ล้มกี่ครั้งก็จะลุก… 5 มหาเศรษฐีที่พลิกชีวิตจากติดลบ

posted: 1 year ago
ล้มกี่ครั้งก็จะลุก… 5 มหาเศรษฐีที่พลิกชีวิตจากติดลบ

comments

เมื่อพูดถึง มหาเศรษฐี แล้ว หลายคนคงจะนึกภาพชีวิตที่หรูหรา สะดวกสบาย และแน่นอนว่า ใครล่ะจะไม่อยากเป็นกัน!? แต่คุณรู้หรือไม่ ว่ากว่าที่พวกเขาจะผงาดได้ในระดับเวทีโลกนั้น นอกเหนือจากไอเดีย ความคิด ความสามารถต่างๆ แล้ว พวกเขาต่างก็เคยพยายามมาก่อน เคยล้มและต้องลุกอีกหลายครั้ง กว่าจะมีทุกวันนี้ได้!

วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับเหล่า 5 มหาเศรษฐี ที่ไม่ว่าชีวิตจะเคยติดลบ จะล้มสักกี่ครั้ง พวกเขาก็ลุก และไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา!


อิงวาร์ คัมพราด (Ingvar Kamprad) ผู้ก่อตั้งบริษัท IKEA

65b120fe376f223a640023e170575fd5

อิงวาร์ คัมพราด ผู้ก่อตั้ง IKEA มหาเศรษฐีคนนี้ นอกเหนือจากชื่อเสียงด้านความร่ำรวยติดระดับโลกของเขาแล้ว คัมพาร์ดยังโดดเด่นในเรื่องของนิสัยประหยัดมัธยัสถ์ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย โดยปรกติเขาจะแต่งตัวเหมือนชายชราธรรมดา ใช้รถยนต์คันเก่าๆ ชอบโหนรถเมล์ เดินทางไปไหนด้วยสายการบินต้นทุนต่ำ มีบ้านอยู่อาศัยหลังย่อมๆ ซึ่งภายในตกแต่งด้วยสินค้าของตนเอง เรียกว่าประหยัดในทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้

และกว่าที่เขาจะกลายเป็นมหาเศรษฐีผู้มีชื่อในด้านการใช้ชีวิตเรียบง่ายนั้น คงเพราะประวัติของเขาที่เคยเป็นแค่เด็กธรรมดาๆ มาก่อนนั่นเอง โดยคัมพาร์ดเกิดในฟาร์มเล็กๆ ทางตอนใต้ของสวีเดน ฐานะทางบ้านค่อนข้างขัดสน พ่อแม่ของเขาเป็นชาวไร่ชาวนา มีปู่ที่ยิงตัวตายเนื่องจากหาเงินมาจ่ายค่าจำนองฟาร์มของเขาไม่ได้ เดือดร้อนย่าของเขาต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินมารักษาฟาร์มเอาไว้ให้ลูกหลาน

แต่ตัวคัมพาร์ดนั่นกลับรักในการทำธุรกิจตั้งแต่พอจำความได้ ซึ่งเขาเริ่มขายสินค้าชิ้นแรก คือ ไม้ขีดไฟ ขยายต่อมาเป็นร้านขายของชำ โดยขายสินค้าทุกอย่างที่น่าจะขายได้ในราคาต่ำกว่าท้องตลาด จากนั่นก็ทดลองการค้าขายอย่างอื่นไปเรื่อยๆ

กระทั่งอายุ 17 ปี เขาจึงได้รับเงินรางวัลก้อนหนึ่งจากพ่อ เนื่องจากมีผลการเรียนดี และเขาตัดสินใจนำเงินนั้นลงทุนก่อตั้งกิจการ IKEA ซึ่งในช่วงแรก IKEA ไม่ได้ขายสินค้าที่เกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ในบ้านเลย แต่เพิ่งมาเริ่มในช่วง 5 ปีหลังการก่อตั้ง ช่วงแรกเขาเน้นขายสินค้าใช้สอยทั่วไปจำพวกนาฬิกา กระเป๋าสตางค์ เครื่องประดับ โดยใช้ระบบ Mail order

ปัจจุบัน IKEA ขยายไปกว่าค่อนโลก มีสาขามากมายอยู่ใน 44 ประเทศ และทำให้เขามีรายได้มหาศาล ถึงแม้เขาจะลาออกจากแท่นผู้บริหาร IKEA ปล่อยให้ลูกๆ ของเขาเป็นผู้ดูแลต่อแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังคงติดอันดับมหาเศรษฐีที่แสนจะประหยัด และใช้ชีวิตเรียบง่ายในวัย 90 ปี อยู่ดี


ลีโอนาร์โด้ เดล เวคคิโอ้ (Leonardo Del Vecchio) เจ้าของแบรนด์ Ray-Ban, Oakley, Vogue

emblema - bonzio - LEONARDO DEL VECCHIO

ลีโอนาร์โด้ เดล เวคคิโอ้ วัย 7 ขวบ นั้น ชีวิตของเขาเริ่มต้นไม่สวยหรูเท่าไหร่ เพราะเมื่ออายุได้ 7 ขวบ ก็ต้องถูกส่งไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เนื่องจากฐานะที่ยากจน และแม่ของเขาไม่มีเงินพอที่จะเลี้ยงดูลูกทั้งหมด 5 คนได้

และเมื่ออายุ 14 ปี เขาก็ตัดสินใจออกมาหางานทำเพื่อเลี้ยงครอบครัวของเขา ซึ่งเขาได้เข้าทำงานในโรงงานผลิตเครื่องจักรแห่งหนึ่งในเมืองมิลาน อิตาลี ทำให้เขาได้ค้นพบตัวเองว่า เขาชอบงานฝีมือที่ต้องใช้ความละเอียดละออในการผลิต และเขาก็สามารถทำมันออกมาได้อย่างดี นอกจากนี้ เวคคิโอ้ยังได้หาเวลาไปเรียน Industrial Design ซึ่งทำให้เขาค้นพบว่า เขาหลงใหลไปกับความงามและศาสตร์ในการออกแบบแว่นตา

ทั้งวันทั้งคืน เวคคิโอ้ต้องทำงานในโรงงานผลิตแว่นตา และต้องเสียนิ้วมือไปจากอุบัติเหตุ ก่อนที่เขาย้ายไปที่เมือง อากอร์โด เริ่มต้นทำอาชีพนักออกแบบแว่นตาแทน และในที่สุด เมื่อเขาประสบความสำเร็จ จึงได้ตัดสินใจออกมาเริ่มต้นเปิดกิจการภายใต้ชื่อ ‘Luxottica’ ที่ตั้งเป้าหมายว่าจะผลิตแว่นตาคุณภาพสูงให้กับแบรนด์ต่างๆ ของอิตาลี ในวัยเพียงแค่ 23 ปี

หลังจากนั้น Luxottica ก็ได้เติบโตอย่างรวดเร็วมาก และกลายเป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นผู้ผลิตแว่นตาแบรนด์ดังอย่าง Ray-Ban และ Oakley  ปัจจุบันเขามีสินทรัพย์ร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศอิตาลี ด้วยความพยายาม และไม่ย่อท้อของเขานั่นเอง


โฮเวิร์ด ชูลท์ซ (Howard Schultz) CEO Starbucks Coffee

Starbucks CEO Howard Schultz Announces Harlem Community Parternship Program

ฮาวเวิร์ด ชูลท์ซ นั่น คือชายหนุ่มที่เกิดในย่านบรูคลิน นิวยอร์ก เมื่อปี 1953 และเติบโตในย่านเบย์ วิว ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ในเมืองนิวยอร์ก ตลอดช่วงวัยเด็กของชูลท์ซต้องใช้ชีวิตอย่างขัดสน พ่อแม่มีอาชีพรับจ้างรายวัน ทำให้มีรายได้สำหรับพอแค่ซื้ออาหารประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น

เขาเล่าว่า ช่วงวัยเด็กของเขา ทั้งพ่อ และแม่ แม้กระทั่งเขาเอง กระทั่งตัวประกันสุขภาพ หรือสวัสดิการคุ้มครองใดๆ ก็ไม่มี แต่ยังโชคดีอยู่บ้าง ที่ชูลท์ซเป็นเด็กที่มีความโดดเด่น และมีทักษะทางด้านกีฬาจนทำให้ได้รับทุนเรียนต่อในมหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น มิชิแกน ในปี 1971 และจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีด้านการสื่อสารมวลชน

วันหนึ่ง ขณะที่กำลังสร้างตัวจากอาชีพมนุษย์เงินเดือน ในบริษัทซีรอกซ์ ก็ได้พบเจอร้านกาแฟเล็กๆ ชื่อ สตาร์บัคส์ ที่มีเสน่ห์ชวนหลงใหล ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากซีรอกซ์มาลงทุนอย่างเต็มตัว โดยในการบริหาร เขาได้เสนอไอเดีย ‘ร้านกาแฟไม่ได้ขายกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นที่พบปะของผู้คนในชุมชน’ ทว่ากลับไม่ได้รับการสนับสนุน จากผู้ก่อตั้งเพราะคิดว่าไม่ใช่เป้าหมาย และทิศทางของสตาร์บัคส์

ความสำเร็จของชูลท์ซ เริ่มขึ้นเมื่อเขาลาออกจากสตาร์บัคส์ เพื่อเปิดร้านกาแฟของตัวเอง ชื่อ อิล จิออร์นาเล (il Giornale) ซึ่งร้านกาแฟของเขาก็ได้รับความนิยมและมีความตั้งใจที่จะขยายสาขา และดูเหมือนโชคจะเข้าข้างเขา เพราะต่อมาผู้ก่อตั้งสตาร์บัคส์ได้ขายร้านสตาร์บัคส์สาขาแรกในซีแอตเติลให้กับชูลท์ซ และนี่เอง ทำให้เขาได้โอกาส นำร้านทั้งสองมารวมเข้าด้วยกัน ก่อนตั้งชื่อร้านใหม่เสียว่า ‘สตาร์บัคส์คอมฟี่ คัมปานี’

ถึงแม้ในช่วงแรก ร้านกาแฟที่ขายกาแฟคุณภาพเพียงอย่างเดียว จะยังไม่ได้รับความนิยมมากนักในอเมริกา แต่ชูลท์ซก็ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาในทุกๆ ด้าน พร้อมกับนำเสนอวัฒนธรรมการสร้างบรรยากาศ ร้านกาแฟน่านั่ง ที่พบปะของชุมชนขึ้นมา จนประสบความสำเร็จในที่สุด

ด้วยเหตุนี้เอง ซูลท์ซได้รับการยอมรับว่าเป็น CEO ที่เติบโต ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่เขาก็ยังไม่ลืมอดีตว่าตนมาจากไหน และนี่เอง ทำให้เขาเริ่มการให้แก่พนักงานของเขา โดยการเพิ่มสวัสดิการสุขภาพให้พนักงานทุกคน รวมทั้งหุ้นปันผลในธุรกิจอีกด้วย


จอร์จ โซรอส (George Soros) นักลงทุนระดับตำนาน

GeorgeSoros

จอร์จ โซรอส เมื่อพูดถึงชื่อนี้ คงยากที่จะมีคนไม่รู้จัก กับนักลงทุนที่ได้ฉายาว่า ‘พ่อมดแห่งการเงิน’ และกว่าเขาจะผงาดขึ้นมาในเวทีโลก และเป็นที่รู้จักกันในฐานะทฤษฎีต่างๆ รู้หรือไม่ ว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นเพียงเด็กเสิร์ฟกระจอกๆ และพนักงานกระเป๋าบนรถไฟเท่านั่น!

โซรอส เกิดที่ เมืองบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี เป็นชาวฮังการีเชื้อสายยิว และด้วยความที่โซรอสเกิดทันในช่วงยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัยที่นาซีเข้ายึดฮังการี ในเดือนมีนาคม 1944  โซรอสมีอายุได้ 13 ปี และเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกชายของเขาถูกพวกนาซีจับตัว พ่อของโซรอสต้องจ่ายเงินให้กับราชการในกระทรวงกสิกร เพื่อที่จะให้โซรอสไปอยู่ที่นั่นระหว่างฤดูร้อนของปี 1944 ในฐานะลูกบุญธรรม

จอร์จ โซรอสต้องซ่อนความเป็นยิวของเขา และหลังจากสงครามในช่วงนั้น โซรอสก็ได้ทำการย้ายสัญชาติเป็นอังกฤษแทน แลกเงินและเครื่องประดับที่ติดตัวต่างๆ เพื่อต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อที่ฮังการี และหาทางเริ่มต้นใหม่

ในปี 1952 โซรอสต้องทำงานเสริม เป็นพนักงานเสิร์ฟ และเด็กยกกระเป๋าตามสถานีรถไฟ ทั้งๆ ที่เป็นนักศึกษาด้านปรัชญา กับ Karl Popper และนอกจากนี้ ทางมหาวิทยาลัยได้ขอให้โซรอสช่วยเป็นติวเตอร์เพื่อแลกกับเงิน 40 ปอนด์ จากกองทุน Quaker ก่อนสุดท้าย เขาจะได้เริ่มทำงานกับธนาคาร Singer & Friedlander

และหลังจากนั้น ใน ปี 1956 โซรอสก็ได้ย้ายไปนิวยอร์ก ในตำแหน่งนักเก็งกำไรจากการแลกเปลี่ยนกับบริษัท F.M. Mayer, ตั้งแต่ปี 1956-1959 เป็นนักวิเคราะห์ กับ Wertheim and Company และใน ปี 1959-1963 ระหว่างนี้นี่เอง ที่เขาได้คิดค้น ทฤษฎี  ‘Reflexivity’ ซึ่งมาจากความคิดของ Karl Popper

จอร์จ โซรอส ได้สร้างความโดดเด่นในด้านการวิเคราะห์หุ้น และตลาดเป็นอย่างมาก นับได้ว่าเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล และเป็นที่รู้กันในความฉลาดหลักแหลม เพราะโซรอสจะถอนตัวเมื่อยังอยู่ในจุดที่มีความได้เปรียบ ไต่เต้าขึ้นสู่ระดับสมญานาม ‘พ่อมดการเงิน’ ในท้ายที่สุด!


แจ็ก หม่า (Jack Ma) ผู้ก่อตั้งบริษัท Alibaba

SoftBank CEO Masayoshi Son And Alibaba Chairman Jack Ma Attend SoftBank World 2014

หรือชื่อจริงว่า หม่า หยุน เจ้าสัวธุรกิจและผู้ใจบุญชาวจีน ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของกลุ่มอาลีบาบาซึ่งประสบความสำเร็จในธุรกิจอินเทอร์เน็ต และเป็นผู้ประกอบการจีนคนแรกที่ปรากฏบนหน้าปกของนิตยสารฟอร์บ ในเดือนพฤศจิกายน 2014

โดยก่อนจะเป็นมหาเศรษฐี เขาเคยต้องล้ม แล้วลุก มาก่อนเช่นกัน!! แจ็ก หม่า เกิดที่ เมืองหังโจว ประเทศจีน ตัวเขาฉายแววใฝ่เรียนรู้ และชื่นชอบภาษาอังกฤษมาก ด้วยวัยเพียง 12 เขาได้ปั่นจักรยานกว่า 40 นาทีทุกวัน เพื่อไปโรงแรมที่มีชาวต่างชาติเข้ามาพัก และจะพยายามไปพูดคุยเพื่อฝึกภาษา

แต่ในอดีต ด้วยความที่เขายังตัวเล็ก จึงมักจะถูกเด็กคนอื่นๆ แกล้ง นอกจากนี้ ตัวเขาก็ไม่ได้เป็นคนเรียนเก่งอะไรมากมาย สอบไม่ติดมหาลัยไปถึง 2 ครั้ง ก่อนที่สุดท้ายจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยครูหังโจวได้

และเมื่อเรียนจบเขาก็เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ และการค้าระหว่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยหางโจวเตี้ยนจื่อ อยู่ 5 ปี เขากลายเป็นขวัญใจของเหล่านักศึกษา เพราะไม่สอนตามตำราและระเบียบการทั่วไป  แต่เงินเดือน ก็ยังอยู่ที่ราวๆ 500-600 บาท ก่อนที่จะลาออกมาเพื่อตั้งต้นทำธุรกิจ

วันหนึ่ง ในปี 2538 เขาได้เดินทางไปเป็นล่ามที่เมืองซีแอตเทิล เพื่อนของเขาได้แนะนำให้เขารู้จักกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งหม่าเองก็เพิ่งจะเคยจับคีย์บอร์ดเป็นครั้งแรกในชีวิต ก่อนที่เขาจะปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า ยังไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับจีนในอินเทอร์เน็ตมากนัก ตั้งแต่นั้น หม่าก็เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์หลายอย่าง แต่ก็ไม่ประสบผลเท่าไร

จนเมื่อปี 2542 เขาจึงได้รวมกลุ่มกับเพื่อนอีกครั้ง จัดตั้งบริษัทอีคอมเมิร์ส นามว่า Alibaba ขึ้น ด้วยเงินทุนราว 2 ล้านบาท ก่อนจะเปิดเว็บไซต์ Taobao ขึ้น เพื่อสร้างธุรกิจออนไลน์ที่ใช้งานได้ง่าย ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีน

ในตอนแรกๆ นั้น ธุรกิจของเขาก็ดำเนินไปอย่างเรียบๆ ไม่มีกำไร เพราะมีคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง eBay อยู่ แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ หม่าได้ปรับความคิดใหม่ และถอยหลังเพื่อมาตั้งต้นยังประเทศบ้านเกิด และเชื่อมั่นว่าครั้งนี้เขาจะไม่แพ้แน่นอน!! และเขาคิดถูก เพราะเพียงแค่ 3 ปี เว็บไซต์ Taobao ก็พลิกโผขึ้นมาครองส่วนแบ่งตลาดเกินกว่า 60% จน eBay ถอยทัพออกจากจีนในปลายปี 2548

นับแต่นั้นมา Taobao ก็กลายเป็นเพชรเม็ดงามของยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนอย่าง Alibaba ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเว็บไซต์ชอปปิ้งออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน พร้อมกับขยายกิ่งก้านสาขาไปยังประเทศใเพื่อนบ้านในแถบเอเชียอีกด้วย!!


rich and poor

แน่นอนว่าแต่ละคน แม้จะล้มสักกี่ครั้ง มีอุปสรรคมากมายแค่ไหน แต่เหล่ามหาเศรษฐีที่เรานำมาพูดถึงกันในวันนี้ก็ไม่ได้ท้อแท้ และสิ่งที่สำคัญ ที่ทำให้พวกเขาสามารถมีทุกวันนี้ได้คือการฉลาดที่จะลงทุน ฉลาดที่จะใช้เงินก้อน เงินมรดก ให้เป็นประโยชน์อย่างสูงสุดนั่นเอง

แล้วสำหรับเราที่เป็นคนธรรมดาๆ แบบนี้ จะเริ่มต้นลงทุนกันอย่างไหร่ดีนะ ? แน่นอนว่าทุกวันนี้ การลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการทำธุรกิจส่วนตัว การเปิดร้านค้าขาย แต่ยังรวมไปถึงการซื้อกองทุน การทำประกันเก็บเงินก้อน สิ่งเหล่านี้เองที่จะเป็นตัวช่วยให้คุณเริ่มต้นลงทุนเพื่ออนาคตได้ง่ายๆ!


อย่ารอที่จะสายเกินไป การลงทุนต่างๆ ไม่ได้น่ากลัว ที่สำคัญ การมีสติ การใช้จ่ายเงินให้มีประสิทธิภาพอย่างสุงสุด และความพยายามที่ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จ และมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน


avatar
by คะน้าใบเขียว
มนุษย์ผู้มีชีวิตชีวายามค่ำคืน ตอนนี้ดูเหมือนจะกำลังพยายามทำความเข้าใจกับมักเกิ้ลในยุคปัจจุบันอยู่ แต่ทุกวันนี้ นางก็ยังไม่ชินเสียทีจริงๆ นั่นแหละ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

loading icon