทรดทั้งสิ้น $70,000 ก่อนเริ่มทำเงินอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นคนดังในที่สุด

ผลงานการเทรดของเขายังคงเป็นตำนานให้เทรดเดอร์รุ่นใหม่ๆ กล่าวถึงอยู่เสมอ ลองคิดดูสิจะมีซักกี่คนบนโลกใบนี้ที่ทำกำไรเฉลี่ยต่อปีจากการเล่นหุ้นได้ถึงเกือบ 100% ต่อปี ย้ำแถมยังทำกำไรยาวนานถึงกว่า 10 ปีอีกด้วย สิ่งนี้เองทำให้เขาได้รับการกล่าวขานให้เป็น ตำนานของตำนาน! ของบรรดาเหล่านักเล่นหุ้นระยะสั้นสำหรับชาวอเมริกัน!



จอร์จ โซรอส (George Soros)

นักธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายฮังการี เป็นนักวิเคราะห์ค่าเงิน นักลงทุนหุ้น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริษัท Soros Fund Management และสถาบัน Open Society Institute เดิมชื่อ จอร์จี ชวาร์ตซ์ (György Schwartz)

โซรอส มีฉายาว่า พ่อมดทางการเงิน เขาเป็นต้นแบบสำหรับคนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี โดยโซรอสออกจากบ้านเกิดที่ประเทศฮังการีแบบเสื่อผืนหมอนใบ เพื่อไปตายดาบหน้าในต่างประเทศ เมื่ออายุ 17 ปี ก่อนเริ่มต้นทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้า อดทน จนสามารถเรียนจบปริญญาตรีได้ก่อนกำหนด และเมื่อย้ายไปอยู่สหรัฐอเมริกา โซรอสได้ทุ่มเททำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ศึกษาวิชาของเขาอย่างแตกฉาน จนสามารถตั้งทฤษฎีใหม่เป็นของตัวเองได้ ทฤษฎีของเขาคงมีส่วนถูกต้อง มันจึงทำให้เขาได้รับผลสำเร็จทางการเงินอย่างใหญ่หลวง นอกจากนี้ เขายังเคยเป็นสมาชิกในคณะกรรมการของ Council on Foreign Relations และยังเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง Center for American Progress

George Soros

ปัจจุบัน โซรอส ก็ยังคงมีตัวแทนในคณะกรรมการอยู่ แม้ว่าตัวเขาเองจะคิดว่าเป็นการกล่าวชมยกยอกันมากเกินไป แต่ชาวรัสเซียและชาวตะวันตกก็มองว่าการสนับสนุนทางการเงินและการจัดการของเขา เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ Georgia’s Rose ประสบความสำเร็จในสหรัฐอเมริกา

ในด้านกลยุทธ์การลงทุนของโซรอสนั้น เขาจะเน้นไปที่การทำกำไรระยะสั้น หาผลตอบแทนในทุกรูปแบบจากตลาด (Absolute Return) ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ค่าเงิน หรือสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ทั้งนี้ คำว่า สั้น ของโซรอสนั้น ก็อาจกินเวลาเป็นเดือน หรือเป็นปี ขึ้นอยู่กับหุ้นแต่ละชนิด นอกจากนี้เขายังเคยทำนาย การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอเมริกาไว้ล่วงหน้าจากการวิเคราะห์ของเขาเอง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก็คือ พิษวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ที่แม้แต่กระทั่งตัวเขาก็เกือบเอาตัวไม่รอดเช่นกัน

นิตยสาร ฟอร์บส์ ได้จัดให้ จอร์จ โซรอส อยู่ในอันดับที่ 35 ของบุคคลที่รวยที่สุดในโลก มีทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เขาได้บริจาคเงิน 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อการกุศลตั้งแต่ ค.ศ. 1979 เป็นต้นมา นอกจากนี้ โซรอส เองก็เคยปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ของไทยในช่วงวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งอีกด้วย!


ก็ครบกันไปแล้ว กับ 5 สุดยอด เซียนหุ้นแถวหน้าระดับโลก จะเห็นได้ว่าชีวิตของแต่ละคนก็ล้วนผ่านอะไรมาเยอะแยะ แน่นอนว่าพวกเขาเหล่านี้คงไม่สามารถร่ำรวยได้อย่างแน่นอน หากท้อแท้ ถอยหลัง ไปเสียก่อน

ได้อ่านประวัติกันไปแล้ว ก็อย่าลืมนำมาปรับใช้ นำมาเป็นแรงบันดาลใจดีๆ ให้กับชีวิตด้วยละ!


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon